อดีตผู้พิพากษา ผ่าปม 'กะเพราแก้วจุรี' เปิดประเด็นที่สังคมต้องรู้!

อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกาวิเคราะห์ปมจดสิทธิกะเพรา 4 สายพันธุ์ของซีพีแรม เจาะข้อกฎหมายและความเสี่ยงระบบเกษตรพันธสัญญา ห่วงเกษตรกรเสียอำนาจต่อรอง พร้อมตั้งคำถามสัญญาวิจัยร่วมมหาวิทยาลัยรัฐ ใครถือสิทธิและแบ่งผลประโยชน์อย่างไร

24 ตุลาคม 2569 - นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊กเรื่อง 'กะเพราแก้วจุรี CPRAM กับบทเรียนเกษตรพันธสัญญา: ความจริงทางกฎหมาย ห่วงโซ่อุปทาน และสิทธิเกษตรกรไทย' วิเคราะห์กรณีบริษัท ซีพีแรม จำกัด (CPRAM) จดทะเบียนคุ้มครองกะเพราพันธุ์ใหม่ 'แก้วจุรี' จำนวน 4 สายพันธุ์ โดยระบุว่า นอกจากข้อถกเถียงเรื่องการผูกขาดกะเพราแล้ว ยังมีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับสิทธิของเกษตรกรในระบบเกษตรพันธสัญญา รวมถึงความโปร่งใสในการจัดสรรผลประโยชน์จากงานวิจัยร่วมระหว่างภาครัฐกับเอกชนที่สังคมควรให้ความสนใจ

นายวัสระบุว่า กะเพราแก้วจุรีทั้ง 4 สายพันธุ์ ได้แก่ แก้วจุรี 01, 02, 03 และ 04 ได้รับการจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่จากกรมวิชาการเกษตร เป็นระยะเวลา 12 ปี ตั้งแต่ปี 2567-2579 ภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ทำให้เกิดข้อสงสัยในสังคมว่าประชาชนจะยังปลูกกะเพราเพื่อบริโภคได้หรือไม่ ร้านอาหารจะได้รับผลกระทบหรือไม่ และเกษตรกรจำเป็นต้องซื้อเมล็ดพันธุ์จากบริษัทหรือไม่

เมื่อพิจารณาข้อกฎหมายพบว่า มาตรา 33 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืชฯ กำหนดสิทธิของผู้ทรงสิทธิไว้เฉพาะการผลิต ขาย จำหน่าย นำเข้า ส่งออก หรือครอบครองส่วนขยายพันธุ์ เช่น เมล็ดพันธุ์และต้นกล้า ของพันธุ์ที่ได้รับการจดทะเบียน โดยไม่ได้ครอบคลุมกะเพราทุกสายพันธุ์ในประเทศไทย

ดังนั้น เกษตรกรที่ปลูกกะเพราพื้นเมืองหรือพันธุ์อื่น ๆ ซึ่งมีอยู่มากกว่า 300 สายพันธุ์ ยังคงเพาะปลูก เก็บเกี่ยว และจำหน่ายผลผลิตได้ตามปกติ เช่นเดียวกับประชาชนที่ซื้อใบกะเพราไปประกอบอาหาร หรือร้านค้าที่นำกะเพรามาปรุงและจำหน่ายอาหาร ไม่ได้เป็นการละเมิดสิทธิในพันธุ์พืชใหม่

สำหรับที่มาของกะเพราแก้วจุรี นายวัสอ้างข้อมูลคำขอจดทะเบียนว่า พัฒนามาจากกะเพราพันธุ์พื้นเมือง CPR1 โดยเริ่มดำเนินการเมื่อปี 2563 ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ใช้วิธีชักนำให้จำนวนชุดโครโมโซมเพิ่มขึ้นด้วยสารเคมี ร่วมกับเทคนิคการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เพื่อให้ได้กะเพราที่มีใบขนาดใหญ่ น้ำหนักดี มีกลิ่นหอม และเหมาะสมกับกระบวนการผลิตอาหารในระดับอุตสาหกรรม โดยไม่ใช่การตัดแต่งพันธุกรรมแบบจีเอ็มโอ

ส่วนข้อกังวลเรื่องเกสรจากกะเพราพันธุ์ใหม่แพร่กระจายไปผสมกับกะเพราในแปลงของเกษตรกรรายอื่น นายวัสระบุว่า ซีพีแรมได้ชี้แจงต่อสาธารณะว่า หากเกิดการผสมเกสรจนได้เมล็ดพันธุ์ที่มีลักษณะเปลี่ยนแปลง เกษตรกรสามารถนำเมล็ดไปปลูกต่อได้โดยไม่ถือเป็นการละเมิดสิทธิ ซึ่งเป็นคำชี้แจงที่ช่วยลดความกังวลเกี่ยวกับปัญหาข้อพิพาททางกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม นายวัสเห็นว่า ประเด็นที่ควรให้ความสำคัญไม่แพ้เรื่องสิทธิในพันธุ์พืช คือรูปแบบการดำเนินธุรกิจของซีพีแรมที่ใช้ระบบเกษตรพันธสัญญา หรือ Contract Farming ภายใต้แนวคิด 'เกษตรกรคู่ชีวิต' โดยบริษัทไม่ได้จำหน่ายเมล็ดพันธุ์ในตลาดทั่วไป แต่ให้เกษตรกรในเครือข่ายเพาะปลูกกะเพราตามมาตรฐานที่กำหนด ก่อนรับซื้อผลผลิตกลับเข้าสู่โรงงานผลิตอาหารพร้อมรับประทาน

ระบบดังกล่าวมีข้อดีคือ เกษตรกรมีตลาดรองรับผลผลิต ลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาในตลาดสด และได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพาะปลูก รวมถึงมาตรฐานการจัดการแปลง โดยข้อมูลที่บริษัทเปิดเผยระบุว่า กะเพราที่พัฒนาขึ้นสามารถเก็บเกี่ยวได้มากถึง 20 ครั้งต่อรอบการปลูก เทียบกับกะเพราพันธุ์เดิมที่เก็บเกี่ยวได้ประมาณ 8-9 ครั้ง

แต่ขณะเดียวกัน นายวัสเตือนว่า ระบบเกษตรพันธสัญญามีความเสี่ยงจากภาวะตลาดที่มีผู้ซื้อเพียงรายเดียว หากเกษตรกรผลิตสินค้าตามคุณลักษณะเฉพาะที่โรงงานต้องการ อาจไม่สามารถนำผลผลิตไปจำหน่ายในตลาดทั่วไปได้ง่าย เมื่อเกิดข้อพิพาทเรื่องการตรวจคัดคุณภาพ หรือบริษัทลดปริมาณการรับซื้อ เกษตรกรอาจตกอยู่ในสถานะเสียเปรียบและขาดอำนาจต่อรอง

นอกจากนี้ การพึ่งพาพันธุ์พืชและผู้รับซื้อรายเดียว ยังอาจทำให้เกษตรกรต้องพึ่งพาบริษัทเอกชนมากเกินไป หากไม่มีระบบบริหารจัดการความเสี่ยงและมาตรการคุ้มครองที่เหมาะสม

นายวัสยกตัวอย่างแนวทางในต่างประเทศ โดยญี่ปุ่นมีระบบสหกรณ์การเกษตรที่ช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองให้เกษตรกร ขณะที่สหรัฐอเมริกามีกฎหมายกำกับดูแลการค้าที่ไม่เป็นธรรมในธุรกิจปศุสัตว์และเนื้อสัตว์บางประเภท ส่วนสหภาพยุโรปมีมาตรการป้องกันการค้าที่ไม่เป็นธรรมในห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตรและอาหาร เช่น การชำระเงินล่าช้าและการยกเลิกคำสั่งซื้อสินค้าเน่าเสียง่ายโดยไม่แจ้งล่วงหน้าอย่างเหมาะสม

บทเรียนสำหรับประเทศไทยจึงไม่ใช่การปฏิเสธระบบเกษตรพันธสัญญา แต่ต้องสร้างกลไกให้เกษตรกรได้รับข้อมูลที่เพียงพอ มีอำนาจต่อรอง ได้รับความคุ้มครองจากเงื่อนไขสัญญาที่ไม่เป็นธรรม และมีช่องทางร้องเรียนหรือเรียกร้องการเยียวยาที่เข้าถึงได้จริง

นายวัสยังตั้งข้อสังเกตถึงประเด็นธรรมาภิบาลในการวิจัยร่วมระหว่างซีพีแรมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ โดยระบุว่า แม้บริษัทจะชี้แจงเรื่องการคุ้มครองพันธุ์พืชและการนำไปใช้ประโยชน์แล้ว แต่ยังมีคำถามจากมูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI) และสังคมเกี่ยวกับรายละเอียดสัญญาวิจัย

โดยเฉพาะการกำหนดสิทธิความเป็นเจ้าของผลงานวิจัยว่าเป็นของฝ่ายใด และมหาวิทยาลัยกับนักวิจัยได้รับส่วนแบ่งผลประโยชน์หรือค่าตอบแทนจากการใช้ประโยชน์พันธุ์พืชใหม่อย่างเหมาะสมหรือไม่ รวมถึงการดำเนินการตามบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องของ พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืชฯ

นายวัสเห็นว่า กรณีกะเพราแก้วจุรีสะท้อนถึงความจำเป็นในการพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมทางการเกษตรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ แต่ต้องดำเนินควบคู่กับความโปร่งใส การคุ้มครองสิทธิของเกษตรกรรายย่อย และการจัดสรรผลประโยชน์ระหว่างภาครัฐกับเอกชนอย่างเป็นธรรม เพื่อให้ระบบ 'เกษตรกรคู่ชีวิต' เป็นความร่วมมือที่ทั้งสองฝ่ายสามารถพึ่งพาอาศัยกันได้อย่างแท้จริง.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดร.ธรณ์ สะกิดคนไทย! มัวดราม่ากะเพราซีพี เตือนน้ำมันโลกพุ่ง-เอลนีโญแรงผิดปกติ

ดร.ธรณ์ สะกิดสังคม ขณะดราม่ากะเพราซีพีแรมยังไม่จบ เตือนราคาน้ำมันโลกแตะ 116.7 ดอลลาร์ และเอลนีโญรุนแรงอย่างไม่เคยพบมาก่อน ขณะที่องค์การอุตุนิยมวิทยาโลกส่งสัญญาณเอลนีโญปีนี้อาจรุนแรงที่สุดเป็นประวัติการณ์

รู้จัก 'ไบโอไทย' จากศึกกะเพราซีพีแรม ถึงตัวตนเอ็นจีโอสายเคลื่อนไหว

กรณีบริษัท ซีพีแรม จำกัด ในเครือเจริญโภคภัณฑ์ ได้รับการจดทะเบียนคุ้มครองกะเพราพันธุ์ใหม่ 4 สายพันธุ์ ภายใต้ชื่อ “แก้วจุรี” กลายเป็นประเด็นถกเถียงในสังคม หลังมูลนิธิชีววิถี หรือ BIOTHAI ออกมาเปิดเผยข้อมูลและตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการคุ้มครองพันธุ์พืช รวมถึงความเกี่ยวข้องระหว่างการพัฒนาสายพันธุ์ดังกล่าวกับงานวิจัยของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

'สุริยะ' สั่งสอบจดสิทธิกะเพรา 4 พันธุ์ ถูกกฎหมายหรือไม่ รู้ผลใน 1 สัปดาห์

รมว.เกษตรฯ สั่งกรมวิชาการเกษตรเร่งตรวจสอบการจดทะเบียนคุ้มครองกะเพรา 4 สายพันธุ์ของซีพีแรม ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ตั้งกรอบไม่เกิน 1 สัปดาห์

ศุภจี ส่งทีมพาณิชย์ร่วมเวที IMF–World Bank หารือแนวทางสนับสนุนธุรกิจนวัตกรรม

รัฐบาลเปิดมุมใหม่การเข้าถึงเงินทุนธุรกิจ ใช้ทรัพย์สินทางปัญญาสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ “ศุภจี” ส่งผู้แทนพาณิชย์ร่วมเวที IMF–World Bank หารือแนวทางสนับสนุนธุรกิจนวัตกรรม 13 ต.ค. นี้