'ธรรมนัส-ชาดา' ลุ้นศาล รธน.รับเรื่อง-คำร้อง รัฐบาลขอคำจำกัดความ คุณสมบัติ รมต. อาจเป็นใบเบิกทางกลับเข้าเป็นเสนาบดีอีกรอบ หากไม่ซ้ำรอยคดี 'ไผ่ ลิกค์'
26 ก.พ.2568 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากกรณี การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันอังคารที่ 25 ก.พ.ที่มีการประชุมลับ และ ครม.มอบหมายให้นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ทำหนังสือตามคำแนะนำของเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อส่งคำร้องส่งถึงศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขอให้ศาลระบุคำนิยามเรื่องคุณสมบัติของบุคคลที่ถูกเสนอชื่อเป็นรัฐมนตรี รวมถึงคุณลักษณะต้องห้ามฯ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (4) และ (5) โดยใช้เหตุผลว่า เพื่อให้เกิดความชัดเจนเรื่องคุณสมบัติของผู้ที่จะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีในครั้งไปต่อไป โดยมอบหมายให้นายชูศักดิ์ ที่รับผิดชอบงานด้านกฎหมาย ทำหนังสือสอบถามความชัดเจนจากศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องดังกล่าว
มีรายงานว่า แนวทางดังกล่าว เพราะรัฐบาล และ ครม.ต้องการความชัดเจนว่านิยามหรือคำจำกัดความในเรื่องคุณสมบัติของผู้ถูกเสนอชื่อเป็นรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 ที่บัญญัติว่า ผู้ถูกเสนอชื่อเป็นรัฐมนตรีต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์กับต้องไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามคำวินิจฉัยกลางของศาลรัฐธรรมนูญตามคำวินิจฉัยที่21/2567 หรือคำวินิจฉัยกลางในคดีนายเศรษฐา ทวีสิน ที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อ 14 สิงหาคม 2567 ว่าศาลมีคำจำกัดความหรือหลักการพิจารณาจากอะไร
การเตรียมส่งคำร้องดังกล่าวของรัฐบาลไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ทางการเมืองว่า การหารือดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่มีกระแสข่าวการปรับ ครม. ภายหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจเสร็จสิ้น ที่คาดว่าจะปรับช่วงปิดสมัยประชุมสภาประมาณเดือนพ.ค.-มิ.ย.2568 ที่ถึงตอนนั้นเท่ากับรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ทำงานมาได้ประมาณ 8-9 เดือน
โดยก่อนหน้านี้ ในช่วงการตั้งรัฐบาล น.ส.แพทองธาร มีแกนนำพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลอย่างน้อยสองคน ที่เป็นรัฐมนตรียุครัฐบาลนายเศรษฐาที่ตอนตั้งรัฐบาล ฝ่ายพรรคเพื่อไทยเกรงว่าจะมีปัญหาในการเสนอชื่อเป็นรัฐมนตรีจนทำให้ต้องเสนอชื่อเครือญาติไปเป็นแทน เช่น ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า อดีต รมว.เกษตรฯ ที่สุดท้ายต้องส่งชื่อ น้องชายตัวเองคือ นายอัครา พรหมเผ่า อดีตนายกฯ อบจ.พะเยาไปเป็น รมช.เกษตรฯ และนายชาดา ไทยเศรษฐ์ อดีต รมช.มหาดไทยจากพรรคภูมิใจไทย ที่ส่งนางสาวซาบีดา ลูกสาวไปเป็น รมช.มหาดไทยแทน
อย่างไรก็ตาม ต้องรอดูว่า หากรัฐบาลส่งเรื่องหรือคำร้องไปแล้ว ทาง 9 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จะมีมติรับคำร้องไว้วินิจฉัยหรือไม่ เพราะที่ผ่านมายังไม่เคยมีกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องหรือการตอบข้อซักถามของฝ่ายบริหารหรือ ครม.ในลักษณะการให้นิยามหรือคำจำกัดความในคำวินิจฉัยกลางของทางศาลเองมาก่อน หากสุดท้าย รัฐบาลส่งเรื่องไปศาลรัฐธรรมนูญหรือส่งผ่านผู้ตรวจการแผ่นดินตามข่าวที่ออกมา ทำให้เริ่มถูกจับตามองว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะรับหรือไม่รับเรื่องที่รัฐบาลส่งมา
ทั้งนี้ พบว่าก่อนหน้านี้ คือเมื่อปี 2567 ปัญหาเรื่องคุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรี ก็เคยมีนักการเมือง ไปยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยมาแล้ว แต่ศาลไม่รับคำร้องด้วยมติเอกฉันท์ นั่นคือกรณีของนายไผ่ ลิกค์ สส.กำแพงเพชร และเลขาธิการพรรคกล้าธรรม ซึ่งนายไผ่ร้องโดยใช้ช่องทางตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ที่บัญญัติว่า “บุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองไว้มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อมีคำวินิจฉัยว่าการกระทำนั้นขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ”
คำร้องดังกล่าว ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเมื่อ 3 เม.ย.2567 โดยมีหน่วยงานรัฐสี่แห่งตกเป็นผู้ถูกร้องในคดีดังกล่าว ที่นายไผ่เป็นผู้ร้องเรียงตามลำดับ คือ สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา คณะกรรมการการเลือกตั้ง และผู้ตรวจการแผ่นดิน โดยคำวินิจฉัยกลางของศาลรัฐธรรมนูญมีใจความสรุปว่า นายไผ่ได้ร้องต่อศาลว่า ในสมัยรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน(เศรษฐา1) พรรคพลังประชารัฐ ได้เสนอชื่อตนเองเป็น รมช.พาณิชย์ แต่ในการพิจารณาคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามการเป็นรัฐมนตรี สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ตรวจสอบแล้วพบว่า ผู้ร้องเคยต้องคำพิพากษาของศาลแขวงพระนครเหนือเมื่อปี 2554 ในคดีอาญามีโทษจำคุกหกเดือน ปรับสองพันบาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดสองปี คดีถึงที่สุด สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจึงเห็นว่าผู้ร้องมีลักษณะต้องห้ามในการถูกเสนอชื่อเป็นรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 และต่อมาคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาเรื่องของนายไผ่ กฤษฎีกาก็มีความเห็นสอดคล้องกันว่าผู้ร้องมีลักษณะต้องห้ามฯ จนเป็นเหตุให้ไม่ได้รับการเสนอชื่อเป็น รมช.พาณิชย์ ต่อมาผู้ร้องได้ร้องไปยังสำนักงาน กกต. แต่ กกต.ไม่รับเรื่องไว้พิจารณา โดยให้เหตุผลว่า การพิจารณาเรื่องคุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรีไม่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของ กกต. ทำให้ผู้ร้องได้ร้องไปยังผู้ตรวจการแผ่นดิน แต่ผู้ตรวจการแผ่นดินยุติเรื่องไม่ส่งต่อไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องจากผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณาตามรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดินฯ ที่ให้อำนาจผู้ตรวจการแผ่นดินเสนอเรื่องพร้อมความเห็นเพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยได้ในกรณีที่ต้องการให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดมีปัญหาเกี่ยวกับความชอบของรัฐธรรมนูญหรือไม่ แต่เรื่องร้องเรียนของผู้ร้อง ทางผู้ตรวจการแผ่นดิน พิจารณาแล้วเห็นว่า ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน จะส่งศาลรัฐธรรมนูญได้ อีกทั้งคำร้องดังกล่าว ยังมีลักษณะขอให้ศาลรัฐธรรมนูญแปลความ อธิบาย หรือขอให้วินิจฉัยความหมาย ของบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (คุณสมบัติของผู้ถูกเสนอชื่อเป็นรัฐมนตรี) ที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ผู้ตรวจการแผ่นดินจะเสนอเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญได้
คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในคดีนายไผ่ ลิกค์ จึงระบุว่า ทางผู้ร้องจึงร้องต่อศาลว่า การที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (ผู้ถูกร้องที่ 1) สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (ผู้ถูกร้องที่ 2) คณะกรรมการการเลือกตั้ง (ผู้ถูกร้องที่ 3) และผู้ตรวจการแผ่นดิน (ผู้ถูกร้องที่ 4) ให้ความเห็นทางกฎหมายเกี่ยวกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (7) ทำให้ผู้ร้องไม่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รมช.พาณิชย์ เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยหลักนิติธรรม จำกัดสิทธิและเสรีภาพของผู้ร้อง ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 วรรคสอง และมาตรา 25
“ผลการพิจารณาศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาโดยการอภิปรายแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบคำร้องไม่ปรากฏว่า ผู้ร้องเป็นบุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญโดยตรงจากการกระทำของผู้ถูกร้องทั้งสี่ เนื่องจากการกระทำของผู้ถูกร้องทั้งสี่เป็นเพียงการให้คำปรึกษาและความเห็นทางกฎหมายโดยปฏิบัติตามหน้าที่ และอำนาจตามที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายบัญญัติไว้เท่านั้น และการทูลเกล้าฯ รายชื่อบุคคลเพื่อมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งรัฐมนตรีเพื่อบริหารราชการแผ่นดินเป็นหน้าที่และอำนาจของนายกรัฐมนตรี กรณีไม่เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 46 วรรคหนึ่ง ดังนั้น ผู้ร้องไม่อาจยื่นคำร้องดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติเป็นเอกฉันท์มีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย”คำวินิจฉัยคำร้องคดีดังกล่าวระบุ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ไม่เกินคาด! ปชน.รุมอัดเงินกู้ 4 แสนล้านเหวี่ยงแห-แจกสร้างความนิยมทางการเมือง
'ศิริกัญญา' มอง รัฐบาลเตรียมออก พ.ร.ก. 4 แสนล้าน ไม่ได้ช่วยเหลือกลุ่มตกหล่น แต่กลับเทหมดหน้าตักโปะคนละครึ่ง แย้ม จ่อถกในพรรค-ฝ่ายค้าน ยื่นศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ ด้าน 'วีระยุทธ' แนะ ใช้เงินอย่างระมัดระวัง
ศาลรธน.ยังรอเอกสาร-ความเห็นพยานคดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งพร้อมศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม
ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาอภิปรายในคำร้องที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน ผู้ร้อง ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธธรรมนูญ มาตรา 213 โดยกล่าวอ้างว่า ได้รับเรื่องร้องเรียน จำนวน 21 คำร้อง
'อนุทิน' ห่วงผู้บริโภคสั่ง สคบ.ลุยตรวจโรงงานปลากระป๋อง
'ศุภมาส' เผย 'นายกฯ อนุทิน' ห่วงใยผู้บริโภค สั่ง สคบ.ลุยตรวจโรงงานปลากระป๋องบ่ายนี้ ขอผู้ประกอบการอย่าซ้ำเติมปชช.
'เอกนิติ' ไม่หวั่นยื่นตีความเงินกู้ 4 แสนล้านย้อนยุคกู้ไทยเข้มแข็งก็ไปช่วยชี้แจงศาลมาแล้ว!
'เอกนิติ' โต้ฝ่ายค้าน ยันรัฐบาลออก 'พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน' ไม่ตีเช็คเปล่า-ใช้เหตุจำเป็นเร่งด่วน เมิน 'ประชาธิปัตย์' เตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความ สวนยุค รบ.อภิสิทธิ์ กู้ทำไทยเข้มแข็ง ก็ไปช่วยชี้แจงศาล
'ภูมิใจไทย' รอ กก.บห.ตัดสินใจส่งชิง สก.หรือไม่
'ศุภมาส' ให้รอ กก.บห. เคาะท่าทีส่งผู้สมัคร สก.หรือไม่ บอกยังพอมีเวลา
โฆษกรัฐบาลเมิน ปชป.ยื่นสกัด พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน
โฆษกรัฐบาลย้ำเดินหน้าแก้วิกฤตประชาชน ไม่กังวลฝ่ายค้านยื่นศาลรธน. สกัด พ.ร.ก. มองเป็นเป็นสิทธิ

