ศาลปกครองสูงสุดกลับคำสั่งศาลชั้นต้นให้รับฟ้องเพิกถอนควบรวม ทรู-ดีแทค


25 มี.ค.2567 - ศาลปกครองสูงสุด กลับคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น โดยให้รับคำฟ้องของผู้บริโภค 5 รายในคดีขอให้เพิกถอนมติคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (กสทช.) กรณีรับทราบการควบรวม บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) และ บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (DTAC) และขอให้เพิกถอนประกาศ กสทช. กำหนดมาตรการกำกับดูแลการรวมธุรกิจในกิจการโทรคมนาคม ลงวันที่ 4 ธันวาคม 2560 ไว้พิจารณา

ศาลปกครองสูงสุด เห็นว่าแม้การยื่นฟ้องคดีจะพ้นกำหนดระยะเวลาฟ้องคดีแล้ว แต่คดีนี้ถือเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ตามมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ศาลปกครองจึงมีอำนาจรับคำฟ้องของผู้บริโภคทั้ง 5 รายไว้พิจารณาพิพากษาได้ตามมาตรา 52 วรรคสอง แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองฯ

ข้อเท็จจริงของคดีปรากฎว่า กสทช. อาศัยอำนาจตามมาตรา 27(11) (24) และมาตรา 81 แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 ประกอบมาตรา 21 และมาตรา 22 (3) (4) (5) แห่ง พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544 ออกประกาศ กสทช. เรื่อง มาตรการกำกับดูแลการรวมธุรกิจในกิจการโทรคมนาคม ลงวันที่ 4 ธันวาคม 2560

เดิมมติในการประชุมนัดพิเศษ ครั้งที่ 5/2565 เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2565 รับทราบการรวมธุรกิจระหว่าง TRUE และ DTAC ทำให้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นผู้ใช้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลุ่ม บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด ในเครือ บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) และผู้ใช้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลุ่มบริษัท ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (TRUE MOVE) ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของ กสทช. จึงขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนประกาศและมติของผู้ถูกฟ้องคดีดังกล่าว

การที่ผู้ฟ้องคดีทั้งห้าอ้างว่าประกาศ กสทช. ทั้งการออกมาตรการ กำกับดูแลการรวมธุรกิจในกิจการโทรคมนาคม และ การรับทราบการรวมธุรกิจระหว่าง TRUE และ DTAC ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ส่งผลให้ TRUE กลายเป็นผู้ดำเนินกิจการที่อยู่เหนือตลาด หรือดำเนินกิจการโทรคมนาคมเพียงรายเดียว ย่อมจะส่งผลให้อัตราค่าบริการเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ และย่อมส่งผลให้ประชาชนไม่สามารถเลือกรับ หรือตัดสินใจในการรับบริการโทรคมนาคมได้ กรณีจึงถือได้ว่าผู้ฟ้องคดีทั้งห้าอาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเสี่ยงได้

"พิเคราะห์แล้วเห็นว่า บริการโทรคมนาคมเป็นบริการสาธารณะขั้นพื้นฐานที่มีผลต่อการดำรงชีวิตของประชาชน และด้วยข้อจำกัดเกี่ยว กับปริมาณคลื่นความถี่ที่มีจำนวนจำกัด อีกทั้งการลงทุนในการ ประกอบกิจการโทรคมนาคมต้องใช้เงินทุนจำนวนมาก ตลาดหรือ อุตสาหกรรมโทรคมนาคม จึงมีผู้ประกอบการจำนวนน้อยราย ทำให้มีลักษณะเป็นการกึ่งผูกขาดโดยธรรมชาติ ดังนั้นการที่ผู้ประกอบการในกิจการโทรคมนาคมจะควบรวมธุรกิจหรือไม่ จึงกระทบต่อการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม และมีผลกระทบต่อ ประชาชนผู้ใช้บริการในวงกว้างด้วย ข้อพิพาทในคดีนี้จึงต้องถือว่า เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม ศาลปกครองจึงมีอำนาจรับคำฟ้องนี้ของผู้ฟ้องคดีทั้งห้าไว้พิจารณาพิพากษาได้" ศาลปกครองสูงสุด ระบุ

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

โครงการก่อสร้างสายเคเบิลใต้น้ำ 115 เควีไปต่อ!ศาลปค.สูงสุดยกฟ้องที่ขอให้ยกเลิกประกวดราคา

ศาลปกครองสูงสุดยกฟ้องคดีที่ฟ้องขอให้เพิกถอนประกาศยกเลิกประกวดราคาจ้างก่อสร้างตามโครงการก่อสร้างสายเคเบิลใต้น้ำ 115 เควี เพื่อทดแทนและเพิ่มความสามารถจ่ายไฟไปยังเกาะสมุย

ไล่บี้ 'รมว.พลังงาน' เชือดกักตุนน้ำมัน ขู่เอื้อผู้ค้าฟ้องศาลแน่

นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ได้เป็นตัวแทนประชาชนที่เดือดร้อนจากกรณีสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศ ไม่มีน้ำมันให้บริการหรือจำกัดการขายน้ำมันให้

ตอกฝาโลงกรมธนารักษ์! ศาลปกครองสูงสุดยืนห้ามนำที่ดินพุทธมณฑล 2,500 ไร่เป็นที่ราชพัสดุ

ศาลปกครองสูงสุดพิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลปกครองกลางที่ห้ามกรมธนารักษ์ นำที่ดินพุทธมณฑลขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุ

ดร.ณัฏฐ์ ฟันธง ปมบาร์โค้ดไม่ล้มเลือกตั้ง รัฐบาลเดินหน้าตามไทม์ไลน์

"ดร.ณัฏฐ์" ชี้ เกมปั่นป่วนล้มเลือกตั้งให้โมฆะ "ปมบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง" ไม่มีเกมพลิก ไม่เป็นเหตุชะลอการจัดตั้งรัฐบาล