9 กันยา ไม่ได้เป็นเพียงวันนัดอ่านคำสั่งของศาล แต่คือวันที่วลีเก่าแก่ “คุกมีไว้ขังคนจน” ถูกดึงขึ้นมาตั้งคำถามใหม่ เส้นบางๆระหว่างกฎหมายกับสังคม กำลังจะถูกทดสอบต่อหน้าคนทั้งประเทศ ไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาเช่นไร วันนั้นจะกลายเป็น หมุดหมาย ที่บอกเราว่าวลีนี้จะยังคงเป็นเสียงประชดประชัน หรือแปรเปลี่ยนเป็น ความจริงที่สั่นสะเทือนชีวิต ของอดีตผู้นำที่ครั้งหนึ่งเคยทรงอิทธิพลที่สุดในสังคมไทย
ในสังคมไทย มีวลีที่ฝังลึกอยู่ในความทรงจำ “คุกมีไว้ขังคนจน” ประโยคสั้น ๆ ที่เสียดแทงใจอย่างไร้ทางหนี ไม่ใช่เพียงถ้อยคำเล่นลิ้น หากแต่เป็นกระจกสะท้อน ความจริงอันโหดร้าย ของโครงสร้างความยุติธรรมที่เต็มไปด้วยรอยร้าว
คนจนลักของเล็กน้อยยังถูกจับติดคุก แต่คนรวยโกงชาติเป็นพันล้านกลับเดินเชิดอยู่บน พรมแดงของอำนาจ วลีนี้จึงไม่ใช่เพียงสำนวน หากคือความรู้สึกที่สังคม เชื่อครึ่ง–ไม่เชื่อครึ่ง มาเนิ่นนาน
วันนี้ ประเทศไทยกำลังเดินเข้าสู่ จุดหักเห อีกครั้ง 9 กันยา วันที่ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จะอ่านคำสั่งชี้ชะตาอดีตนายกรัฐมนตรี คำสั่งนี้ไม่เพียงเกี่ยวกับชีวิตของนักการเมืองหนึ่งคน หากยังเป็นเหตุการณ์ที่ถูกจับตามองว่าจะสั่นสะเทือนความหมายของวาทกรรมทั้งประโยค
สิ่งที่ทำให้ 9 กันยา ครั้งนี้น่าจับตา คือ ความไม่แน่นอนซ้อนทับ เราไม่รู้ว่าเขาจะเลือกไปปรากฏตัวต่อหน้าศาลหรือไม่ และไม่รู้ว่าคำสั่งจะออกมาในทิศทางใด แต่ที่แน่ชัดคือ เหตุการณ์นี้จะกลายเป็น หมุดหมายทางสังคม ที่ทุกฝ่ายต้องเฝ้าจับตา
สิ่งที่ทำให้วันที่ 9 กันยา แตกต่างจากคดีอื่น ๆ ไม่ได้อยู่ที่ตัวคดีเท่านั้น หากอยู่ที่ ความไม่แน่นอน ซึ่งก่อตัวขึ้นในใจผู้คน สังคมไม่รู้ว่าอดีตผู้นำจะเลือก เผชิญหน้าต่อหน้าศาล หรือ หายไปในเงามืด เหมือนครั้งก่อน ๆ
ความไม่รู้เช่นนี้ทำให้ทุกการคาดเดากลายเป็น การเมือง ทั้งภาพการก้าวเข้าสู่ เรือนจำจริง และภาพการนอน โรงพยาบาลที่ถูกนับเป็นโทษ ล้วนเป็นฉากที่สร้างแรงสั่นสะเทือนต่างกันโดยสิ้นเชิง แต่ไม่ว่าฉากใดจะปรากฏ มันจะถูกตีความต่อทันทีว่า ความยุติธรรม ยังมีอยู่ หรือไม่เคยมีอยู่เลย
นี่คือ เส้นบางๆ ระหว่างกฎหมายกับสังคม ที่สั่นไหวทุกครั้งที่ผู้คนตั้งคำถามถึง ความเท่าเทียม และยิ่งเสียงเหล่านั้นดังขึ้นเท่าไร เส้นนี้ก็ยิ่งพร่าเลือน
คำสั่งในวันที่ 9 กันยา จึงไม่ใช่เพียงการปิดคดี หากแต่คือการทดสอบ ศรัทธาของสังคมไทย ต่อสิ่งที่เรียกว่ากฎหมายและความยุติธรรม วลี “คุกมีไว้ขังคนจน” ไม่ได้เป็นแค่คำประชดประชัน หากกลายเป็นเหมือน สำนวนประจำชาติ ที่ใคร ๆ ก็เอ่ย ตั้งแต่วงเหล้าในตลาดนัด ไปจนถึงห้องเรียนรัฐศาสตร์
หากภาพคือการก้าวเข้าสู่ คุกจริง นั่นจะทำลาย มายาคติ ที่สังคมเคยยึดถือว่าคนรวยสามารถเดินลอยนวลได้เสมอ แต่หากภาพตรงข้ามเกิดขึ้น วาทกรรมเดิมก็จะถูกตอกย้ำแรงกว่าเดิม จนกลายเป็น คำพิพากษาทางสังคม ที่กัดเซาะศรัทธาของผู้คนอย่างช้า ๆ
นี่เองคือจุดที่ กฎหมาย มิได้อยู่เพียงใน ตัวบท หากยังดำรงอยู่ใน สายตาและความรู้สึกของผู้คน ที่พร้อมจะตัดสินในแบบของตนเอง
หากมองให้ลึกกว่าการเมืองรายวัน สิ่งที่ถูกเดิมพันในคดีครั้งนี้คือ ความทรงจำร่วมของสังคมไทย น้อยครั้งนักที่ประชาชนจะได้เห็นอดีตผู้นำสูงสุดบนเวทีอำนาจ ต้องนั่งรอฟังคำสั่งที่อาจเปลี่ยนปลายทางชีวิต
ประวัติศาสตร์การเมืองไทย เต็มไปด้วยผู้นำที่เมื่อถึงคราววิกฤต มักเลือกเส้นทาง ลี้ภัย หลบหนี หรือเลือนหาย ไปจากบันทึก มากกว่าการเผชิญหน้ากับผลลัพธ์ แต่ครั้งนี้แตกต่างออกไป เพราะทั้งประเทศกำลังเฝ้ามองว่า หน้าประวัติศาสตร์เล่มนี้ จะถูกเขียนบรรทัดใหม่อย่างไร
หากภาพคือการเข้าสู่ คุกจริง นั่นจะเป็น หมุดหมายใหม่ของประวัติศาสตร์ร่วมสมัย ว่าแม้ผู้มั่งคั่งที่สุดก็ไม่อาจอยู่นอกกำแพงสูงและลูกกรงเหล็กได้ แต่ถ้าผลลัพธ์ไม่ใช่เช่นนั้น ความทรงจำก็จะถูกบันทึกในอีกทิศทางหนึ่ง วาทกรรม “คุกสำหรับคนจน” จะยังคงฝังรากในวัฒนธรรมไทยต่อไป
สิ่งที่น่าจับตาไม่แพ้คำสั่งคือ อารมณ์ของสังคมไทย ที่กำลังรอคอยผลลัพธ์ ความรู้สึกเหล่านี้ไม่ได้แยกขั้วเป็นเส้นตรง หากแต่ปะปนและกระทบกันจนแทบแยกไม่ออก
บางคนพร้อมโห่ร้องว่านี่คือ ความยุติธรรมที่ยังมีชีวิต ขณะที่อีกหลายคนอาจมองเป็น ความอยุติธรรมที่ซ้ำเติม แต่เมื่อเสียงเหล่านี้ปะทะกันจริง ๆ ผลลัพธ์คือ บรรยากาศแห่งความแตกแยก ที่สะท้อนว่าศรัทธาต่อกฎหมายไม่เคยเป็นเรื่องของข้อเท็จจริงล้วน ๆ หากคือ สนามอารมณ์ ที่ทุกคนต่างเลือกข้างในใจตนเอง
นี่คือจุดที่ เส้นแบ่งระหว่างกฎหมายกับอารมณ์สังคม แทบจะกลายเป็นสมรภูมิเดียวกัน
สิ่งที่สังคมไทยทั้งประเทศรอคอยจาก 9 กันยา ไม่ได้มีเพียงคำตอบของบุคคลหนึ่ง หากแต่คือคำตอบของ สังคมทั้งระบบ ว่าเราจะยังเชื่อว่า “คุกมีไว้ขังคนจน” ต่อไป หรือถึงเวลาที่คำกล่าวนี้ต้องเปลี่ยนความหมาย
คำสั่งไม่ว่าผลจะออกมาเช่นไร จะยังคงถูกตีความและถกเถียงต่อไปอีกนาน แต่สิ่งที่แน่นอนคือ เหตุการณ์ครั้งนี้ได้เปิดประตูให้คนไทยหันกลับมาตั้งคำถามกับ กฎหมาย และ ความเท่าเทียม อย่างเข้มข้นที่สุดครั้งหนึ่ง
นี่ไม่ใช่เพียงเรื่องของนักการเมือง หากแต่คือ เรื่องเล่าร่วมสมัย ที่จะถูกจดจำว่าในยุคนี้สังคมไทยได้เดินมาถึงจุดที่ กฎหมายและอำนาจ ต้องเดินคู่ขนานอยู่บน เส้นบางๆ เส้นเดียวกัน ต่อหน้าสายตาคนทั้งประเทศ
และสิ่งสำคัญที่สุด ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร ทุกฝ่ายต้องยอมรับคำสั่งนั้น เพราะนี่คือ หลักประกันเดียว ที่ทำให้ประเทศยังยืนอยู่ได้ คำถามที่เหลืออยู่คือ สังคมจะเลือกตีความเหตุการณ์นี้อย่างไร เราจะยังเชื่อหรือไม่ว่า “คุกมีไว้ขังคนจน” หรือว่านี่คือ จุดเริ่มต้นของประโยคใหม่ ที่บอกว่า “คุกมีไว้ขังคนเหมือนกันทุกคน”
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'เอกวิทย์-บิ๊กโจ๊ก' โคม่า! คณะผู้ไต่สวนอิสระศาลฎีกา มีมติแจ้งข้อกล่าวหาคดีสินบนทองคำ 246 บาท
เอกวิทย์-บิ๊กโจ๊กโคม่า คณะผู้ไต่สวนอิสระศาลฎีกา มีมติแจ้งข้อกล่าวหาสี่ผู้เกี่ยวข้องคดีเรียกรับสินบนทองคำ 246 บาท ล้มคดีเว็บพนันออนไลน์
ดร.ดิเรกฤทธิ์ ชี้หาก กกต.ไม่ส่งคำร้องฮั้วสว.ไปศาลฎีกา ทั้งที่มีพยานหลักฐาน เสี่ยงเกิดผล 4 มิติสำคัญ
หากสมมติว่า กกต. มีมติ ไม่ส่งคำร้องกรณีฮั้ว ส.ว. ไปยังศาลฎีกา หรือศาลที่มีอำนาจพิจารณาตามกฎหมายเลือกตั้ง ทั้งที่มีพยานหลักฐานจำนวนมากและเป็นคดีที่สังคมจับตา ผลที่อาจเกิดขึ้นมีหลายมิติ
แม้วถอดEMบินดูไบ พท.แก้ร่างรธน.ยึดสสร.ปี40/ส้มฟ้องปปช.‘ช่วยน้ำเงินด้วย’
“ทักษิณ” ถอดกำไล EM แล้ว “กรมคุมประพฤติ” บริการถึงบ้านจันทร์ส่องหล้า
‘จอม’ เปิดปมลี้ภัย 11 ปี ถามกลับ ‘ทักษิณ-เพื่อไทย’ ควรทวงบุญคุณหรือไม่
“จอม เพชรประดับ” สื่อมวลชนอิสระผู้ลี้ภัยในสหรัฐฯ เล่าเบื้องหลังการตัดสินใจออกจากไทยหลังรัฐประหารปี 2557 เผยเคยได้รับการชักชวนเข้าร่วมขบวนก
'วัชระ' ยื่นโนติส 'อธิบดีกรมสรรพากร' ยึด-อายัดทรัพย์ 'ทักษิณ' ห้ามบิน ตปท.เกรงหนี้สูญ
วัชระ เพชรทอง ยื่นหนังสือ โนติส อธิบดีกรมสรรพากร ยึด-อายัดทรัพย์สินนายทักษิณ-ขายทอดตลาด-ระงับไปต่างประเทศด่วนที่สุด

