ข้อเสนอของนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา หรือ “วันนอร์” ที่ต้องการให้คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เพิ่มงบประมาณให้ “กองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา” กลายเป็นประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรวดเร็ว เพราะเกี่ยวข้องกับเงินงบประมาณหลายร้อยล้านบาท ในช่วงที่ประชาชนจำนวนมากยังเผชิญปัญหาค่าครองชีพ หนี้สิน และภาวะเศรษฐกิจที่กดดัน
ในการประชุม กมธ.งบประมาณ เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2569 วันนอร์ระบุว่า ปัจจุบันมีอดีต สส.มาขอรับเงินจากกองทุนประมาณ 1,800 คน ส่วนอีก 458 คนไม่ได้มาขอ และแต่ละปีต้องใช้เงินประมาณ 600-700 ล้านบาท พร้อมระบุว่าเงินที่มีอยู่ไม่เพียงพอ หลังเดือนมิถุนายน 2569 จึงไม่สามารถจ่ายได้ตามปกติและต้องรอการตกเบิกงบประมาณใหม่
ตัวเลข “600 ล้าน” ที่ถูกพูดถึงจึงไม่ใช่วงเงินงบประมาณปี 2570 ที่ได้รับจัดสรรแล้ว แต่เป็นตัวเลขค่าใช้จ่ายของกองทุนที่วันนอร์ระบุว่า แต่ละปีต้องใช้ประมาณ 600–700 ล้านบาท
หลังเรื่องนี้เป็นข่าว นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคไทยภักดี ออกมาคัดค้านอย่างเต็มที่ โดยมองว่า สส.และ สว.ไม่ควรให้ประชาชนเลี้ยงดูตลอดชีวิต และการรับเงินรายเดือนกว่า 20,000 บาทเป็นการเอาเปรียบประชาชน
นพ.วรงค์เสนอว่า หากอดีต สส.หรือ สว.คนใดมีฐานะยากลำบากก็ควรไปใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐเช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป พร้อมเสนอให้สภาฯ หรือสำนักโพลที่น่าเชื่อถือสำรวจความเห็นประชาชนทั่วประเทศว่า เห็นด้วยหรือไม่กับการนำเงินภาษีไปจ่ายเป็นเงินรายเดือนให้อดีตนักการเมืองไปจนเสียชีวิต
นพ.วรงค์ยังยอมรับว่า ตัวเองเคยรับเงินดังกล่าว แต่ปัจจุบันเปลี่ยนจุดยืน โดยให้เหตุผลว่ารับฟังเสียงประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับการนำเงินภาษีมาจ่ายในลักษณะนี้
ท่าทีของ นพ.วรงค์ได้รับเสียงสนับสนุนจากคนจำนวนหนึ่งได้ไม่ยาก เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขหลายร้อยล้านบาทเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวพันกับภาพของนักการเมืองไทยที่สังคมรับรู้มานาน ทั้งเรื่องซื้อเสียง การทุจริต การใช้อำนาจเอื้อประโยชน์ บ้านใหญ่ ทุนการเมือง รวมถึงบัญชีทรัพย์สินของนักการเมืองบางคนที่มีตั้งแต่หลักร้อยล้านถึงพันล้านบาท
เมื่อภาพเหล่านี้สะสมมานาน คำว่า “สวัสดิการนักการเมือง” จึงถูกตั้งข้อสงสัยทันที โดยเฉพาะเมื่อเงินส่วนหนึ่งมาจากงบประมาณแผ่นดิน
ความไม่ไว้วางใจนักการเมืองของสังคมมีที่มาจากปัญหาที่สะสมมาเป็นเวลานาน แต่ความรู้สึกดังกล่าวไม่ควรถูกนำมาใช้เป็นเหตุผลเพียงอย่างเดียวในการตัดสินว่า กองทุนสำหรับผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาควรมีอยู่ต่อไปหรือไม่
หากนำความไม่พอใจต่อพฤติกรรมของนักการเมืองบางส่วนมาใช้เหมารวมผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาทุกคน การถกเถียงเรื่องกองทุนก็จะเหลือเพียงความรู้สึกว่า “นักการเมืองมีเงินอยู่แล้ว ไม่ควรเอาภาษีไปเลี้ยงอีก” ทั้งที่กองทุนนี้มีที่มา มีกฎหมายรองรับ และมีหลักเกณฑ์การจ่ายเงินกำหนดไว้
ชื่อทางการคือ “กองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา” จัดตั้งตามพระราชบัญญัติกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา พ.ศ. 2556 มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาหลังสิ้นสุดสมาชิกภาพ ครอบคลุมเงินทุนเลี้ยงชีพ ค่ารักษาพยาบาล เงินช่วยเหลือกรณีทุพพลภาพ เงินช่วยเหลือเมื่อถึงแก่กรรม และเงินช่วยเหลือด้านการศึกษาบุตร รวมถึงสวัสดิการอื่นตามที่ระเบียบกำหนด
เงินของกองทุนไม่ได้มาจากงบประมาณแผ่นดินเพียงทางเดียว กฎหมายกำหนดแหล่งเงินไว้หลายประเภท ทั้งเงินทุนประเดิม เงินอุดหนุนจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี เงินที่สมาชิกรัฐสภาส่งเข้ากองทุน เงินที่โอนมาจากกองทุนเดิม เงินหรือทรัพย์สินที่ตกเป็นของกองทุน เงินบริจาค และดอกผลจากเงินกองทุน
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาที่อยู่ในระบบต้องส่งเงินเข้ากองทุนเดือนละ 3,500 บาท แม้เงินสมทบส่วนนี้ยังน้อยเมื่อเทียบกับรายจ่ายทั้งหมด แต่ผู้ดำรงตำแหน่งก็มีส่วนจ่ายเงินเข้ากองทุนระหว่างที่เป็นสมาชิก
ประเด็นหนึ่งที่ถูกหยิบมาคัดค้านกองทุนคือ “บำนาญเดือนละกว่า 20,000 บาท” ทั้งที่คำที่ใช้ในกฎหมายและระเบียบคือ “เงินทุนเลี้ยงชีพ” และผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาไม่ได้รับเงินในอัตราเดียวกันทั้งหมด
หลักเกณฑ์กำหนดเงินทุนเลี้ยงชีพตามระยะเวลาที่นำมาคำนวณสิทธิ ผู้ที่มีระยะเวลาตั้งแต่ 1 เดือนแต่ไม่ถึง 48 เดือน ได้รับเดือนละ 9,000 บาท ตั้งแต่ 48 เดือนแต่ไม่ถึง 96 เดือน ได้ 12,000 บาท ตั้งแต่ 96 เดือนแต่ไม่ถึง 144 เดือน ได้ 14,300 บาท และตั้งแต่ 144 เดือนแต่ไม่ถึง 192 เดือน ได้ 17,800 บาท
ส่วนผู้ที่มีระยะเวลาตั้งแต่ 192 เดือนแต่ไม่ถึง 240 เดือน ได้รับเดือนละ 21,400 บาท ตั้งแต่ 240 เดือนแต่ไม่ถึง 288 เดือน ได้ 28,500 บาท และตั้งแต่ 288 เดือนขึ้นไป ได้ 35,600 บาทต่อเดือน
ดังนั้น อดีต สส.-สว.ไม่ได้รับเงิน “กว่า 20,000 บาท” กันทุกคน ผู้ที่มีระยะเวลาคำนวณสิทธิน้อยได้รับตั้งแต่ 9,000–17,800 บาทต่อเดือน ส่วนอัตราที่เกิน 20,000 บาทเป็นของผู้ที่มีระยะเวลาตามเกณฑ์สูงขึ้น การพูดเฉพาะตัวเลขเกิน 20,000 บาทจึงทำให้รายละเอียดของการจ่ายเงินส่วนนี้ขาดหายไป
เงินทุนเลี้ยงชีพเป็นรายจ่ายก้อนสำคัญของกองทุน เอกสารของรัฐสภาระบุว่า ปี 2557 มีผู้ได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพ 1,868 ราย ปี 2558 จำนวน 2,088 ราย ปี 2559 จำนวน 2,103 ราย ปี 2560 จำนวน 1,891 ราย และปี 2561 จำนวน 1,776 ราย
ต่อมาจำนวนผู้รับลดลงเหลือ 1,736 รายในปี 2562, 1,390 รายในปี 2563, 1,265 รายในปี 2564 และ 1,049 รายตามข้อมูลปี 2565
ส่วนจำนวนเงินที่จ่ายเป็นเงินทุนเลี้ยงชีพในปี 2557 อยู่ที่ประมาณ 267.34 ล้านบาท ปี 2558 ประมาณ 510.78 ล้านบาท ปี 2559 ประมาณ 310.53 ล้านบาท ปี 2560 ประมาณ 289.25 ล้านบาท และปี 2561 ประมาณ 281.30 ล้านบาท
กองทุนไม่ได้มีเฉพาะเงินทุนเลี้ยงชีพ แต่รวมถึงค่ารักษาพยาบาลและความช่วยเหลือประเภทอื่น ตัวอย่างปี 2557 มีผู้ได้รับความช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาล 619 ราย ปี 2558 จำนวน 980 ราย ปี 2563 จำนวน 927 ราย และปี 2565 จำนวน 819 ราย ยังไม่รวมเงินช่วยเหลือกรณีทุพพลภาพ การศึกษาบุตร และกรณีถึงแก่กรรม
“วันนอร์” ยกกรณีอดีต สส.คนหนึ่งที่ไม่มีเงินประมาณ 5,000 บาทจ่ายค่ารักษาพยาบาลก่อนออกจากโรงพยาบาล และบางรายถูกไล่ออกจากห้องเช่าเพราะไม่มีเงินจ่ายค่าเช่า เพื่ออธิบายว่าอดีต สส.ไม่ได้ร่ำรวยทุกคน
กรณีเช่นนี้ทำให้เห็นอีกด้านหนึ่งของอดีตนักการเมือง การเคยเป็น สส.ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะมีทรัพย์สินจำนวนมาก นักการเมืองที่มีทรัพย์สินหลักร้อยล้านหรือพันล้านมีอยู่จริง ขณะเดียวกัน ผู้ที่เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาก็มีที่มา อาชีพ ฐานะ และเส้นทางการทำงานแตกต่างกัน
อย่าง “ชวน หลีกภัย” ที่เข้าสู่สภาครั้งแรกในฐานะ สส.ตรัง เมื่อปี 2512 อยู่บนเส้นทางการเมืองมายาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ และได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางถึงการทำหน้าที่ในระบบรัฐสภา โดยไม่ได้เข้าสู่การเมืองในฐานะนายทุนใหญ่ นายชวนจึงเป็นตัวอย่างหนึ่งว่า คนที่ทำงานการเมืองมายาวนานและมีผลงานเป็นที่ยอมรับ ไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่มีธุรกิจหรือทรัพย์สินมหาศาล
และในสภาไม่ได้มีเพียงชวนเท่านั้น ตลอดหลายสิบปีมี สส.อีกจำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้มาจากกลุ่มทุนใหญ่ แต่ได้รับเลือกจากประชาชนและทำหน้าที่ผู้แทนของพื้นที่มาเป็นเวลานาน คนเหล่านี้ไม่ควรถูกเหมารวมกับภาพนักการเมืองร่ำรวยเพียงเพราะเคยมีตำแหน่งทางการเมือง
การมีหลักประกันสำหรับผู้ที่ใช้ช่วงหนึ่งของชีวิตทำหน้าที่ในระบบรัฐสภา จึงควรพิจารณาจากลักษณะของงานและระบบที่กำหนดไว้ มากกว่าจะตั้งต้นจากความคิดว่า เมื่อเป็น สส.หรือ สว.แล้วต้องมีเงินมากพอที่จะดูแลตัวเองได้ตลอดชีวิต
คนที่จำเป็นต้องพึ่งกองทุนมากที่สุดอาจไม่ใช่อดีตนักการเมืองที่มีธุรกิจและทรัพย์สินจำนวนมาก แต่เป็นคนที่ไม่มีฐานทุนรองรับชีวิตหลังพ้นตำแหน่ง หากใช้ภาพของนักการเมืองที่ร่ำรวยมาเป็นตัวแทนของอดีต สส.-สว.ทั้งหมด คนอีกกลุ่มหนึ่งก็จะไม่ถูกนำมาพิจารณาในการถกเถียงเรื่องนี้
ข้อเสนอของ นพ.วรงค์ที่ว่า หากอดีต สส.-สว.ลำบากก็ควรไปใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ฟังแล้วเข้าใจง่ายและสอดคล้องกับความรู้สึกของคนจำนวนหนึ่ง แต่บัตรสวัสดิการแห่งรัฐกับกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภามีที่มาแตกต่างกัน
บัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็นมาตรการช่วยเหลือประชาชนตามเงื่อนไขด้านรายได้และทรัพย์สิน ส่วนกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาตั้งขึ้นตามกฎหมายเฉพาะ มีสมาชิกส่งเงินสมทบ และมีหลักเกณฑ์กำหนดสิทธิของผู้ที่อยู่ในระบบ
การบอกให้อดีต สส.-สว.ที่ลำบากไปใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จึงไม่ได้แก้ปัญหาว่ากองทุนที่มีอยู่ตามกฎหมายควรจัดการอย่างไร
หากเห็นว่าสิทธิบางประเภทสูงเกินไปก็สามารถปรับอัตรา หากเห็นว่าเงินสมทบเดือนละ 3,500 บาทน้อยเกินไปก็เพิ่มได้ หรือหากสวัสดิการบางรายการไม่เหมาะสมก็สามารถทบทวนกฎเกณฑ์ วิธีเหล่านี้แก้ปัญหาที่ตัวกองทุนโดยตรงมากกว่าการผลักผู้ที่มีสิทธิไปอยู่ในระบบสวัสดิการอีกประเภทหนึ่ง
อีกเรื่องที่ควรพิจารณาคือ สส.ไม่ได้มีตำแหน่งถาวร การเลือกตั้งแต่ละครั้งมีความไม่แน่นอน ทั้งการยุบสภา การแพ้เลือกตั้ง หรือการออกจากการเมืองหลังดำรงตำแหน่งเพียงไม่กี่ปี
คนที่มีธุรกิจ มีทรัพย์สิน หรือมีรายได้ของครอบครัวรองรับอยู่แล้วสามารถรับความเสี่ยงเหล่านี้ได้ง่ายกว่า ส่วนคนที่ไม่มีฐานะเช่นนั้นย่อมเผชิญความไม่แน่นอนมากกว่า
หากประเทศไทยต้องการให้คนธรรมดามีโอกาสเข้าสู่การเมือง ไม่จำกัดอยู่เฉพาะนายทุน บ้านใหญ่ หรือครอบครัวที่มีฐานะ การมีหลักประกันบางส่วนหลังพ้นตำแหน่งก็มีเหตุผลรองรับ
คนที่ได้รับผลกระทบจากการไม่มีกองทุนมากที่สุดย่อมไม่ใช่นักการเมืองที่มีเงินหลายร้อยล้านบาท เพราะคนกลุ่มนั้นแทบไม่ต้องพึ่งเงินกองทุน แต่เป็นผู้แทนที่ไม่มีธุรกิจหรือทรัพย์สินก้อนใหญ่รองรับ
สังคมไทยวิจารณ์กันมานานว่าการเมืองถูกครอบงำด้วยทุนและบ้านใหญ่ แต่หากกำหนดให้คนที่จะเข้าสู่การเมืองต้องมีความพร้อมทางการเงินมากพอที่จะดูแลตัวเองได้ตลอดชีวิต แม้วันหนึ่งจะพ้นจากตำแหน่ง คนที่มีฐานะก็ยิ่งได้เปรียบในการเข้าสู่สนามการเมือง
หลักประกันของผู้ดำรงตำแหน่งจึงควรพิจารณาจากความเหมาะสมของระบบ ไม่ใช่ตัดสินจากความนิยมที่สังคมมีต่อนักการเมืองในช่วงใดช่วงหนึ่ง
นักการเมืองที่ทุจริตต้องถูกดำเนินคดี ผู้ที่ใช้อำนาจไม่เหมาะสมต้องถูกตรวจสอบ และผู้แทนที่ประชาชนไม่พอใจก็ต้องรับผลทางการเมืองในการเลือกตั้ง แต่ไม่ควรนำพฤติกรรมของนักการเมืองบางคนมาเป็นเกณฑ์ตัดสินสิทธิของผู้ที่เคยทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติทั้งหมด
คำกล่าวของวันนอร์ที่ว่า “สส.ไม่ได้รวยทุกคน” จึงเป็นประเด็นที่ควรรับฟัง หากกองทุนกำหนดสิทธิในระดับที่เหมาะสม ผู้ดำรงตำแหน่งมีส่วนส่งเงินสมทบ และสามารถตรวจสอบการใช้เงินได้ การมีหลักประกันหลังพ้นตำแหน่งก็ไม่ได้เป็นเรื่องเกินเลย
ส่วนที่ต้องยอมรับคือปัญหาฐานะการเงินของกองทุน เงินสมทบจากสมาชิกยังห่างจากภาระรายจ่าย และกองทุนต้องพึ่งงบประมาณแผ่นดินเป็นจำนวนมาก
สำหรับปีงบประมาณ 2570 มีตัวเลขหลายชุดที่ต้องแยกออกจากกัน สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเสนอคำของบประมาณสำหรับกองทุนประมาณ 726.69 ล้านบาท ขณะที่ตัวเลขในร่างงบประมาณที่รัฐบาลเสนอต่อสภาอยู่ที่ประมาณ 294 ล้านบาท
ส่วนตัวเลข 600-700 ล้านบาท ที่เป็นประเด็นในครั้งนี้ เป็นตัวเลขที่วันนอร์ระบุว่าแต่ละปีต้องใช้เงินประมาณจำนวนดังกล่าว ไม่ใช่วงเงินงบประมาณปี 2570 ที่ได้รับอนุมัติแล้ว
เมื่อรายจ่ายของกองทุนสูงกว่าเงินที่ได้รับจัดสรร ขณะที่เงินสมทบจากสมาชิกอยู่ในระดับหลักสิบล้านบาทต่อปี ปัญหาเงินไม่พอจึงเกิดขึ้น และสุดท้ายต้องกลับมาขอรับการสนับสนุนจากงบประมาณแผ่นดิน
ข้อเสนอให้เติมเงินของวันนอร์จึงมีเหตุผลในส่วนของการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า หากกองทุนไม่มีเงินพอจ่ายสิทธิที่เกิดขึ้นภายใต้กติกาปัจจุบัน รัฐก็ต้องจัดการปัญหา เพราะผู้มีสิทธิไม่ได้เป็นผู้กำหนดว่างบประมาณของกองทุนในแต่ละปีจะได้รับเท่าใด
แต่การเติมเงินเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ เพราะหากรายรับกับรายจ่ายยังห่างกันมาก ปัญหาเดิมก็จะเกิดขึ้นอีก
อัตราเงินสมทบเดือนละ 3,500 บาทจึงควรถูกทบทวน หากภาระรายจ่ายของกองทุนเพิ่มขึ้น ผู้ดำรงตำแหน่งในปัจจุบันก็ควรมีส่วนรับผิดชอบต่อสวัสดิการในอนาคตของตัวเองมากขึ้น ไม่ควรปล่อยให้ส่วนต่างทั้งหมดตกอยู่กับงบประมาณแผ่นดิน
รายจ่ายของกองทุนก็ควรเปิดเผยให้ประชาชนเห็นรายละเอียดมากขึ้น เพราะตัวเลข 600-700 ล้านบาทเมื่อถูกพูดรวมกัน อาจทำให้เข้าใจว่าเงินทั้งหมดถูกนำไปจ่ายเป็น “บำนาญนักการเมือง” ทั้งที่กองทุนมีทั้งเงินทุนเลี้ยงชีพ ค่ารักษาพยาบาล เงินช่วยเหลือกรณีทุพพลภาพ เงินช่วยเหลือเมื่อถึงแก่กรรม และการศึกษาบุตร
หากเปิดข้อมูลว่าเงินแต่ละประเภทใช้ไปเท่าใด มีผู้รับสิทธิกี่คน และแต่ละปีรายรับกับรายจ่ายต่างกันเท่าใด ประชาชนก็สามารถพิจารณาได้ว่าส่วนใดเหมาะสม ส่วนใดควรลด และส่วนใดควรรักษาไว้
หากมีการเพิ่มสิทธิ แต่ไม่มีรายได้ใหม่มารองรับเพียงพอ ต่อให้เติมงบประมาณในปีนี้ ปัญหาเงินไม่พอก็มีโอกาสกลับมาในปีต่อไป
ดังนั้น ข้อเสนอของวันนอร์มีเหตุผลในส่วนของการประคองกองทุนให้สามารถจ่ายสิทธิที่มีอยู่ แต่หลังจากนั้นต้องปรับเรื่องเงินสมทบ ตรวจสอบสิทธิ และเปิดรายละเอียดรายรับรายจ่ายให้ประชาชนเห็นมากขึ้น มิฉะนั้นข้อวิจารณ์เรื่องการนำเงินภาษีมาเลี้ยงนักการเมืองก็จะเกิดขึ้นซ้ำอีก
กระแสที่ขานรับ นพ.วรงค์สะท้อนปัญหาความเชื่อมั่นต่อนักการเมืองไทยได้อย่างชัดเจน เมื่อสังคมไม่เชื่อใจนักการเมือง ข้อเสนอที่เกี่ยวข้องกับเงินและสวัสดิการของนักการเมืองย่อมถูกต่อต้านได้ง่ายกว่าปกติ และนักการเมืองเองก็ต้องยอมรับว่าความรู้สึกนี้เกิดจากพฤติกรรมของคนในวงการการเมืองสะสมมาเป็นเวลานาน
แต่การตัดสินกองทุนด้วยความรู้สึกที่มีต่อนักการเมืองอย่างเดียว อาจทำให้ข้อเท็จจริงอีกด้านถูกมองข้าม อดีต สส.-สว.ไม่ได้รับเงินอัตราเดียวกันทั้งหมด ไม่ได้มีฐานะเท่ากันทั้งหมด และผู้ดำรงตำแหน่งก็มีการส่งเงินเข้ากองทุนระหว่างอยู่ในระบบ แม้งบประมาณแผ่นดินจะยังเป็นแหล่งเงินสำคัญก็ตาม
ข้อเสนอให้คนที่ลำบากไปใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐจึงตอบโจทย์ทางการเมืองมากกว่าปัญหาของกองทุน เพราะไม่แตะโครงสร้างรายรับรายจ่ายและไม่ได้อธิบายว่าหลักประกันของผู้พ้นตำแหน่งควรถูกจัดไว้แบบใด
อีกด้านหนึ่ง ฝ่ายสนับสนุนกองทุนก็ต้องตอบให้ชัดว่าทำไมจึงต้องใช้เงินปีละ 600-700 ล้านบาท จำนวนผู้รับสิทธิปัจจุบันแยกเป็นประเภทใด และเหตุใดรายได้ของกองทุนจึงตามรายจ่ายไม่ทัน การขอเงินเพิ่มโดยไม่มีแผนปรับโครงสร้างจะทำให้ข้อกล่าวหาเรื่องนำภาษีมาเลี้ยงนักการเมืองยิ่งฝังแน่น
การบริหารกองทุนหลังจากนี้จึงควรมีความชัดเจนมากขึ้น งบประมาณต้องเพียงพอสำหรับสิทธิที่มีอยู่ในปัจจุบัน ขณะเดียวกันผู้ดำรงตำแหน่งควรสมทบมากขึ้นตามความเหมาะสม สิทธิที่เพิ่มขึ้นต้องประเมินภาระทางการเงิน และบัญชีรายรับรายจ่ายต้องเปิดให้ประชาชนตรวจสอบได้ละเอียด
หากทำได้ กองทุนก็สามารถอธิบายการดำรงอยู่ของตัวเองด้วยระบบที่มีหลักเกณฑ์และตรวจสอบได้ โดยไม่ต้องพึ่งเพียงเหตุผลเรื่องความสงสารอดีต สส. หรือเรื่องเกียรติและศักดิ์ศรี
ข้อเสนอเติมเงินของวันนอร์จึงมีน้ำหนักในสถานการณ์ที่กองทุนกำลังขาดเงินและผู้มีสิทธิกำลังได้รับผลกระทบ การปล่อยให้สิทธิที่กฎหมายและระเบียบรับรองไว้หยุดจ่ายเพราะงบประมาณไม่พอ ไม่ใช่ทางแก้ของปัญหา
ส่วนระยะยาวต้องลดการพึ่งงบประมาณแผ่นดินลงให้มากกว่าที่เป็นอยู่ เพิ่มสัดส่วนความรับผิดชอบของผู้ดำรงตำแหน่ง และทบทวนสิทธิให้สัมพันธ์กับฐานะของกองทุน
หากสังคมต้องการให้คนธรรมดามีโอกาสเข้าสู่การเมือง ไม่ต้องมีธุรกิจใหญ่ ไม่ต้องมีทรัพย์สินหลายร้อยล้านบาท และไม่ต้องพึ่งนายทุนเพื่อประคองชีวิตหลังพ้นตำแหน่ง การมีหลักประกันบางส่วนย่อมมีเหตุผลรองรับ
ความไม่พอใจนักการเมืองควรนำไปสู่การตรวจสอบที่เข้มข้นกว่าเดิม ไม่ใช่การเหมารวมว่าคนที่เคยเป็นผู้แทนทั้งหมดร่ำรวยและไม่สมควรได้รับหลักประกันใด ๆ เพราะหากเดินไปทางนั้น คนที่อยู่รอดได้ดีที่สุดในสนามการเมืองอาจเหลือเพียงคนที่มีเงินพร้อมอยู่แล้วตั้งแต่ก่อนเข้าสภา
และนั่นอาจเป็นผลลัพธ์ที่สวนทางกับสิ่งที่สังคมไทยเรียกร้องมาตลอด ว่าอยากเห็นการเมืองเปิดกว้าง ไม่ถูกผูกขาดอยู่กับทุน บ้านใหญ่ และคนมีฐานะเพียงไม่กี่กลุ่ม.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'ณัฐพงษ์' เชื่อประชาชนยินดีจ่ายสวัสดิการ สส. หากทำหน้าที่คุ้มค่าภาษี
'เท้ง' ชี้ประชาชนยินดีจ่ายสวัสดิการ สส. หากทำหน้าที่คุ้มภาษี-ตรงไปตรงมา หนุนสร้างระบบรองรับคนธรรมดาเข้าสู่ออกแบบการเมือง โดยไม่ต้องพึ่งเงินสีเทา หลัง ‘วันนอร์’ เสนอของบ 600 ล้านเข้ากองทุนบำนาญ
'วรงค์' ซัดข้อเสนอ 'วันนอร์' เติมเงินกองทุนอดีต สส.-สว. ลั่นอย่าเอาภาษีประชาชนเลี้ยงนักการเมือง
“วรงค์” ค้านเต็มที่ หลัง “วันนอร์” เสนอเติมเงินกองทุนผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ชี้บำนาญเดือนละกว่า 2 หมื่นบาทเอาเปรียบประชา
'วันนอร์' ขอ กมธ.งบฯ เติมเงินบำนาญ สส.-สว. 'ภราดร' ฟาดบางคนพูดสร้างกระแสให้ยกเลิกกองทุน
“วันนอร์” ขอ กมธ.งบฯ เติมเงิน ให้กองทุนบำนาญ สส.-สว. ยกเคส อดีตสส.ถูกไล่จากห้องเช่า-ไม่มีเงินจ่ายโรงพยาบาล บอกหลังเดือน มิ.ย. ไม่มีเงินจ่ายแล้ว ต้องรอตกเบิกงบปี70 ด้าน ชาดา หนุน ชี้ สส.ไม่รวยทุกคน
แม่ร้อง 'หมอวรงค์' ลูกถูกแทง 8 แผล ผ่านปีคดีไม่คืบ แฉปม 'ลูกตำรวจ'
แม่พาลูกชายร้อง “หมอวรงค์” อ้างถูกกลุ่มวัยรุ่น 7 คนในกระบี่รุมทำร้าย ถูกแทง 8 แผล นอน รพ. 15 วัน ผ่านมากว่า 1 ปี
'วรงค์' ฟาด 'อนุทิน' เลิกเล่นวาทกรรม 'กำแพง' ประชาชนรอแก้ปัญหาปากท้องอยู่
หัวหน้าไทยภักดี ซัดนายกฯ ควรวางตัวเป็นผู้ใหญ่ เลิกเสียเวลาทะเลาะผ่านวาทกรรม ชี้ประชาชนรอแก้ปัญ
'หมอวรงค์' ข้องใจแบงก์พัน 1.4 แสนล้านหายจากระบบ ขอพบผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ
“หมอวรงค์” ทำหนังสือขอพบผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ แลกเปลี่ยนความเห็นปมธนบัตร 1,000 บาท มูลค่าราว 1.4 แสนล้านบาทไม่ไหลกลับเข้าสู่ระบบ ระบุเชื่ออาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตคอร์รัปชันและธุรกิจทุนเทา พร้อมหาทางออกต่อปัญหาดังกล่าว

