การเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคประชาชนหรือพรรคส้ม ไม่ได้อยู่ในสถานะเดียวกับปี 2566 อีกต่อไป และเมื่อเส้นตายกำลังเดินหน้าเข้าสู่การเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ภาพที่ปรากฏชัดขึ้นเรื่อย ๆ คือ พรรคที่เคยเป็นศูนย์รวมอารมณ์ทางการเมืองของสังคม กำลังเผชิญความจริงว่ากระแสที่เคยพาไปชนะ ไม่เพียงไม่กลับมาแต่กำลังอ่อนแรงลงต่อเนื่อง
สัญญาณสำคัญคือการระดม “สาม ท.” ลงสนามพร้อมกัน ทั้ง ทอน-ทิม-เท้ง ได้แก่ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ, พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เพื่อช่วยกันพยุงสถานการณ์ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนวันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569
การขยับหมากลักษณะนี้ไม่ได้เกิดจากความได้เปรียบ แต่เกิดจากความรู้ตัวว่าคะแนนยังไม่มา และกำลังมีแรงไหลออก
จุดตั้งต้นของปฏิบัติการนี้ คือเวทีปราศรัยใหญ่ในวันที่ 25 มกราคม ที่ลานหน้าสามย่านมิตรทาวน์ ซึ่งเป็นเวทีใหญ่ครั้งแรกของพรรคส้มในพื้นที่กรุงเทพฯ รอบนี้ โดยมีพิธาเดินทางกลับจากต่างประเทศขึ้นเวทีเป็นตัวหลัก
ก่อนจะต่อโปรแกรมเดินสายช่วยหาเสียงในจังหวัดสมุทรปราการในวันเดียวกัน พื้นที่ซึ่งพรรคส้มเคยชนะยกจังหวัดในการเลือกตั้งปี 2566 และถูกประเมินว่าเป็นสนามที่ต้อง “ตรึงคะแนน” เอาไว้ให้ได้ก่อนถึงวันตัดสิน
เวทีปราศรัยใหญ่ที่จัดถี่ขึ้น และการดึงบุคคลคุ้นหน้ากลับมาขึ้นเวที เป็นความพยายามรักษาพื้นที่เดิม มากกว่าการขยายฐานใหม่ โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ที่เคยเป็นพื้นที่สัญลักษณ์ของชัยชนะปี 66
ท่ามกลางการจับตาว่า เวทีวันที่ 25 มกราคมนี้จะสร้างแรงกระเพื่อมได้มากเพียงใด เพราะบรรยากาศก่อนถึงวันปราศรัย สะท้อนว่าความคาดหวังของผู้ฟังไม่ได้พุ่งแรงเหมือนครั้งก่อน
สาเหตุหลักคือเงื่อนไขการเมืองเปลี่ยนไปหมดแล้ว ปี 2566 พรรคส้มชนะเพราะอารมณ์ร่วมของสังคมที่พุ่งแรง ความเบื่ออำนาจเดิมสะสมยาว ความอยากเปลี่ยนรัฐบาลเดิมทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมากพร้อมลอง โดยไม่ต้องคิดซับซ้อน
ประโยค “มีเรา ไม่มีลุง” ทำหน้าที่เป็นประตูทางอารมณ์ และพิธาในเวลานั้นตอบโจทย์ภาพผู้นำการเปลี่ยนผ่านได้พอดี
แต่สนามเลือกตั้งรอบนี้ไม่มีเงื่อนไขนั้นเหลืออยู่ อารมณ์โกรธไม่พาไป การเมืองไม่ได้อยู่ในโหมดไล่รัฐบาลเก่า และพรรคส้มไม่มีประโยคหรือสัญลักษณ์ใหม่ที่ทำให้คนรู้สึกว่า “ถ้าไม่เลือก จะพลาดอะไรบางอย่าง” ก่อนถึงวันที่ 8 กุมภาพันธ์
ยิ่งไปกว่านั้น พรรคส้มรอบนี้ไม่ได้ชูทอนหรือทิมเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี แต่ชู “เท้ง ณัฐพงษ์” เป็นผู้นำตัวจริงของพรรค
นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ส่งผลต่อกระแสอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ปัญหาไม่ใช่เรื่องความรู้หรือความสามารถเชิงเทคนิคของเท้ง แต่เป็นเรื่องการเมืองล้วน ๆ เท้งยังไม่ใช่ผู้นำที่สร้างอารมณ์ร่วมได้ ไม่ใช่คนที่พูดแล้วคนอยากตาม ไม่ใช่ภาพของนายกฯ ที่คนจินตนาการเห็นชัดในหัว และไม่ใช่บุคลิกที่ดึงคะแนนจากคนลังเล
ในทางการเมือง ตำแหน่งหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯ ต้องเป็นภาพแทนความหวังและความคาดหวังของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ซึ่งในจุดนี้ เท้งยังไปไม่ถึง และพรรคส้มยังหาสิ่งอื่นมาทดแทนไม่ได้
การที่ต้องดึงทอนและทิมกลับมาช่วยเท้ง ยิ่งตอกย้ำว่าพรรคเองก็รู้ดีว่า ผู้นำที่ถูกเสนอชื่อยังไม่สามารถพาพรรคเดินได้ด้วยตัวเอง ต้องอาศัยอดีตผู้นำมาพยุงภาพ และนี่คือภาพที่สวนทางกับการสร้างความมั่นใจให้ประชาชนในช่วงเวลานับถอยหลังสู่วันเลือกตั้ง
นอกจากปัญหาผู้นำ พรรคส้มยังเผชิญแรงบั่นทอนจากภาพลักษณ์ด้านความซื่อตรงที่เคยเป็นทุนหลัก โดยเฉพาะเมื่อสโลแกนหาเสียงรอบนี้คือ “มีเรา ไม่มีเทา” แต่ในทางปฏิบัติกลับมีอดีต สส. และผู้สมัครของพรรคอย่างน้อยสองรายถูกดำเนินคดีเกี่ยวกับเว็บพนันออนไลน์และคดีฟอกเงิน
ช่องว่างระหว่างคำพูดกับพฤติกรรมเช่นนี้ ทำให้คำถามของสังคมไม่หยุดอยู่แค่ตัวบุคคล แต่กระทบไปถึงความน่าเชื่อถือของพรรคโดยตรง และยิ่งใกล้วันเลือกตั้ง ความกังวลว่าจะมีประเด็นลักษณะนี้เพิ่มขึ้นอีกหรือไม่ ก็ยิ่งกลายเป็นแรงกดดันที่พรรคต้องเผชิญ
ขณะเดียวกัน ประเด็นความมั่นคงและอธิปไตยกลายเป็นโจทย์ที่พรรคส้มรับมือได้ยาก หลังสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา กระแสชาตินิยมขยับขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
แต่พรรคยังไม่สามารถลบภาพจำเดิมเรื่องกองทัพออกไปได้ แม้ทิมจะออกมาขอโทษคำพูดในอดีต แต่ก็ไม่ทำให้สังคมรู้สึกมั่นใจมากขึ้น
เมื่อความเชื่อมั่นไม่เกิด คะแนนจากกลุ่มคนกลาง ๆ จึงไหลออก และกลุ่มนี้เองคือกลุ่มที่ตัดสินผลการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569
พอแรงส่งส่วนกลางอ่อน สนามเขตก็ยิ่งหนัก ตัวอย่างเช่น สมุทรปราการ ปทุมธานี นนทบุรี ชลบุรี และนครราชสีมา ซึ่งเป็นเพียงบางจังหวัดจากหลายพื้นที่ที่พรรคส้มเคยทำผลงานได้ดี ต่างกลายเป็นสนามแข็งที่ต้องชนกันเต็มแรง พรรคส้มไม่สามารถพึ่งพาแรงกระแสเหมือนครั้งก่อน
ทั้งหมดนี้ทำให้สถานการณ์ของพรรคส้มในวันนี้ ไม่ใช่แค่ปลุกไม่ขึ้น แต่เป็นช่วงที่กระแสกำลังลดลงต่อเนื่อง ขณะที่คู่แข่งหลายพรรคเริ่มได้จังหวะของตัวเองก่อนวันเลือกตั้ง
และต่อให้เวทีใหญ่วันที่ 25 มกราคมจะช่วยประคองหรือดึงแรงสนใจกลับมาได้บางส่วน โจทย์จริงของพรรคส้มยังอยู่ที่ว่าจะเปลี่ยนกระแสให้กลายเป็นคะแนนได้ทันก่อนวันที่ 8 กุมภาพันธ์หรือไม่
สนามเลือกตั้งรอบนี้จึงกำลังตอกย้ำบทเรียนสำคัญว่า ชัยชนะปี 2566 เป็นผลของเวลาและอารมณ์สังคม มากกว่าความแข็งแรงของพรรคเอง และเมื่อเวลาเปลี่ยน อารมณ์เปลี่ยน ความจริงก็ปรากฏ
กระแสไม่มา คนไม่อิน เกมเปลี่ยน และพรรคส้มยืนอยู่กับความจริงข้อนี้เต็ม ๆ.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'ทนายอั๋น' อึกอักปมพรรคส้มเก็บ Laser ID
ทนายอั๋นไปไม่เป็น ตอบปม ปชน.เก็บ Laser ID บอกห่วงข้อมูลรั่วน้อยกว่าบัตรเลือกตั้ง ปัดตอบเหมาะสมหรือไม่ ออกตัวไม่มีความรู้ไอที โยนสมาชิกพรรค ไปขอให้ชี้แจงเองจนสิ้นสงสัย
🛑LIVE ครบมุมข่าว กับนิธินาฏ ราชนิยม | ไม่มีมิตรแท้ ศัตรูถาวร!!
ครบมุมข่าว กับนิธินาฏ ราชนิยม : วันพุธที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569
ไล่บี้ 'พรรคส้ม' ทำไม ขอ Laser ID ทั้งที่ยังไม่ได้รับอนุญาตจากกรมการปกครอง
เพจ หมออนามัยขี้mouth โพสต์ข้อความกรณี การสมัครสมาชิกพรรคประชาชน ใช้ Laser ID หรือรหัสหลังบัตรประจำตัวประชาชนด้วย ว่า
'หมอเดชา' บอกเห็นด้วยกับกรรมกรข่าวดังไอ้ควายสรยุทธฯ
นายเดชา ศิริภัทร ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ เจ้าของสูตรน้ำมันกัญชา (ตำรับหมอเดชา)
แล้วกัน! อดีตผูัสมัครสส.ระยอง พรรคส้ม รับเอง 'บัตรเขย่ง' ทำให้ตัวเองได้คะแนนเพิ่ม
นายพงศธร ศรเพชรนรินทร์ อดีตผู้สมัคร ส.ส.เขต 3 จ.ระยอง พรรคประชาชน เบอร์ 6 โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า บัตรเขย่ง???
เดือด! 'แก้วตา' ฟาด 'เจ๊เจี๊ยบ' ต่ำทราม ขี้ขลาด เถียงด้วยเหตุผลไม่ได้ ใช้วิธีล่าแม่มด ลั่นสู้กันในศาล
'แก้วตา' เดือด! ฟาด 'เจี๊ยบ อมรัตน์' ขี้ขลาด เถียงด้วยเหตุผลไม่ได้ ใช้ศาลเตี้ยบนโซเชียล อ้างตัวว่า 'ก้าวหน้า' แต่ใช้วิธีล่าแม่มด โอดกระทบลูกที่อยู่ในวัยรุ่น ลั่นพิสูจน์ในชั้นศาล ท้ามาสู้กันด้วยข้อเท็จจริง ไม่ใช่ด้วยความต่ำทรามที่ปลอมตัวเป็นศีลธรรม

