
จับตาวงประชุมคณะอนุกรรมการนิรโทษกรรม ‘ปลัดยุติธรรม’ หารือกลั่นกรองพิจารณาเรื่องครั้งแรก ก่อนชงเสนอ ‘ปกรณ์’ ไฟนอลผลสลายสีเสื้อคดีม็อบชุมนุมการเมืองก่อนปีใหม่ แย้มชงเรื่องพิจารณา 23 เรื่อง คดีม็อบตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2548 – 16 ก.ค.2568 หลังลือสะพัด ตีตกคำร้อง 4 คดี ‘ทักษิณ’ ไม่เข้าเงื่อนไขนิรโทษกรรม ชี้ เป็นความผิดทุจริต- ไม่ใช่ผู้ชุมนุมทางการเมือง
2 พ.ย.2569-เมื่อเวลา 10.00 น. นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร ปลัดกระทรวงยุติธรรม ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรองเรื่อง ตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 หรือกฎหมายนิรโทษกรรม ได้นัดหมายกรรมการเพื่อประชุมกลั่นกรองเรื่องคำขอนิรโทษกรรม และประมวลรายละเอียดคดีชุมนุมทางการเมือง ก่อนเตรียมสรุปและเสนอไปยังนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข (คณะกรรมการชุดใหญ่) เพื่อพิจารณาต่อไป
นายปิยะศิริ กล่าวก่อนเริ่มการประชุมว่า เนื่องด้วยเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สังคมค่อนข้างให้ความสนใจ และมีผู้สื่อข่าวพยายามติดต่อตนเองเพื่อขอมาทำข่าว ตนจึงอนุญาตให้สำนักข่าวได้มาเก็บภาพต่างๆ แต่ในส่วนของผลการประชุมจะเป็นอย่างไร ก็ค่อยว่ากันในภายหลัง หรือหากผู้สื่อข่าวสามารถสอบถามจากกรรมการท่านใดในที่ประชุมได้ ก็เชิญสอบถามกันตามสะดวก
อย่างไรก็ดี ในบทบาทของคณะอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรองเรื่อง ก็จะต้องมีการพิจารณาเรื่องและเสนอความเห็นในวันนี้ไปยังคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ซึ่งก็จะมีทั้งในส่วนที่อาจส่งเรื่องไปยังคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขไปเลย โดยที่คณะอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรองเรื่อง ไม่ต้องวินิจฉัย หรืออาจมีเรื่องใดที่ต้องวินิจฉัยหรือไม่ เป็นต้น
สำหรับคณะอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรองเรื่อง ในการประชุมวันนี้ จะมีการพิจารณาข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน และกฎหมาย เพื่อกลั่นกรองเรื่องที่หน่วยงานส่งให้คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขวินิจฉัยชี้ขาด และคำร้องขอการนิรโทษกรรมจากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องแล้วเสนอความเห็น ผลการพิจารณา ให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาด หรือส่งเรื่องกรณีที่คณะกรรมการไม่ต้องวินิจฉัยชี้ขาดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ศาล สำนักงานอัยการสูงสุด และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจ โดยจะมีทั้งการเรียกเอกสาร สิ่งของ หรือบุคคลมาให้ข้อมูลหรือข้อเท็จจริง หรือดำเนินการอื่นใดตามที่คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขมอบหมาย
ทั้งนี้ ในที่ประชุมมีหลายผู้แทนหน่วยงานเกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมพิจารณา อาทิ นายยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ในฐานะอนุกรรมการ (ผู้เชี่ยวชาญในองค์กรภาคประชาสังคมเกี่ยวกับการจัดการความขัดแย้งและอำนวยความยุติธรรมเป็นที่ประจักษ์), ผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมาย, สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี, สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา, กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ), กรมราชทัณฑ์, กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน, ศาลยุติธรรม, อัยการสูงสุด, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ในการประชุมวันนี้ของคณะอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรองเรื่อง นับว่าเป็นการประชุมครั้งที่ 1/2569 ภายหลังจากที่นายปกรณ์ ได้มีการเซ็นลงนามแต่งตั้งคณะอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรองเรื่อง ไปเมื่อวันที่ 24 ก.ย.69 โดยจะมีการนำเสนอวาระเข้าที่ประชุมทั้งหมด 23 เรื่อง อันเป็นการจับตาถึงจำนวนคดีทางการเมือง รายชื่อผู้ต้องขัง/ผู้ต้องหาในคดีชุมนุมทางการเมือง ที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมในห้วงวันที่ 1 ม.ค.2548 – 16 ก.ค.2568 (ยกเว้นความผิดตาม ม.112, คดีทุจริต, ความผิดต่อชีวิตและร่างกายอย่างร้ายแรง ม.297 และความผิดต่อส่วนตัว) ซึ่งมีคุณสมบัติในพฤติการณ์ทางคดี ผ่านเกณฑ์จะเป็นผู้ได้รับสิทธิประโยชน์ล้างมลทินนิรโทษกรรมทางคดีการเมือง นำไปสู่การลบทะเบียนประวัติอาชญากร หรือการยุติคดีในระบบ หรือการจำหน่ายคดีออกจากระบบศาล หรือปล่อยตัวผู้ต้องขังออกจากเรือนจำ/ทัณฑสถาน
โดยเฉพาะกรณีของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่มีแนวโน้มค่อนข้างชัดเจนว่าผลการพิจารณาของคณะอนุกรรมการฯ ต่อ 4 คดีตามคำร้อง ถือเป็นคดีจากคดีการทุจริตในตำแหน่งหน้าที่ อันไม่เกี่ยวข้องหรือสืบเนื่องจากคดีชุมนุมทางการเมือง จึงอาจไม่เข้าข่ายได้นิรโทษกรรมทั้ง 4 คดี และเมื่อเปรียบเทียบไปยังแนวคิดและนโยบายของนายปิยะศิริ ซึ่งได้เปิดเผยในที่ประชุมครั้งที่ 2/2569 ภายใต้ชื่อคณะทำงานสนับสนุนการดำเนินการตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 เมื่อวันที่ 20 ต.ค.69 ว่า ผู้ได้รับผลกระทบจากคดีความหรือการคุมขังอันเกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมและการแสดงออกทางการเมือง
ถือเป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วนที่ต้องคำนึงถึงหลักมนุษยธรรมและผลกระทบต่อครอบครัวของผู้เกี่ยวข้องเป็นเรื่องเร่งด่วนที่รอไม่ได้ ต้องนึกถึงใจเขา ใจเรา ให้คิดว่าบุคคลเหล่านั้น หากเป็นญาติหรือครอบครัวของเรา ทุกฝ่ายจึงต้องร่วมกันคลี่คลายปัญหาอย่างรวดเร็วและเป็นรูปธรรมภายในกรอบเวลา 6 เดือน โดยการประชุมครั้งนี้เป็นการติดตามการดำเนินการตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 ของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงยุติธรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงทันที โดยไม่ต้องรอการประชุมคณะกรรมการชุดใหญ่ พร้อมทั้งเร่งจัดทำและรวบรวมข้อมูลทั้งหมดเพื่อเตรียมนำเสนอต่อคณะกรรมการฯ ซึ่งมี นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข เป็นประธาน เพื่อนำไปสู่การขับเคลื่อนตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป
สำหรับการแต่งตั้งคณะทำงานสนับสนุนการดำเนินการตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 โดยกระทรวงยุติธรรม ได้มีคำสั่งกระทรวงยุติธรรม ที่ 176/2569 ลงวันที่ 18 ก.ย.69 โดยมี นายปิยะศิริ เป็นประธานคณะทำงาน เพื่อให้การดำเนินงานตามตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 ของกระทรวงยุติธรรมและหน่วยงานในสังกัดเป็นไปด้วยความเรียบร้อย รวดเร็ว มีเอกภาพ โปร่งใส ตรวจสอบได้ และคุ้มครองสิทธิของผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ทั้งนี้ ที่ประชุมได้รับทราบคำสั่งคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ จำนวน 2 คณะ ได้แก่ 1.คณะอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรองเรื่อง 2.คณะอนุกรรมการจัดทำแผนแก้ไขบำบัดฟื้นฟู สื่อสารสาธารณะและประชาสัมพันธ์ พร้อมทั้งให้กระทรวงยุติธรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบข้อมูลรายคดี และกำหนดกรอบเวลาการดำเนินงานตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 ให้ชัดเจน ตลอดจนมอบฝ่ายเลขานุการฯ ประสานกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาและสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเพื่อหารือแนวทางการขับเคลื่อนร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม
ผู้สื่อข่าวรายยงานว่า สัปดาห์ที่ผ่านมา มีรายงานข่าวภายในคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ได้แจ้งความเห็นอย่างไม่เป็นทางการต่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย โดยระบุว่าคำร้องของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้วินิจฉัยสิทธิจาก 4 คดี ได้แก่ 1. คดีปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) จำนวน 4,000 ล้านบาท 2.คดีโครงการออกสลากพิเศษแบบเลขท้าย 3 ตัว 2 ตัว (หวยบนดิน) 3.คดีแปลงค่าสัมปทานโทรคมนาคมและดาวเทียม (ไทยคม) 4.คดียึดทรัพย์ 46,000 ล้านบาท ให้ได้รับนิรโทษกรรมและพ้นจากความรับผิดทั้งปวง ตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 นั้น ไม่เข้าเงื่อนไขที่จะได้รับนิรโทษกรรม
เนื่องจากทั้งหมดเป็นคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งศาลมีคำพิพากษาว่ามีความผิดเกี่ยวกับการทุจริตต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ โดยเป็นการใช้อำนาจเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบสำหรับตนเองหรือผู้อื่น อันเข้าลักษณะการทุจริตตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 อย่างไรก็ดี ปัจจุบันเรื่องดังกล่าวอยู่ระหว่างขั้นตอนของคณะอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรองเรื่อง ซึ่งมี นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร ปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นประธาน โดยจะมีการประชุมเพื่อพิจารณากลั่นกรองภายในสัปดาห์ต้นเดือน พ.ย.69 ก่อนเสนอเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข (คณะกรรมการชุดใหญ่) ตามที่ได้มีการรายงานข่าวไปอย่างต่อเนื่องแล้วนั้น
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'นิรโทษสุดซอย' หลอน! ล้างมลทิน 'ทักษิณ' ระวังบ้านเมืองลุกเป็นไฟ
'จตุพร' เตือนระวังบ้านเมืองลุกเป็นไฟ 'ทักษิณ' พยายามเล่นซ้ำรอยเดิม ยุคเพื่อไทยกุมเสียงสภาข้างมาก ปี 56 ดันทุรังออกนิรโทษสุดซอย ชี้ขึ้นอยู่ที่ 'คกก.สร้างเสริมสังคมสันติสุข' พิจารณา และ พท. ตัดสินใจ
อดีตผู้พิพากษาฯ อธิบายชัด ความเห็น 'กก.สันติสุข' ชี้ 'ทักษิณ' ไม่เข้าเกณฑ์นิรโทษฯ ชอบด้วยกม.
วัส ติงสมิตร อธิบายทำไมความเห็นของกรรมการสันติสุข ชี้ ‘ทักษิณ’ ไม่เข้าเกณฑ์นิรโทษกรรม จึงถูกต้องและชอบด้วยกฎหมาย
คราวนี้ได้เลี้ยงหลานจริงๆ
วันจันทร์แล้วครับ จดหมายจากผู้อ่านยังมีรอให้เปิดอีกหลายซอง แต่วันนี้ขออนุญาตพักอีกสักวัน
'มาร์ค' หักดีล ทักษิณไร้สิทธิ์นิรโทษกรรม มัด 'คกก.สันติสุข' หากเดินนอกเส้น
‘อภิสิทธิ์’ ย้ำ เกณฑ์นิรโทษกรรม ชัดให้ผู้ชุมนุมทางการเมือง ยังไม่เห็นเหตุผลเอื้อ ‘ทักษิณ’ รับสิทธิด้วย จับตาคกก.สันติสุข ตัดสิน ระบุ ไม่มีผลต่อความหนัก-เบา ในศึกซักฟอก แต่ถ้าทำไม่ถูกต้องเจอตรวจสอบแน่
'สุทิน' ดีดกลับภท. ดึงใครเข้าร่วมปชช.ไม่ยอมรับฉุดรัฐบาลร่วง
'สุทิน' ปัดข่าว 'ทักษิณ' กดดันรับคำร้องนิรโทษกรรมแลกเสียงโหวตซักฟอก ย้ำ 'เพื่อไทย' ไม่จำเป็นต้องต่อรอง บอก 'ภูมิใจไทย' ดึงใครร่วม 'รัฐบาล' ต้องคำนึงถึงคุณภาพการบริหาร-เสียงยอมรับจากประชาชน
ภาษีหุ้น-นิรโทษ-ล้างมลทิน 'ทักษิณ' หวังทางสุนัขลอด! 1.7 หมื่นล้าน เส้นตาย มี.ค. 2570
จากกรณีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องกรมสรรพากร เป็นจำเลย ต่อศาลภาษีอากรกลางเพื่อขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งของกรมสรรพากร

