28 มิ.ย. 2567 - รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า
วันนี้ได้ดูพล.ต.อ. สุรเชษฐ์ หักพาล ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวสดๆทาง youtube หลังจากที่กตร.มืมติ 12 ต่อ 0 เห็นว่าการสั่งให้พล.ต.อ สุรเชษฐ์ ออกจากราชการไว้ก่อน เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย
พล.ตอ.สุรเชษฐ์ ยังคงยืนยันกับผู้สื่อข่าวว่าคำสั่งดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย อย่างที่คุณวิษณุ เครืองามได้แถลงไว้ โดยพล.ต.อ.สุรเชษฐ์อ้างมาตรา 131 ซึ่งเป็นมาตราที่ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ใช้เพื่อออกคำสั่งให้พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ออกจากราชการไว้ก่อนนั่นเอง
พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล ได้ถามนักข่าวว่า มีใครมี พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ ปี 2565 ให้ดูได้บ้าง ก็ปรากฏว่ามีนักข่าวคนหนึ่งมีอยู่ในมือ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์จึงได้นำเปิดอ่าน มาตรา 131 วรรค 6 ให้ผู้สื่อข่าวและผู้ชมฟัง ซึ่งข้อความต่อไปนี้เป็นการอ่าน และเป็นคำพูดของพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล
"วรรค 6 เขาเขียนไว้ว่า วรรคแรกเขาบอกว่า ผบ.ตร.มีอำนาจ วรรค 6 เขาบอกว่า หลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการสั่งให้พักราชการและการสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน การดำเนินการให้เป็นไปตามผลการสอบสวน พิจารณา และให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฏ กตร."
หากผู้ฟังไม่ไปเปิดอ่านมาตรา 131 วรรค 6 ดูเอง ก็จะเห็นด้วยทันทีว่า คำสั่งที่ให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ออกจากราชการไว้ก่อน เพราะข้อความว่า " การสั่งให้พักราชการและการสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน (ตกคำว่าและ)การดำเนินการ(ตกคำว่าเพื่อ)ให้เป็นไปตามผลการสอบสวน พิจารณา และให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎ กตร." แต่หากไปเปิดดู พ,ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ ปี 2565 มาตรา 131 วรรค 6 ก็จะเห็นข้อความดังนี้
"หลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการสั่งพักราชการ และการสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน ระยะเวลาให้พักราชการ และให้ออกจากราชการไว้ก่อน และการดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามผลการสอบสวน พิจารณาให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎ กตร."
จะเห็นว่าที่พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อ่านนั้นเว้น คือตกคำไป 2 คำ คือคำว่า "และ" และคำว่า "เพื่อ" ทำให้ความหมายของข้อความนี้แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เพราะถ้าอ่านข้อความเต็มๆ ก็จะหมายความว่า หลักเกณฑ์ต่างๆเกี่ยวกับการสั่งพักราชการ และการให้ออกจากราชการไว้ก่อน การกำหนดระยะเวลาให้พักราชการ และการกำหนดระยะเวลาให้ออกจากราชการไว้ก่อน รวมทั้งการดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามผลการสอบสวน ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎ กตร.
หากใช้ข้อความตามที่พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ อ่านจะกลับหมายความว่า การดำเนินการเกี่ยวกับการสั่งพักราชการ และการสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน ให้เป็นไปตามผลการสอบสวน นั่นหมายความว่า ผบ.ตร.จะสั่งให้ข้าราชการตำรวจออกจากราชการไว้ก่อน ต้องรอผลการสอบสวนเสียก่อนจึงจะมีคำสั่งได้ ซึ่งแตกต่างจากหากมีคำว่า "และ" และคำว่า "เพื่อ" โดยสิ้นเชิง
พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล จะอ่านข้อความตกไปโดยเจตนาหรือไม่ เราคงต้องใช้ดุลพินิจเอาเองนะครับ.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'นักวิชาการ' จับตาอาจมีผู้ที่มีขีดความสามารถสูงกว่า 'บีอาร์เอ็น' ไม่ต้องการให้เกิดความสงบ
'อ.หริรักษ์' สงสัย กลุ่มก่อการร้าย หากเป็น'บีอาร์เอ็น'เท่ากับเปิดศึกกับฝ่ายความมั่นคงไทยและไม่ต้องเจรจากันอย่างสันติ เผยวงในลึกๆบอกว่า เป็นคนที่ถูก recruit จากจังหวัดอื่น ได้รับการฝึกและวางแผนมาเป็นอย่างดี อาจมีใครที่มีขีดความสามารถสูงกว่า บีอาร์เอ็น มาเลเซีย และกองทัพไทย ไม่ต้องการให้เกิดความสงบก็ได้
'ปลัดอำเภอพระพุทธบาท' โดนสั่งให้ออกจากราชการแล้ว เซ่นปมเรียกสินบนแลกใบอนุญาตซื้อปืน
นายบัญชา เชาวรินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี ได้ลงนามในคำสั่งจังหวัดสระบุรี ที่ 2205/2569 เรื่อง ให้ออกจากราชการไว้ก่อน ตามนโยบาย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย จากกรณีต้องหาว่ากระทำความผิดอาญา โดยมีผลบังคับใช้กับ นายปริน วงศ์กมุทรศัย ตำแหน่งปลัดอำเภอ (เจ้าพนักงานปกครองชำนาญการ) ประจำที่ทำการปกครองอำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี
ปลัดจังหวัดภูเก็ต รอดคุกได้ประกัน
ปปป.คุมตัว "ปลัดจังหวัดภูเก็ต" ส่งศาลทุจริตภาค 9 สอบเพิ่มปมถูกกล่าวหาเรียกรับเงินช่วยสอบบรรจุท้องถิ่น รอดคุกหวิว ใช้ตำแหน่งข้าราชการเป็นหลักประกัน ขณะที่ “บิ๊กเต่า” ยังอุบเงียบ เผยเตรียมแถลงใหญ่
ด่วน! กรมการปกครอง เชือด 'ปลัดจังหวัดภูเก็ต' ให้ออกจากราชการไว้ก่อน
นายวิฑูรย์ สิรินุกูล รองอธิบดี รักษาราชการแทนอธิบดีกรมการปกครอง ลงนามในคำสั่งกรมการปกครอง ที่ 1899/2569 เรื่องให้ออกจากราชการไว้ก่อน กรณีต้องหาว่ากระทำความผิดทางอาญา
'เอกวิทย์-บิ๊กโจ๊ก' โคม่า! คณะผู้ไต่สวนอิสระศาลฎีกา มีมติแจ้งข้อกล่าวหาคดีสินบนทองคำ 246 บาท
เอกวิทย์-บิ๊กโจ๊กโคม่า คณะผู้ไต่สวนอิสระศาลฎีกา มีมติแจ้งข้อกล่าวหาสี่ผู้เกี่ยวข้องคดีเรียกรับสินบนทองคำ 246 บาท ล้มคดีเว็บพนันออนไลน์
'หริรักษ์' แนะจับตา 'อสส.' ยื่นอุธรณ์คดี 'ธนาธร' ผิดม.112 ปมวัคซีนพระราชทานหรือไม่ หลังศาลอาญายกฟ้อง
จากนี้ไปภาระหนักจะไปตกอยู่ที่อัยการเจ้าของคดีและสำนักงานอัยการสูงสุด เพราะจะต้องตัดสินใจว่าจะยื่นอุทธรณ์หรือไม่ แต่เมื่อดูจากข้อเท็จจริงทั้งหมดแล้ว อัยการไม่ยื่นอุทธรณ์คงไม่ได้

