อีกราย! คุก 20 ปีอดีตทีมงานก้าวหน้าหมิ่นสถาบันพร้อมออกหมายจับ

ศาลพิพากษาจำคุก โจ้ พฤทธิกร อดีตทีมงานก้าวหน้า 20 ปี โพสต์ข้อความดูหมิ่นสถาบันกว่า 10 ครั้ง ด้านเจ้าตัวหลบหนีพิพากษาลับหลังก่อนออกหมายจับ

18 ธ.ค.2568 - ที่ศาลอาญา ศาลพิพากษาคดีลงโทษจำคุก 20 ปี นายพฤทธิกร สาระกุล หรือโจ้ อดีตทีมงานก้าวหน้า ในข้อหาหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์ ด้วยการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์

คดีนี้พนักงานอัยการ สำนักงานคดีอาญา 4 ยื่นฟ้องนายพฤทธิกรว่า เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2565 เวลากลางวัน จำเลยได้บังอาจหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์ ด้วยการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูล ข้อความ รูปภาพและตัวอักษร ส่งผ่านระบบอินเทอร์เน็ตลงในแอพพลิเคชั่นเฟซบุ๊ค และทวิตเตอร์ ก่อนโพสต์ข้อความดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์ 10 ครั้ง เป็นการปลุกปั่นทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิดและจูงใจให้ต่อต้านสถาบันพระมหากษัตริย์ จนอาจนำมาซึ่งความเกลียดชัง

โดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าข้อมูลที่จำเลยโพสต์นั้นเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 112 พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 3, 14 ,8 นับโทษจำคุกจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกจำเลยในคดีหมายเลขดำที่ อ1486/2566 ของศาลนี้

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า โจทก์มีพนักงานสอบสวนชุดจับกุมเบิกความเป็นพยานสอดคล้องต้องกันว่า ได้รับแจ้งว่ามีผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊คตามฟ้องโพสต์ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ จึงขอหมายค้นตรวจห้องชุด และพบจำเลย จากการตรวจสอบคอมพิวเตอร์ของจำเลยพบการเข้าใช้งานบัญชีเฟซบุ๊คและทวิตเตอร์มีการโพสต์ข้อตความดูหมิ่นรวม 10 ครั้ง พร้อมถ่ายภาพยืนยันให้จำเลยว่าเป็นเจ้าของบัญชีเฟซบุ๊คและทวิตเตอร์ดังกล่าว เห็นว่า พยานหลักฐานของพนักงานสอบสวนมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน มีการตรวจพบการเข้าถึงบัญชีและโพสต์ข้อความตามฟ้องโดยไม่มีส่วนได้เสียในคดี เชื่อว่าพยานโจทก์เบิกความไปตามจริง การที่มีภาพถ่ายยืนยันและลงลายมือชื่อไว้ในคำสอบสวน เกิดจากความสมัครใจของจำเลย จำเลยเป็นบุคคลที่กระทำความผิดจริง โดยเป็นเจ้าของและครอบครองคอมพิวเตอร์ที่เข้าบัญชีเฟซบุ๊คและทวิตเตอร์ดังกล่า ว

การกระทำของจำเลยหาใช่การแสดงความคิดเห็นตามรัฐธรรมนูญแต่เป็นการมุ่งใส่ร้ายถึงพระมหากษัตริย์ ทำให้พระมหากษัตริย์ถูกดูหมิ่น เกลียดชัง อันเป็นการใส่ความอย่างร้ายแรง เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 การกระทำความผิดโดยโพสต์ลงในเฟซบุ๊คและทวิตเตอร์เป็นการนำเข้าสู่คอมพิวเตอร์ เป็นความผิดเกี่ยวกักการนำเข้าสู้ระบบคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ

พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (3) เป็นการกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 อันเป็นบทลงโทษหนักที่สุด จำคุกกระทงละ 3 ปี รวม 10 กระทง รวมจำคุก 30 ปี

จำเลยให้การเป็นประโยชน์อยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ 1 ใน 3 ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุกจำเลยกระทงและ 2 ปี รวม 10 กระทง รวมจำคุก 20 ปี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จำเลยได้หลบหนีประกัน ในชั้นสืบพยาน ศาลจึงมีคำสั่งให้ออกหมายจับและมีการสืบพยานลับหลังจำเลย ก่อนจะอ่านอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลยให้ทนายจำเลยฟัง

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'อภิสิทธิ์' ยืนยันไม่นิรโทษกรรมเยาวชน คดี 112 แต่เปิดโอกาสให้ 'ร้องขอ' เข้าบำบัดฟื้นฟู สร้างสัมพันธ์อันดีกับสถาบัน

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ชี้แจงภายหลังการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติเสริมสร้างสังคมสันติสุข หรือ ร่างกฎหมายนิรโทษกรรม จนโซเชียลแห่ทัวร์ลงบนโลกออนไลน์ ว่า ตนเองสนับสนุนการนิรโทษกรรมเยาวชน ในคดีอาญามาตรา 112 ว่า จริงๆ หากใครยังมีข้อสงสัย ตนเองก็อยากให้ไปฟังคำอภิปราย เพราะมีปัญหา 2 ส่วน

กรรม! 'โตโต้' ดิ้นงัดหลักฐานไม่ใช่คนโพสต์ข้อความหมิ่นสถาบัน โบ้ยมีแอดมินหลายคนไปสืบหาเอาเอง

นายปิยรัฐ จงเทพ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน พร้อมด้วยนายนรเศรษฐ์ นาหนองตูม ทนายความ แถลงข่าวเปิดเผยหลักฐานกรณีถูกศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาจำคุก คดี มาตรา 112 ว่า คดีนี้น่าจะจบไปด้วยดีที่ศาลชั้นต้น หลังจากมีการยกฟ้อง

กระทุ้ง 'อนุทิน' ต้องปราบโกงจริงถึงขั้นประหารชีวิต รับรองคอร์รัปหมดแน่

นายสมชาย แสวงการ รองประธานมูลนิธิส่งเสริมการป้องกันและการปราบปรามการทุจริต และอดีตสมาชิกวุฒิสภา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า คณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต (คตท.)