“คลิปเสียงแพทองธาร-ฮุนเซน” ถูกใช้เป็นเวทีโชว์ของ นักวิชาการหน้าใสไฮกลอส พูดอังกฤษคล่องเหมือนขายคอร์ส แต่คิดเบาเหมือนขนนก ทุกปัญหามีคำตอบเดียวคือเลือกตั้ง ฟังคล้ายยกประชาชนไว้บนหิ้ง แต่แท้จริงคือ เกราะบังข้อหาทางการเมือง-ความเชื่อเปลือกใสว่า “เลือกตั้งล้างได้ทุกบาป”
หากกฎหมายถูกแทนที่ด้วยเสียงปรบมือ แล้วเราจะเหลือหลักประกันใดให้กับสังคม? ประโยคนี้ผุดขึ้นทันทีเมื่อได้ยินคำกล่าวของนักวิชาการหน้าใสผู้ชอบออกสื่อว่า
“คนที่จะตัดสินว่า นายกฯ ผิดหรือไม่เรื่องคลิปเสียง ควรเป็นประชาชนที่ไปเลือกตั้ง รวมถึงพี่น้องทหารและชาวบ้านที่ชายแดน”
คำพูดที่ฟังเหมือนยกย่องอำนาจประชาชน แต่หากเพ่งพินิจให้ลึก มันคือการ ลดทอนบทบาทของศาล เหลือเพียงคูหาเลือกตั้ง และทำให้ rule of law กลายเป็นเพียงฉากประดับที่ไร้น้ำหนัก
ประชาธิปไตยไม่ได้หยุดอยู่แค่การหย่อนบัตร แต่ตั้งอยู่บนการมี กลไกตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ ศาลจึงเป็นเสาหลักที่ตัดสินด้วย หลักฐานและเหตุผล ไม่ใช่เสียงตะโกนหรืออารมณ์หมู่ชนที่ถูกปลุกเร้า หากปล่อยให้วาทกรรมเช่นนี้เติบโต ประชาชนจะเชื่อว่าเสียงโห่หรือเสียงเชียร์สามารถแทนที่คำวินิจฉัยได้ ทั้งที่ความจริงมันไม่เคยเป็นเช่นนั้น
ยิ่งน่าคิดเมื่อถ้อยคำเหล่านี้ออกจากปากคนที่สังคมมองว่าเป็น นักวิชาการรุ่นใหม่ ผู้มีภาพลักษณ์เรียบร้อย สะอาดสะอ้าน ฉะฉาน และเต็มไปด้วยดีกรีมหาวิทยาลัยดัง แต่สารที่ส่งกลับ ขัดกับหลักกฎหมาย ที่เจ้าตัวอ้างเรียนมาอย่างสิ้นเชิง
สิ่งที่น่าห่วงไม่ใช่แค่ถ้อยคำ แต่คือ วิธีคิด ที่ซ่อนอยู่ เพราะหากเรายอมรับว่า “ประชาชนต้องตัดสินแทนศาล” นั่นหมายถึงการสละกลไกคุ้มครองที่เราสร้างขึ้นเพื่อป้องกันการใช้อำนาจโดยพลการ กฎหมายทั้งหมดก็จะเหลือเพียง เศษกระดาษไร้ค่า ที่ฉีกทิ้งได้เมื่อเสียงส่วนใหญ่ไม่พอใจ
มันไม่ใช่แค่ ความผิดพลาดทางทฤษฎี แต่คือการเล่นกับไฟทางการเมือง เพราะมันบอกโดยนัยว่า ทุกข้อกล่าวหา สามารถถูกปัดทิ้งได้หากมีเสียงปรบมือมากพอ หรือหากจัดฉากปลุกเร้าเก่งพอ ความจริงก็จะถูกบดบังด้วย อารมณ์หมู่ชน แทนที่จะพิสูจน์ด้วยพยานหลักฐาน
อันตรายยิ่งขึ้นเมื่อคำเหล่านี้ออกจากปากผู้ที่ถูกวางภาพว่าเป็น นักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิ เพราะผู้ฟังจำนวนมากพร้อมจะเชื่อทันที เพียงเพราะเห็นใบหน้าเรียบร้อย น้ำเสียงมั่นใจ และดีกรีหรูหรา ผลลัพธ์คือการสร้าง มายาคติของความรู้ ที่ทำให้ข้อเท็จจริงบิดเบี้ยวกลายเป็น “ความจริง” โดยไม่ต้องตรวจสอบ
นี่คือการเอา ออร่าแห่งการศึกษา มาแทนเหตุผล และเป็นความย้อนแย้งที่สุด เมื่อคนที่อ้างว่าปกป้องประชาธิปไตย กลับเป็นผู้ทำให้ประชาธิปไตยพร่าเลือนด้วยถ้อยคำของตนเอง
วาทกรรมอีกชุดหนึ่งที่มักเดินเคียงคู่กับตรรกะแบบหน้าใสนี้คือคำว่า “นิติสงคราม” ที่ฝ่ายการเมืองและนักวิชาการบางกลุ่มหยิบมาใช้ซ้ำราวกับตราประทับ เมื่อศาลรัฐธรรมนูญตัดสินไม่เข้าข้างตน ก็กล่าวหาทันทีว่าเป็นการทำสงครามทางกฎหมาย
การกล่าวเช่นนี้คือการ ลดทอนความน่าเชื่อถือของศาล อย่างร้ายแรง เพราะทำให้ทุกคำพิพากษาถูกทำให้ดูเป็นเพียงอาวุธทางการเมือง ไม่ใช่ผลของการตีความกฎหมาย เมื่อเป็นเช่นนั้น ประชาชนจะยังเหลือหลักยึดอะไรให้เชื่อถือ? หรือเราจะต้องอยู่ในโลกที่ทุกคำพิพากษาถูกแปะป้ายว่าเป็นการสมคบคิดโดยอัตโนมัติ
สิ่งที่น่าห่วงที่สุดคือการที่ถ้อยคำทำนองนี้ถูกผลักดันโดย นักวิชาการที่สังคมมองว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญ เมื่อคำว่า “นิติสงคราม” หลุดออกจากปากคนที่ถูกวางภาพว่าเป็นคนรุ่นใหม่หัวก้าวหน้า มันจึงยิ่งตอกลึกความเข้าใจผิด และทำให้สังคมเชื่อว่าศาลไม่เคยยืนอยู่บนกฎหมายเลย ทั้งที่ความจริง ศาลเพียงทำหน้าที่ภายใต้รัฐธรรมนูญที่ถูกกำหนดไว้
การวิจารณ์ศาลทำได้ แต่การสร้างมายาคติว่า ศาลคือเครื่องมือการเมืองเสมอ คือการทำลายความพยายามทั้งหมดที่จะสร้างระบบกฎหมายที่มั่นคง และนั่นต่างหากคือสิ่งที่สังคมควรถามกลับไปยังคนที่อ้างตนสอนประชาธิปไตย
สิ่งที่เห็นได้ชัดคือการหยิบคำว่า “ประชาชน” มาเป็นเกราะกำบังทุกครั้งที่นักการเมืองถูกตั้งคำถาม วาทกรรมทำนอง “ให้ประชาชนตัดสิน” ถูกใช้ซ้ำจนกลายเป็นโล่กำบัง ทั้งที่แท้จริงแล้วประชาชนถูกวางไว้ในฐานะ เครื่องมือบังหน้า มากกว่าการได้รับเกียรติในฐานะผู้ถือสิทธิอย่างแท้จริง
เพราะการเลือกตั้งกับศาลมีหน้าที่ต่างกัน เลือกตั้งสร้างอำนาจ แต่ศาลสร้าง ความชอบธรรม หากเหลือเพียงการเลือกตั้งที่ไร้การตรวจสอบ อำนาจก็จะกลายเป็น การผูกขาดของเสียงข้างมาก ซึ่งอันตรายไม่แพ้เผด็จการในรูปแบบใด ๆ
การเชิดชูวาทกรรมว่า “ให้ประชาชนตัดสิน” จึงไม่ได้ทำให้ประชาชนแข็งแรงขึ้น ตรงกันข้าม มันทำให้ ประชาชนสูญเสียเกราะคุ้มครอง เพราะเมื่อศาลถูกลดทอน ความจริงก็จะถูกแทนที่ด้วยการแย่งชิงเสียง และสุดท้ายประชาชนก็จะเหลือเพียงสิทธิเลือก แต่ไร้สิทธิที่จะได้รับความยุติธรรม
มายาคติที่นักวิชาการหน้าใสสร้างขึ้นคือการทำให้ตนเองกลายเป็น กระบอกเสียงแห่งความก้าวหน้า ในขณะที่คนอื่นถูกวาดภาพว่าเป็นฝ่ายอนุรักษนิยมที่กดขี่ แต่เมื่อเพ่งดูเนื้อหาจริง ๆ วาทกรรมเหล่านี้กลับ ทำลายกลไกประชาธิปไตยเสียเอง เพราะมันทำให้ศาลไร้ความหมาย กฎหมายไร้น้ำหนัก และความจริงไร้ที่ยืน
การอ้างตนว่าเป็นนักประชาธิปไตย แต่กลับเสนอให้ศาลถูกแทนที่ด้วยเสียงข้างมาก คือการยืนอยู่ตรงข้ามกับ rule of law อย่างชัดเจน หากประชาชนต้องชี้ขาดทุกเรื่อง แล้วเราจะมีศาลไปเพื่ออะไร? จะมีองค์กรอิสระไปเพื่ออะไร? และจะเขียนรัฐธรรมนูญไปเพื่ออะไร?
สิ่งนี้สะท้อนชัดว่า “ความก้าวหน้า” ที่พูดถึงนั้นไม่ใช่การปฏิรูป แต่คือการ ปลุกอารมณ์มวลชน ให้กลบความจริง มันคือการเมืองแบบเดิมที่ห่อหุ้มด้วยภาษาสวยหรูและภาพลักษณ์สะอาดสะอ้าน
คำถามที่สังคมควรโยนกลับไปยังนักวิชาการหน้าใสผู้ประกาศตนเป็นนักประชาธิปไตยคือ เขากำลังปกป้องประชาธิปไตยจริงๆ หรือเพียงปกป้องการเมืองที่ตนเลือกข้างกันแน่? หากประชาธิปไตยหมายถึงการ ลดทอนบทบาทศาล และยกเสียงมวลชนขึ้นแทนเหตุผล นั่นไม่ใช่ประชาธิปไตย แต่คือเผด็จการเสียงข้างมาก ภายใต้หน้ากากเสรีภาพ
การเลือกตั้งคือรากฐานของอำนาจ แต่ศาลคือหลักประกันไม่ให้อำนาจนั้นถูกใช้เกินขอบเขต การลดบทบาทศาลลงเหลือเพียงคูหาเลือกตั้ง ไม่ใช่การยกระดับสิทธิของประชาชน แต่คือการ พรากหลักคุ้มครองออกจากประชาชน เอง และทิ้งพวกเขาไว้กับการเมืองที่ไร้การตรวจสอบ
ถ้อยคำเหล่านี้แม้จะถูกส่งผ่านใบหน้าที่อ่อนเยาว์ ท่าทีมั่นใจ และดีกรีหรูหราจากมหาวิทยาลัยดัง แต่เมื่อวิเคราะห์แล้วกลับเต็มไปด้วย ความพร่าเลือนและย้อนแย้ง ยิ่งกว่าการเมืองที่เขาวิจารณ์เสียอีก
และนี่คือสิ่งที่ควรถูกจดจำให้ชัด ประชาธิปไตยจะยืนได้ ไม่ใช่เพราะวาทศิลป์ของนักวิชาการหน้าใส แต่เพราะเรายังมีศาลและกฎหมายที่มั่นคงเป็นหลักยึด นี่ต่างหากคือบาปที่เลือกตั้งไม่มีวันล้างได้.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ชงศาลฎีกาฟัน 14 ปปช.
“ณัฐพงษ์” นำทีมยื่นคำร้องต่อประธานรัฐสภา ส่งศาลฎีกาตั้งคณะกรรมการไต่สวน ป.ป.ช.ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ปัดตกคดี “ศักดิ์สยาม” ซุกหุ้น ตั้ง 4 ข้อกล่าวหา หวัง “โสภณ” ใช้ดุลพินิจส่งเรื่องเร็ว “นันทนา” ต้องลบครหาระบอบสีน้ำเงิน “ศรีสุวรรณ” ยื่นฟัน “ไชยชนก” ผุดโครงการ TH-AI Passport
โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าราชการตุลาการให้ดำรงตำแหน่งในศาลต่างๆ 1,450 ราย
ราชกิจจานุเบกษา เผยแพี่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งข้าราชการตุลาการ
'เท้ง' หอบหลักฐานมัด ป.ป.ช. 4 ข้อหา ยื่นปธ.สภาส่งศาลฎีกา ปมตีตกศักดิ์สยาม
'เท้ง' นำทีมยื่นคำร้องประธานรัฐสภา ส่งศาลฎีกาตั้งกก.ไต่สวน ป.ป.ช. ปฏิบัติมิชอบปัดตกคดี 'ศักดิ์สยาม' ตั้ง 4 ข้อกล่าวหา ปชป. เผยส่งคำร้องเพิ่มปมขัดกันแห่งผลประโยชน์ 'สว.นันทนา' บี้เร่งส่งลบครหาระบอบสีน้ำเงิน
'ปกรณ์' ไม่กังวล ศาลรธน. เรียกผู้เชี่ยวชาญแจง 'พ.ร.ก.กู้เงิน'
'ปกรณ์' ชี้ศาลรธน. เรียกผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นปม 'พ.ร.ก.กู้เงิน' เรื่องปกติ ย้ำไม่กังวล ต้องเชื่อใจกระทรวงคลัง ประเมินสถานการณ์มีความจำเป็นเร่งด่วน
ศาลรัฐธรรมนูญ สั่ง 'บุคคลที่เกี่ยวข้อง' จัดทำความเห็น พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ยื่นภายใน 7 วัน
ศาลรัฐธรรมนูญได้มีการพิจารณากรณีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 133 คน ซึ่งเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้า ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร เข้าชื่อเสนอความเห็นต่อประธาน สภาผู้แทนราษฎร ผู้ร้อง ว่า พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน

