การถอนญัตติของ “อังคณา นีลไพจิตร” สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในที่ประชุมวุฒิสภาเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา กลายเป็นประเด็นร้อนที่ต้องจับตามอง
ญัตติดังกล่าวมีเนื้อหาเรียกร้องให้สว. พิจารณาหาแนวทางให้สิทธิ์ผู้ต้องขังรักษาพยาบาลอย่างเท่าเทียม โดยอิงจากรายงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ซึ่งตั้งข้อสงสัยกรณี “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ได้พักรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจชั้น 14 ต่อเนื่องถึง 181 วัน โดยไม่มีการย้ายกลับเรือนจำ
หลังการถอนญัตติครั้งนี้ สังคมตั้งคำถามถึงเหตุผลที่ต้องยกเลิกกลางคัน โดย “นันทนา นันทวโรภาส” สว.กลุ่มพันธุ์ใหม่ ระบุว่า “การถอนญัตติอาจสร้างความสงสัยในสังคมว่ามีการล็อบบี้หรือไม่”
อย่างไรก็ตาม ข้อสันนิษฐานเรื่องการล็อบบี้จากเครือข่ายนายทักษิณดูจะไม่สมเหตุสมผล เนื่องจาก “สมชาย นีลไพจิตร” สามีของ สว.อังคณา เคยถูกอุ้มหายในช่วงที่ "ทักษิณ" ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
ขณะเดียวกัน การโยงไปถึงกลุ่ม "สว.สีน้ำเงิน" ก็ดูไม่มีน้ำหนักเพียงพอ เพราะสว.กลุ่มนี้มีความใกล้ชิดกับพรรคภูมิใจไทย ไม่ใช่พรรคเพื่อไทย
อีกทั้ง กลุ่มสว.สีน้ำเงิน ยังเคยมีความขัดแย้งกับ สว.สายอังคณา ในการเลือกกรรมาธิการ (กมธ.) และประธานกมธ.การพัฒนาการเมืองฯ ซึ่ง “สว.อังคณา” ได้รับตำแหน่งประธาน หลังจากกลุ่มสว.สีน้ำเงิน ลงคะแนนผิดพลาดจนพ่ายแพ้ไปอย่างพลิกความคาดหมาย
สว.อังคณา ชี้แจงถึงเหตุผลการถอนญัตติว่า “มีผู้ทักท้วงว่าเรื่องดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จึงต้องตรวจสอบว่าข้อกฎหมายจำกัดอำนาจของสว.ในการอภิปรายหรือไม่”
การถอนญัตติครั้งนี้ จึงอาจมีเป้าหมายเพื่อป้องกันไม่ให้การอภิปรายในสภาส่งผลกระทบต่อกระบวนการสอบสวนของป.ป.ช. หรือทำให้ข้อมูลสำคัญรั่วไหลก่อนมีการสรุปผล
ข้อมูลล่าสุดระบุว่า คณะกรรมการไต่สวนของป.ป.ช. นำโดย “เอกวิทย์ วัชชวัลคุ” กำลังตรวจสอบเจ้าหน้าที่รัฐจำนวน 12 รายที่เกี่ยวข้องกับการอนุญาตให้นายทักษิณรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งอาจเข้าข่ายการเอื้อประโยชน์โดยมิชอบ
รายชื่อผู้ถูกสอบสวนประกอบด้วย 1. นายสหการณ์ เพ็ชรนรินทร์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ 2. นายสิทธิ สุธีวงศ์ อดีตรองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ 3. นายชาญ วชิรเดช รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ 4. นายนัสที ทองปลาด ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร 5. พลตำรวจโทโสภณรัชต์ สิงหจารุ อดีตนายแพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจ 6. พลตำรวจโททวีศิลป์ เวชวิทารณ์ นายแพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจ
7. พันตำรวจเอกชนะ จงโชคดี นายแพทย์เจ้าของไข้และผู้ออกใบความเห็นแพทย์ 8. พลตำรวจตรีสามารถ ม่วงศิริ แพทย์โรงพยาบาลตำรวจ 9. นายแพทย์วัฒน์ชัย มิ่งบรรเจิดสุข ผู้อำนวยการทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ 10. แพทย์หญิงรวมทิพย์ สุภานันท์ แพทย์ผู้ตรวจร่างกายขณะรับตัวผู้ต้องขังใหม่ 11. นายสัญญา วงค์หินกอง พัศดีเวรเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร 12. นายธัญพิสิษฐ์ ขบวน พยาบาลเวรเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร
นอกจากการสอบสวนของป.ป.ช. ขณะนี้ “แพทยสภา” ก็กำลังตรวจสอบจรรยาบรรณของแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับการรักษานายทักษิณ โดยคาดว่าผลการสอบสวนจะออกมาไม่เกินเดือนมีนาคมนี้
หากผลสอบสวนของทั้งสองหน่วยงานสอดคล้องกันในลักษณะไม่เป็นคุณต่อเจ้าหน้าที่รัฐทั้ง 12 ราย รวมถึงนายทักษิณ จะทำให้คำร้องของ “ชาญชัย อิสระเสนารักษ์” ที่ยื่นต่อศาลฎีกาฯ เพื่อให้ไต่สวนกรณีกรมราชทัณฑ์นำตัวนายทักษิณ ออกจากเรือนจำอย่างมิชอบ กลับมามีน้ำหนักมากขึ้น
แม้ก่อนหน้านี้ศาลฯ จะยกคำร้องไปแล้วถึงสองครั้ง แต่หลักฐานใหม่อาจยืนยันได้ว่าการพักรักษาตัวของนายทักษิณไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ทางกฎหมายและจรรยาบรรณทางการแพทย์
ในส่วนของผลกระทบต่อรัฐบาลพรรคเพื่อไทย การที่นายทักษิณได้รับอนุญาตให้ออกจากเรือนจำมาอยู่โรงพยาบาลเป็นเวลานาน ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ว่ามีการใช้ "เส้นสายทางการเมือง" หากผลสอบสวนของป.ป.ช. และแพทยสภาชี้ชัดว่ามีการเอื้อประโยชน์โดยมิชอบ จะยิ่งตอกย้ำข้อครหาเรื่องการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม ซึ่งจะกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลแพทองธารทันที
บทสรุปของคดีนี้จึงไม่เพียงกระทบต่อนายทักษิณ แต่ยังเป็นบททดสอบความโปร่งใสของป.ป.ช. และแพทยสภา รวมถึงความเชื่อมั่นของสังคมต่อกระบวนการยุติธรรม หากพบว่ามีการกระทำผิดจริง นายทักษิณ อาจต้องกลับไปรับโทษในเรือนจำ และรัฐบาลแพทองธารอาจต้องเผชิญแรงกดดันทางการเมืองที่เพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
สภาสูงปัดตั้งธงคว่ำร่าง พรบ.อากาศสะอาดแต่เป็นไปได้ตั้ง กมธ.ร่วม 2 สภา!
'วุฒิชาติ' ปัด สว.เล็งคว่ำ ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ชี้เป็นไปได้ต้องตั้งกมธ.ร่วม 2 สภา ศึกษาประเด็นเห็นต่าง บอก แนะต้องให้เวลาผู้ประกอบการปรับตัว เตรียมถกวิป 3 ฝ่าย เดินหน้าพิจารณาต่อทันที
วุฒิสภาตั้ง 15 อรหันต์ สอบประวัติ 'จักรพงศ์' ก่อนลงมตินั่ง ตุลาการศาลรธน.
-รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มี พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภาคนที่1 เป็นประธานการประชุม ได้พิจารณาตั้งคณะกร
นักเขียนซีไรต์ ตอก 'เด็จพี่' ทักษิณ= 'พระเทวทัต+วัสสการพราหมณ์+ชูชก ยกกำลัง 2'
วิมล ไทรนิ่มนวล นักเขียนวางวัลซีไรต์ โพสต์ข้อความว่า ผมเถียงไม่ออกเลย เมื่อเด็จพี่เปรียบความยิ่งใหญ่ของท่านทักษิณเท่ากับเนลสัน แมนเดล่า
สว.นรเศรษฐ์ อัดรัฐบาลอ้างสงคราม เร่งดันแลนด์บริดจ์ เหตุผลฟังไม่ขึ้น ท้า 'พิพัฒน์' มั่นใจก็มาตอบกระทู้
นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สว. กล่าวถึงการยื่นญัตติขอให้รัฐบาลทบทวนโครงการแลนด์บริดจ์ต่อที่ประชุมวุฒิสภา ในวันที่5พ.ค.ว่า เป็นเรื่องที่สว.หลายคนสนใจ เตรียมไปหาข้อมูลมาอภิปราย
เดินหน้าตามนโยบายนายกฯ ลุยปราบ 'นอมินี' โชว์ไตรมาสแรกกวาดล้างบริษัทกลุ่มเสี่ยงลดลง 60%
โฆษกรัฐบาล แจง รัฐลุยปราบ ‘นอมินี’ มุ่งสร้างธุรกิจโปร่งใส เป็นธรรม ตอกย้ำคำประกาศนายกฯ ‘ไม่มีเคลียร์ เด็ดขาดทุกคดี’ ชวนปชช.แจ้งเบาะแส 1570
รัฐบาลน้อมรับนิด้าโพล 'แลนด์บริดจ์' ต้องสื่อสารวงกว้าง
4 พ.ค. 2569 - นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงผลสำรวจนิด้าโพลในหัวข้อ “คนใต้ว่าไง โครงการแลนด์บริดจ์จะมาแล้ว” ที่พบว่า กลุ่มผู้ที่เคยรับรู้ข้อมูลโครงการ จำนวน 1,333 คน (เคยได้ยิน และเข้าใจดีมาก / เคยได้ยิน และพอจะเข้าใจบ้าง /เคยได้ยิน แต่เข้าใจเพียงเล็กน้อย) ส่วนใหญ่ร้อยละ 67.22 เห็นด้วยกับโครงการ โดยแบ่งเป็น เห็นด้วยมาก 34.21% และค่อนข้างเห็นด้วย 33.01% ขณะที่มีประมาณร้อยละ 32.78 ไม่เห็นด้วย สะท้อนทั้งโอกาสของโครงการ และบทบาทของภาครัฐในการสื่อสารข้อมูลอย่างต่อเนื่องและโปร่งใส ส่วนกรณีพบว่าเกินครึ่งหรือร้อยละ 54.53 เคยได้ยินแต่เข้าใจเพียงเล็กน้อยเกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์นั้น นางสาวรัชดา กล่าวว่า นี่คือโจทย์ที่รัฐบาลต้องเร่งสื่อสารสร้างการรับรู้ ทั้งกลุ่มประชาชนที่ยังไม่เคยได้ยินหรือไม่เข้าใจ ให้เข้าถึงความข้อมูลมากยิ่งขึ้น “นายกรัฐมนตรี ได้กำชับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสร้างความเข้าใจต่อสาธารณชนเกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การตัดสินใจและการขับเคลื่อนโครงการเป็นไปอย่างรอบด้าน และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ” โฆษกประจำสำนักนายกฯ ระบุ สำหรับนักวิชาการและผู้สนใจหลายฝ่ายออกมาแสดงความคิดเห็นทั้งสนับสนุนและตั้งข้อสังเกตต่อโครงการอย่างต่อเนื่อง แต่ความเห็นที่สอดคล้องกัน คือ โครงการแลนด์บริดจ์เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของไทย ทั้งด้านโลจิสติกส์ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การสร้างงาน และการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งอาจเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อเศรษฐกิจในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ภาครัฐยังให้ความสำคัญกับข้อคำถามสำคัญ อาทิ มูลค่าการลงทุน ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ รวมถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนในพื้นที่ โดยทุกประเด็นต้องถูกศึกษาในรายละเอียด เพื่อกำหนดมาตรการรองรับอย่างเหมาะสม ให้โครงการสามารถดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตรวจสอบได้ “นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำให้ทุกประเด็นต้องอธิบายได้อย่างชัดเจน แม้ภาพรวมจะได้รับการสนับสนุน แต่ยังมีข้อกังวลจากประชาชน ภาครัฐจึงต้องเร่งสื่อสาร สร้างความเข้าใจ และเปิดรับฟังความคิดเห็นอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การขับเคลื่อนโครงการเป็นไปอย่างรอบคอบและได้รับการยอมรับ” นางสาวรัชดา กล่าว.

