'อนุทิน' มั่นใจจีดีพีโตเกิน 2.1% โชว์ลงทุน-ส่งออกพุ่ง น้ำมันล้นสต็อกจนต้องส่งออก

นายกฯ มั่นใจเศรษฐกิจไทยปีนี้โตเกิน 2.1% หลังพบตัวเลขลงทุนต่างชาติ ส่งออก จ้างงาน และจัดเก็บภาษีดีขึ้น สั่งสภาพัฒน์ทบทวนประมาณการใหม่ ชูไทยเป็นฐานลงทุนเชื่อมตลาดอาเซียน 700 ล้านคน ขณะที่น้ำมันในประเทศไม่ขาดแคลน มีเพียงราคาที่ผันผวนตามตลาดโลก เผยสต็อกจนต้องอนุมัติส่งออก พร้อมหนุนพลังงานสะอาด เปิดทางประชาชนขายไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อปคืนเข้าระบบ

24 ตุลาคม 2569 - เวลา 09.05 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ในรายการ 'คุยกับ ครม. อนุทิน' เป็นครั้งแรก ถึงสถานการณ์เศรษฐกิจและพลังงานของประเทศ โดยแสดงความมั่นใจว่า อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยในปีนี้จะสูงกว่าประมาณการเดิมที่ 2.1% เนื่องจากตัวเลขการลงทุน การส่งออก การจ้างงาน และการจัดเก็บภาษีมีแนวโน้มดีขึ้น ขณะเดียวกันยืนยันว่าประเทศไทยไม่มีปัญหาน้ำมันขาดแคลน แม้สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะส่งผลให้ราคาพลังงานผันผวนก็ตาม

นายอนุทินกล่าวว่า ได้ตั้งข้อสังเกตต่อประมาณการเศรษฐกิจไทยปีนี้ที่ระดับ 2.1% เนื่องจากข้อมูลเศรษฐกิจหลายด้านสะท้อนภาพที่แตกต่างออกไป โดยเฉพาะการลงทุนจากต่างประเทศในช่วงครึ่งปีแรก ซึ่งจากข้อมูลที่ได้รับพบว่ามีมูลค่าสูงกว่าการลงทุนตลอดทั้งปีที่แล้วประมาณ 30% ขณะที่การส่งออกขยายตัวกว่า 20% และเคยเพิ่มขึ้นใกล้ระดับ 25%

นอกจากนี้ ยังพบว่าการจัดเก็บภาษีนิติบุคคลและภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพิ่มขึ้น รวมถึงมีเม็ดเงินหมุนเวียนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล จึงตั้งคำถามว่า เมื่อปัจจัยสำคัญทางเศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้นพร้อมกัน เหตุใดอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยจึงยังอยู่ที่ 2.1%

'เพราะฉะนั้น GDP ประเทศไทยของปีนี้ ไม่ใช่ 2.1% อย่างแน่นอน' นายอนุทินกล่าว

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ได้มอบหมายให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กลับไปตรวจสอบวิธีการคำนวณ สมมติฐาน และข้อมูลที่นำมาใช้ประเมินเศรษฐกิจอีกครั้ง ซึ่งได้รับรายงานกลับมาว่าภาพรวมเศรษฐกิจดีขึ้นจริง แต่ยังอยู่ระหว่างพิจารณาว่าจะปรับประมาณการขึ้นเป็นเท่าใด

ทั้งนี้ ได้เสนอให้มีการหารือร่วมกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ก่อนประกาศตัวเลขประมาณการเศรษฐกิจใหม่ เพื่อให้ข้อมูลสะท้อนสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงมากที่สุด

นายอนุทินกล่าวว่า ตัวเลข GDP มีความสำคัญต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและต้นทุนทางการเงินของประเทศ หากประเทศไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำ อาจส่งผลต่อโอกาสในการดึงดูดเงินลงทุน ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจที่ดีขึ้นจะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นและสนับสนุนการตัดสินใจของนักลงทุนต่างชาติ

ชูไทยฐานลงทุน เชื่อมตลาดอาเซียน 700 ล้านคน

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการขยายการค้าและการลงทุน โดยการเดินทางเยือนต่างประเทศมีเป้าหมายเพื่อสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจและเปิดตลาดใหม่ ๆ ไม่ใช่การเดินทางไปขอความช่วยเหลือจากประเทศอื่น แต่ต้องแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีศักยภาพในการเป็นคู่ค้าและพันธมิตรทางเศรษฐกิจ

รัฐบาลเตรียมเดินหน้าความร่วมมือและข้อตกลงทางการค้ากับหลายตลาด ทั้งสหรัฐอเมริกา ยุโรป ยุโรปกลาง สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และเอเชียกลาง ขณะที่การเดินทางเยือนออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ที่ผ่านมา ช่วยคลี่คลายอุปสรรคจากข้อตกลงเดิมบางส่วน และเปิดโอกาสให้เกิดความร่วมมือใหม่

นายอนุทินกล่าวว่า ได้กำหนดแนวทางนำเสนอประเทศไทยต่อนักลงทุนต่างชาติใหม่ โดยไทยไม่ควรแข่งขันด้วยค่าแรงราคาถูก ค่าไฟฟ้าราคาถูก หรือเป็นเพียงฐานประกอบสินค้าที่ได้รับค่าจ้างในการผลิตเท่านั้น แต่ต้องใช้จุดแข็งด้านบุคลากร ระบบคมนาคม โลจิสติกส์ ตลาด และความสามารถในการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานของภูมิภาค

ประเทศไทยมีความได้เปรียบด้านภูมิศาสตร์ โดยมีทางออกทะเลทั้งสองด้าน รวมถึงโครงข่ายคมนาคมทั้งทางบก ทางราง ทางอากาศ และทางเรือ ทำให้นักลงทุนที่เข้ามาใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตและกระจายสินค้า สามารถเข้าถึงตลาดในประเทศประมาณ 70 ล้านคน และเชื่อมต่อไปยังตลาดอาเซียนที่มีประชากรราว 700 ล้านคน

นอกจากนี้ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานตลอดช่วง 10-20 ปีที่ผ่านมา ทั้งรถไฟทางคู่ รถไฟความเร็วสูง และโครงข่ายคมนาคมที่เชื่อมจากหนองคายผ่าน สปป.ลาว ไปยังจีนตอนใต้ รวมถึงการเชื่อมต่อลงสู่ภาคใต้และมาเลเซีย จะช่วยเพิ่มศักยภาพให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการขนส่งและกระจายสินค้าในภูมิภาค

นายอนุทินกล่าวถึงผลการเป็นเจ้าภาพจัดประชุมกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) ที่กรุงเทพฯ ว่า เป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ทั้งการหารือทวิภาคี การจับคู่ธุรกิจ และการเจรจาการลงทุนระหว่างประเทศ

ขณะเดียวกัน การจัดประชุมดังกล่าวยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อความพร้อมของประเทศไทย ทั้งด้านความปลอดภัย ระบบบริการ และศักยภาพบุคลากรในการจัดงานระดับโลก ซึ่งสามารถต่อยอดไปสู่ธุรกิจการประชุมและนิทรรศการ (MICE) การลงทุน และการท่องเที่ยวในระยะยาว

นายกรัฐมนตรีเห็นว่า ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลก ประเทศไทยจำเป็นต้องใช้จุดแข็งที่มีอยู่ดึงดูดการลงทุน โดยมีข้อมูลเศรษฐกิจที่สะท้อนศักยภาพของประเทศเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่น

ย้ำน้ำมันไม่ขาดแคลน สต็อกล้นจนต้องส่งออก

นายอนุทินกล่าวถึงสถานการณ์พลังงานว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการรักษาความมั่นคงด้านพลังงาน ท่ามกลางความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อตลาดน้ำมันโลก โดยยืนยันว่าประเทศไทยไม่ได้เผชิญปัญหาขาดแคลนน้ำมันตามที่เคยมีความกังวลก่อนหน้านี้

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ผลกระทบสำคัญที่ประเทศไทยได้รับจากสถานการณ์ดังกล่าวคือราคาน้ำมันที่ผันผวนตามตลาดโลก ซึ่งเป็นปัจจัยที่รัฐบาลไม่สามารถควบคุมได้โดยตรง แต่ในด้านปริมาณน้ำมันที่นำเข้ามากลั่นและใช้ภายในประเทศ ยังมีเพียงพอต่อความต้องการ

ปัจจุบันปริมาณน้ำมันสำรองในประเทศมีมากจนต้องพิจารณาระบายออก โดยก่อนหน้านี้ตนในฐานะนายกรัฐมนตรีได้ออกคำสั่งเฉพาะกาลจำกัดการส่งออกน้ำมัน เพื่อสำรองไว้รองรับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น แต่ขณะนี้มีการเสนอขออนุมัติส่งออก เนื่องจากปริมาณน้ำมันมีมากเกินความต้องการใช้

'มีการมาขออนุมัติผมในฐานะนายกรัฐมนตรี ซึ่งผมออกคำสั่งเฉพาะกาลเอาไว้เพราะต้องเผื่อไว้ก่อน ไม่ให้ส่งออก ตอนนี้ต้องส่งออกเพราะมันล้น พอขอบอกล้น คนก็บอกบริหารยังไงให้มันล้น มันไม่ใช่บริหารยังไงให้มันล้น เรายังนำเข้าเข้ามาด้วยปริมาณเท่าเดิม แต่คนไทยเราให้ความร่วมมือ ไม่ใช้สุรุ่ยสุร่าย' นายอนุทินกล่าว

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ความร่วมมือของประชาชนในการประหยัดพลังงาน ประกอบกับการบริหารจัดการของรัฐบาลและเครือข่ายด้านพลังงาน ทำให้ประเทศไทยสามารถรักษาปริมาณน้ำมันให้เพียงพอได้ แม้สถานการณ์ระหว่างประเทศจะมีความไม่แน่นอน

ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังเดินหน้าส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ โดยสนับสนุนให้ประชาชนและภาคธุรกิจหันมาใช้พลังงานไฟฟ้าและพลังงานสะอาดมากขึ้น รวมถึงมาตรการสินเชื่อและสิ่งจูงใจสำหรับผู้ที่ต้องการเปลี่ยนระบบการใช้พลังงาน

นายอนุทินกล่าวว่า อีกแนวทางสำคัญคือการสนับสนุนการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา หรือโซลาร์รูฟท็อป โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถนำกระแสไฟฟ้าที่ผลิตได้เกินความต้องการใช้ ส่งกลับเข้าสู่ระบบสายส่งของรัฐเพื่อจำหน่ายไฟฟ้าและสร้างรายได้

มาตรการดังกล่าวจะช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าของครัวเรือน และทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากการลงทุนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในระยะยาว ขณะที่ไฟฟ้าส่วนเกินที่เข้าสู่ระบบยังสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในภาคอุตสาหกรรมและบริการสาธารณะได้อีกด้วย

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การส่งเสริมพลังงานทางเลือกเป็นส่วนหนึ่งของการปรับโครงสร้างการใช้พลังงานของประเทศ เพื่อลดต้นทุนและลดการปล่อยมลพิษ พร้อมเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'อนุทิน' ล้อมวงโอเลี้ยง! เชิญบิ๊กข้าราชการกินมื้อเช้าตึกไทยคู่ฟ้า

นายกฯ เชิญผู้บริหารหน่วยงานสำคัญร่วมรับประทานอาหารเช้าบนตึกไทยคู่ฟ้า หลังเสร็จพิธีทำบุญที่สนามหลวง พูดคุยติดตามความคืบหน้างานแต่ละหน่วยงาน

ดร.ณัฏฐ์ ชี้ช่อง 'กล้าธรรม' ย้ายซบภูมิใจไทย วัดใจ 'ธรรมนัส' ยอมเลิกพรรคหรือไม่

'ดร.ณัฏฐ์' ชี้แม้กฎหมายห้ามควบรวมพรรคระหว่างอายุสภา แต่ยังมีช่องทางให้ สส.กล้าธรรมย้ายเข้าสังกัดภูมิใจไทย ทั้งการเลิกพรรคตามข้อบังคับ หรือใช้มติขับ สส.ออกจ

นายกฯนำทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต 'พระพันปีหลวง'

นายกรัฐมนตรีเป็นประธานพิธีสวดพระพุทธมนต์และทำบุญตักบาตร ณ ท้องสนามหลวง เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง 24 ตุลาคม 2569 พร้อมประธานรัฐสภา ประธานศาลฎีกา ประธานวุฒิสภา และประธานองค์กรอิสระ ร่วมพิธีถวายพระราชกุศล

สบายๆวันหยุด 'นายกฯหนู' สวมเสื้อลายกัญชา ตัดผมร้านเก่าแก่ย่านสามเสน

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในช่วงวันหยุดเนื่องในวันปิยมหาราช โดยนายอนุทิน สวมเสื้อลายกัญชา นั่ง ต่อคิวรอตัดผม ที่ร้านเก่าแก่พงษ์บาร์เบอร์ถนนสามเสน ซึ่งนายอนุทิน