เรื่องอื้อฉาวที่เกิดขึ้นกับ “สมยศ พฤกษาเกษมสุข” และ “สมบัติ บุญงามอนงค์” ดูเผิน ๆ เป็นเรื่องความสัมพันธ์ชายหญิง เรื่องเพศ และพฤติกรรมส่วนตัวที่เกิดขึ้นต่างกรรมต่างวาระ รายละเอียดของทั้งสองกรณีก็ไม่ได้เหมือนกัน จึงไม่ควรจับทุกอย่างโยนลงตะกร้าเดียวกัน
แต่สองเรื่องนี้มีอะไรให้มองมากกว่าข่าวคาวของผู้ชายสองคน เพราะทั้ง “สมยศ” และ “สมบัติ” ไม่ใช่คนธรรมดาที่เพิ่งเดินเข้ามาในแวดวงการเมือง หากเป็นคนรุ่นใหญ่ที่มีประวัติการทำงาน มีคนรู้จัก มีคนเชื่อถือ และสะสมชื่อเสียงอยู่ในขบวนการประชาธิปไตยมายาวนาน
“สมยศ” มีรากอยู่ใน “ขบวนการแรงงาน” คลุกคลีกับชีวิตผู้ใช้แรงงานและการเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิมาหลายสิบปี พูดเรื่องชนชั้น การเอารัดเอาเปรียบ ความไม่เป็นธรรม ก่อนเข้ามามีบทบาททางการเมืองอย่างเข้มข้น ชีวิตผ่านทั้งการถูกดำเนินคดี การถูกจำคุก และกลับมาเคลื่อนไหวหลังพ้นโทษ
สำหรับคนที่เห็นด้วยกับแนวทางของเขา ประวัติเหล่านี้สะสมเป็นเครดิตของนักต่อสู้ เป็นความน่าเชื่อถือ และค่อย ๆ กลายเป็นบารมีของคนรุ่นใหญ่ในสายตาคนที่เดินตามมาทีหลัง คนรุ่นหลังที่เข้าไปหา “สมยศ” จึงไม่ได้เข้าไปหาผู้ชายคนหนึ่งโดยไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเขา แต่กำลังเข้าไปหานักกิจกรรมรุ่นใหญ่ที่มีภาพของคนต่อสู้เพื่อชนชั้นแรงงานติดตัวอยู่ก่อนแล้ว
เรื่องของหญิงสาวที่ใช้นามสมมุติว่า “คุณ A” จึงไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงปัญหาความสัมพันธ์ส่วนตัว หลังเธอออกมาเปิดเผยเรื่องราว กล่าวหาว่าถูกนักกิจกรรมอาวุโสล่วงละเมิดทางเพศ ก่อนที่ “สุณัย ผาสุข” ที่ปรึกษาฮิวแมนไรท์วอทช์ประจำประเทศไทย จะระบุชื่อ “สมยศ” ว่าเป็นบุคคลที่เชื่อว่าอยู่ในเรื่องดังกล่าว
จากนั้น “สมยศ” ออกมาโพสต์ “คำขอโทษ” ถึง “คุณ A” โดยระบุว่า ตัวเอง “เข้าใจผิด คิดเพียงฝ่ายเดียวว่า คุณ A ให้ความยินยอม” พร้อมอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองในเวลาต่อมา
เรื่องยิ่งไปไกลกว่า “คุณ A” เมื่อมีผู้ตั้งคำถามถึงพฤติกรรมต่อเพื่อนนักกิจกรรมในอดีต โดยเฉพาะคนรุ่นน้องหรือรุ่นลูก และ “สมยศ” ตอบกลับว่า “ได้ครับ ผมขอโทษทุกกรณี และสัญญาว่าจะไม่ทำเช่นนี้อีก”
คำว่า “ทุกกรณี” เป็นคำจาก “สมยศ” เอง จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกถามต่อว่า “ทุกกรณี” หมายถึงอะไร มีเรื่องอะไรอีก และหากเรื่องทำนองนี้เคยมีเสียงพูดถึงกันมาก่อน เหตุใดจึงเพิ่งระเบิดขึ้นมาเป็นเรื่องใหญ่ในวันนี้
ยังไม่ทันที่เรื่องของ “สมยศ” จะจาง ชื่อของคนรุ่นใหญ่อีกคนก็ตามมาด้วยคำถามสั้น ๆ จากหญิงนักกิจกรรมรายหนึ่ง
“คุณสมยศพูดแล้ว คุณสมบัติมีอะไรจะพูดมั้ยคะ?”
“สมบัติ บุญงามอนงค์” หรือ “บก.ลายจุด” เดินมาคนละเส้นทางกับ “สมยศ” หากคนหนึ่งเติบโตมากับขบวนการแรงงาน อีกคนเติบโตมากับงานกิจกรรมทางสังคม งานอาสา ชุมชน และการเมือง ก่อนเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางจากการต่อต้านรัฐประหารและกิจกรรมทางการเมืองหลากหลายรูปแบบ
สำหรับคนทั่วไป “สมบัติ” อาจเป็นนักกิจกรรมที่คุ้นหน้าจากข่าว แต่สำหรับคนหนุ่มสาวสายกิจกรรมบางกลุ่ม โดยเฉพาะคนที่เข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย สนใจออกค่าย ทำงานอาสา ลงพื้นที่ชุมชน หรืออยากทำอะไรเพื่อคนตัวเล็กตัวน้อย เขาเคยมีสถานะมากกว่านั้น
คนรุ่นพี่ที่เดินเส้นทางนี้มาก่อนสามารถกลายเป็นต้นแบบ และสำหรับบางคนก็ถึงขั้นเป็น “ไอดอล” ได้ “สมบัติ” อยู่ในพื้นที่แบบนี้มานาน ชื่อเสียงของเขาจึงไม่ได้เกิดเพียงเพราะออกสื่อ แต่สะสมจากงานกิจกรรม งานสังคม งานชุมชน และการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ทำต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน บารมีของ “สมบัติ” ในหมู่คนหนุ่มสาวสายกิจกรรมบางส่วนก็เกิดขึ้นจากตรงนี้ จากคนทำงานรุ่นพี่ค่อย ๆ กลายเป็นคนที่เด็กรุ่นหลังรู้จัก เชื่อถือ และบางคนมองเป็น “ไอดอล”
ตรงนี้ทำให้เรื่องที่หญิงนักกิจกรรมรายหนึ่งนำมาเปิดเผยมีรายละเอียดที่ไม่ควรถูกมองข้าม เธอเล่าว่า ในปี 2549 ขณะอายุ 20 ปี เดินทางจากเชียงรายเข้ากรุงเทพฯ หลังเกิดรัฐประหาร ด้วยความตั้งใจเข้าร่วมการเคลื่อนไหวต่อต้านการยึดอำนาจ
พูดตรง ๆ เธอไม่ได้เดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อมาหาความรัก แต่เข้ามาเพราะ “การเมือง” และ “อุดมการณ์”
จากเรื่องที่ฝ่ายหญิงเล่า เธอมีความชื่นชมคนดังในแวดวงนี้อยู่ก่อน จากนั้นเข้าไปช่วยงานที่สำนักงานโดยไม่ได้รับค่าตอบแทน ก่อนความสัมพันธ์จะเปลี่ยนจากเรื่องงานและการเมืองไปเป็นความสัมพันธ์ทางเพศ
หลังเรื่องถูกเปิดเผย “สมบัติ” พูดคุยกับฝ่ายหญิงผ่านข้อความส่วนตัว ยอมรับว่าทั้งสองเคยมีความสัมพันธ์กันจริง แต่โต้แย้งรายละเอียดบางส่วนของเหตุการณ์ ขณะที่ฝ่ายหญิงระบุว่า ในขณะเกิดเรื่องเธอไม่ทราบว่าอีกฝ่ายมีภรรยาอยู่แล้ว
กรณีนี้ไม่เหมือนกรณี “สมยศ” และไม่ควรนำข้อกล่าวหาของคนหนึ่งไปครอบอีกคน แต่เมื่อ “สมบัติ” ยอมรับว่าเคยมีความสัมพันธ์กันจริง คำถามเรื่องความเหมาะสมและความรับผิดชอบก็มีอยู่ในตัวมันเอง โดยเฉพาะเมื่ออีกฝ่ายเป็นหญิงวัย 20 ปีที่เข้ามาจากความชื่นชมและเข้าไปช่วยงาน ขณะที่เขาเป็นผู้ใหญ่กว่า ผ่านโลกมากกว่า มีชื่อเสียงกว่า และย่อมรู้สถานะชีวิตของตัวเองดีที่สุด
หญิงวัย 20 ปีเป็นผู้ใหญ่แล้ว มีความคิดและต้องรับผิดชอบต่อการตัดสินใจของตัวเอง ไม่จำเป็นต้องเขียนให้กลายเป็นเด็กไร้เดียงสาที่ไม่มีส่วนตัดสินใจอะไรเลย แต่การพูดเช่นนี้ก็ไม่ได้ทำให้ความรับผิดชอบของคนที่เป็นผู้ใหญ่กว่าและมีสถานะมากกว่าหายไป
ส่วนคำอย่าง “คุกคามทางเพศ” หรือ “ล่วงละเมิดทางเพศ” เป็นคำใหญ่ มีน้ำหนักของมันเอง ไม่จำเป็นต้องลากมาครอบเสียทุกกรณี ทุกความสัมพันธ์ หรือทุกความผิดเพื่อให้เสียงประณามดังขึ้น อะไรผิดก็เรียกให้ตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้น เท่านี้ก็หนักพอแล้ว
เรื่องนี้จึงไม่จำเป็นต้องทำให้นักกิจกรรมกลายเป็นนักบวช คนทำงานการเมืองก็เป็นมนุษย์ มีความรัก มีความต้องการทางเพศ มีความเจ้าชู้ และทำเรื่องผิดพลาดได้เหมือนคนทั่วไป แต่ยิ่งเป็นคนที่พูดเรื่อง “สิทธิ” “ความเท่าเทียม” “การกดขี่” และ “ความเป็นธรรม” มานาน คำถามก็ยิ่งหนีไม่พ้นว่า หลักที่ใช้ตรวจสอบคนอื่น ถูกใช้กับตัวเองด้วยหรือไม่
เมื่อวาง “สมยศ” และ “สมบัติ” ไว้ข้างกัน จะเห็นสิ่งหนึ่งชัดขึ้น คนหนึ่งสะสมชื่อจากขบวนการแรงงาน อีกคนเติบโตมากับงานกิจกรรมทางสังคม คนรุ่นใหม่ งานอาสาและชุมชน ทั้งคู่เดินคนละทาง แต่สิ่งที่ได้มาเหมือนกันคือชื่อเสียง ความน่าเชื่อถือ และบารมีของคนรุ่นใหญ่ที่สะสมขึ้นตามวันเวลา
บารมีแบบนี้ไม่ต้องมีใครแต่งตั้ง และไม่ต้องมีตำแหน่งรองรับ คนรุ่นหลังเป็นผู้มอบให้เองจากสิ่งที่เห็นว่าคนเหล่านี้เคยทำ เคยต่อสู้ และเคยเสียสละอะไรมา
ขบวนการที่ต่อสู้กับ “ผู้มีอำนาจ” และ “การกดขี่” มาตลอด อาจลืมสำรวจว่า ภายในขบวนการของตัวเองก็สามารถผลิตผู้มีอำนาจขึ้นมาเหมือนกัน เพียงแต่อำนาจนั้นไม่มีเครื่องแบบ ไม่มีตำแหน่งราชการ และไม่มีปืน มันมาในรูปของชื่อเสียง ความอาวุโส เครือข่าย และเครดิตจากการต่อสู้ทางการเมือง
คนรุ่นใหญ่ไม่จำเป็นต้องสั่งให้ใครเชื่อถือ เพราะชื่อเสียงทำหน้าที่ของมันอยู่แล้ว เด็กมหาวิทยาลัยหรือคนหนุ่มสาวที่รู้ว่าใครเคยทำอะไร เคยต่อสู้อะไร เคยถูกจับ เคยติดคุก หรือเคยยืนอยู่ข้างคนเสียเปรียบ ย่อมมองคนคนนั้นต่างจากคนแปลกหน้าที่เพิ่งพบกัน บางคนชื่นชม บางคนเกรงใจ บางคนอยากเข้าไปช่วยงาน และบางคนเชื่อใจก่อนจะรู้จักกันจริงเสียอีก
การเป็นคนรุ่นใหญ่หรือมีคนเคารพไม่ใช่ความผิด คนทำงานมานานย่อมมีเครดิตเป็นธรรมดา ปัญหาอยู่ที่เจ้าของเครดิตรู้หรือไม่ว่าตัวเองมีสถานะแบบนั้นอยู่ และจัดการกับมันอย่างไร โดยเฉพาะเมื่อความสัมพันธ์จากเรื่องงาน เรื่องการเมือง หรือความเป็นรุ่นพี่รุ่นน้อง เริ่มเปลี่ยนเป็นเรื่องส่วนตัว
คนที่เคยถูกอำนาจรัฐกระทำในเรื่องหนึ่ง ก็สามารถเป็นคนที่มีชื่อเสียง มีความอาวุโส และอยู่ในสถานะได้เปรียบกว่าอีกคนในอีกเรื่องหนึ่งได้ การเคยถูกจับ เคยติดคุก หรือเคยเสียสละจากการต่อสู้จึงไม่ใช่ใบรับรองว่าใครจะไม่มีวันทำผิด
ขณะเดียวกัน เรื่องคาววันนี้ก็ไม่จำเป็นต้องลบประวัติทั้งหมดของทั้งสองคน หาก “สมยศ” เคยทำประโยชน์ให้ผู้ใช้แรงงาน สิ่งนั้นก็เป็นส่วนหนึ่งของประวัติ หาก “สมบัติ” เคยทำงานเพื่อสังคม ทำงานกับชุมชน หรือสร้างแรงบันดาลใจให้คนหนุ่มสาว สิ่งเหล่านั้นก็ยังเป็นข้อเท็จจริง
แต่ “ความดีในเรื่องหนึ่ง” ไม่สามารถใช้หักล้าง “ความรับผิดชอบในอีกเรื่องหนึ่ง”
ปัญหาของคนรุ่นใหญ่หลายวงการอาจเริ่มง่าย ๆ ตรงนี้ อยู่มานาน ทำงานมามาก ผ่านเรื่องมามาก จนเครดิตจากผลงานและบารมีที่สะสมค่อย ๆ ทำให้คนรอบข้างเกรงใจ บางคำถามพูดออกมายากขึ้น เพียงเพราะคนที่อยู่ตรงหน้าคือ “พี่” ที่ใคร ๆ ก็รู้จัก ไม่ต้องมีใครสั่งให้เงียบ ไม่ต้องมีใครออกคำสั่งให้ช่วยกันปกป้อง ความเกรงใจและชื่อเสียงก็ทำหน้าที่ของมันได้เอง
กรณี “สมยศ” จึงมีคำถามจากคำว่า “ขอโทษทุกกรณี” ของเจ้าตัวเอง หากมีหลายกรณีจริงตามความหมายของคำพูดนั้น เหตุใดจึงผ่านเวลามาได้ยาวนาน ขณะที่กรณี “สมบัติ” มีคำยอมรับว่าเคยมีความสัมพันธ์กับหญิงที่เข้ามาช่วยงานจริง แม้จะโต้แย้งรายละเอียดบางส่วน และจนถึงขณะนี้คำชี้แจงที่ปรากฏต่อเรื่องดังกล่าวมาจากการพูดคุยกับฝ่ายหญิงเป็นการส่วนตัว
สองเรื่องต้องแยกกัน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมกันคือ ชื่อเสียงและบารมีของคนรุ่นใหญ่ถูกนำมาวางไว้ต่อหน้าคำถามของสาธารณะ
ขบวนการประชาธิปไตยพูดเรื่อง “การตรวจสอบอำนาจ” มายาวนาน ตรวจสอบรัฐบาล กองทัพ ตำรวจ นายทุน และองค์กรของรัฐ ด้วยหลักง่าย ๆ ว่า คนที่มีอำนาจต้องถูกตรวจสอบ แต่ภายในขบวนการเองก็มีคนที่ไม่มีตำแหน่งแต่คนเกรงใจ ไม่มีอำนาจตามกฎหมายแต่มีชื่อเสียง ไม่มีอำนาจสั่งการแต่มีเครือข่าย และไม่มีใครแต่งตั้งให้เป็นผู้ใหญ่ของใคร แต่คนรุ่นหลังยอมรับสถานะนั้นจากประวัติและผลงานที่สะสมมา
เครดิตเหล่านี้ไม่ใช่ความผิด และคนทำงานมาหลายสิบปีก็สมควรได้รับมัน เพียงแต่เครดิตจากการต่อสู้ไม่ควรกลายเป็นเกราะกันคำถาม
“สมยศ” ไม่ใช่เพียงผู้ชายคนหนึ่ง แต่เป็นคนรุ่นใหญ่ที่มีประวัติการต่อสู้เพื่อชนชั้นแรงงาน “สมบัติ” ก็ไม่ใช่เพียงผู้ชายคนหนึ่ง แต่เป็นนักกิจกรรมที่เคยเป็นต้นแบบของคนหนุ่มสาวบางกลุ่ม ผ่านงานอาสา งานชุมชน การทำงานกับคนตัวเล็กตัวน้อย และการเคลื่อนไหวทางการเมืองมายาวนาน นั่นเป็นเหตุผลที่เรื่องของทั้งสองคนมีน้ำหนักมากกว่าข่าวรัก ๆ ใคร่ ๆ ของคนทั่วไป
เรื่องคาวของ “สมยศ-สมบัติ” วันหนึ่งก็จะถูกข่าวเรื่องใหม่กลบไป แต่สิ่งที่เกิดขึ้นได้เปิดอีกด้านของคนรุ่นใหญ่ในขบวนการประชาธิปไตยออกมาแล้ว ด้านที่ไม่ได้มีเพียงประวัติการต่อสู้ การเสียสละ หรือภาพของคนที่ยืนอยู่ข้างผู้ถูกกดขี่ หากยังมีชีวิตอีกด้านที่ต้องถูกตรวจสอบไม่ต่างจากคนอื่น
“สมยศ” สะสมชื่อจากการต่อสู้เพื่อชนชั้นแรงงาน “สมบัติ” เติบโตมากับงานอาสา งานชุมชน และเคยเป็นต้นแบบของคนหนุ่มสาวสายกิจกรรม ทั้งสองจึงมีต้นทุนจากอดีตมากพอที่จะได้รับความเชื่อถือจากคนจำนวนหนึ่ง แต่ต้นทุนเหล่านั้นไม่ควรถูกนำมาใช้ลดทอนความรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตัวเองทำ
ขบวนการที่เรียกร้องให้ตรวจสอบ “ผู้มีอำนาจ” มาตลอด วันนี้เจอกับเรื่องที่เกิดจากคนรุ่นใหญ่ของตัวเอง และตรงนี้ต่างหากที่จะบอกได้ว่า หลักการที่พูดกันมานานมีไว้ใช้กับทุกคนจริง ๆ หรือเก่งเฉพาะเวลาหันไปตรวจสอบฝ่ายตรงข้าม
คนทำงานมานานย่อมมีเครดิต คนผ่านการต่อสู้ย่อมมีคนเคารพ และคนที่เคยเสียสละก็สมควรได้รับการยอมรับในสิ่งที่เขาเคยทำ ไม่มีเหตุผลต้องลบประวัติเหล่านั้นทิ้งเพราะเรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้
แต่บารมีจากวันวาน ไม่ใช่ใบอนุญาตให้ชีวิตอีกด้านของคนรุ่นใหญ่พ้นจากการตรวจสอบ
เรื่องของ “สมยศ-สมบัติ” จึงไม่ได้ทำให้ขบวนการประชาธิปไตยต้องตอบเพียงว่า สองคนนี้ทำอะไรไว้บ้าง หากยังทำให้ต้องหันกลับมาดูคนของตัวเองว่า คนที่เคยต่อสู้กับการกดขี่ เมื่อวันหนึ่งมีชื่อเสียง มีคนเชื่อถือ และกลายเป็นผู้ใหญ่เสียเอง จะยอมอยู่ใต้หลักการเดียวกับที่เคยใช้ตรวจสอบคนอื่นแค่ไหน
ขบวนการที่ตรวจสอบผู้มีอำนาจมาทั้งชีวิต จึงต้องไม่เว้นคนมีบารมีของตัวเอง เพราะถ้าเลือกตรวจสอบเฉพาะฝ่ายตรงข้าม สิ่งที่เรียกว่า “หลักการ” ก็เป็นเพียงมาตรฐานที่เลือกใช้ตามว่าใครเป็นพวกใคร.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'พรนภา' เปิดเหตุผลทำไมเพิ่งพูด หลังเก็บเรื่อง 'แมงดาประชาธิปไตย' นาน 20 ปี
“พรนภา” เคลื่อนไหวต่อ ปมเหตุการณ์เมื่อปี 2549 เผยเหตุผลที่ตัดสินใจพูดหลังผ่านมานาน 20 ปี ย้ำไม่ได้โกรธแค้น แต่ออกมาเล่าเพราะไม่อยา
แฉแมงดาธิปไตย! งามไส้ ‘สมยศ’ ขอโทษเหยื่อนึกว่าสมยอม ‘สมบัติ’ เปล่าปลํ้า
หมดกัน! นักประชาธิปไตยตัวพ่อขอโทษ คิดว่าเหยื่อสมยอม แถมยังขอโทษทุกกรณี! นักสิทธิ-นักวิชาการดาหน้าถล่ม "สมยศ พฤกษาเกษมสุข" คุกคามทางเพศ
ผิดหวังหนัก! 'ปวิน' ประณาม 'สมยศ' เป็นต้นตอความอยุติธรรมเสียเอง
"ปวิน" โพสต์บอกรู้สึกผิดหวัง "สมยศ" รู้จักกันมานาน ได้ช่วยแคมเปญปล่อยตัวเมื่อถูกจองจำภายใต้มาตรา 112 และมองว่าเค้าเป็นวีรบุรุษคนนึง
'แก้วตา' ฟาด 'สมยศ' ใช้อำนาจบีบบังคับเหยื่อ จนรู้สึกหนีไม่ได้ ยอมเงียบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
น.ส.ธิษะณา ชุณหะวัณ (แก้วตา) อดีต สส.กทม.พรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว กรณีของนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข โดยระบุถึงพฤติกรรมและความเข้าใจของสังคมต่อผู้เสียหายจากเหตุความรุนแรงทางเพศ ระบุว่า
‘สมยศพูดแล้ว คุณสมบัติมีอะไรจะพูดมั้ย?‘ หญิงนักกิจกรรมเปิดปมลับเมื่อ 20 ปีก่อน
กระแสเปิดโปงปัญหาล่วงละเมิดทางเพศในหมู่นักกิจกรรมฝ่ายประชาธิปไตยยังขยายวง ล่าสุดหญิงนักกิจกรรมเปิดเรื่องจากอดีตเมื่อปี 2549 อ้างเคยถูก “คนดัง” ในขบวนการหลอกพาเข้าโรงแรม ก่อนประกาศ “วันนี้ฉันนี่แหละคือใบเสร็จ” และทิ้งคำถามปริศนา “คุณสมยศพูดแล้ว คุณสมบัติมีอะไรจะพูดมั้ยคะ?”
'สว.อังคณา' น่าอนาถ 'สมยศ' ขอโทษโดยไม่สำนึกผิด ชอบอ้างประชาธิปไตย แต่ใช้อำนาจแสวงประโยชน์ทางเพศ
นางอังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา และอดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ขอโทษยังไงให้เป็นความผิดของเหยื่อ (victim blaming) อ้าง “อยู่กินกัน” สองปี อยู่กินบนความสัมพันธ์แบบไหนก่อน ผสห. เขาก็บอกแล้วว่าเป็นความสัมพันธ์ที่ต้องพึ่งพากัน หนีไม่ได้เพราะมีบุญคุณ เป็นความสัมพันธ์เชิงอำนาจ เวลาไปทำงานต่างจังหวัดก็ถูกบังคับให้นอนห้องเดียวกัน

