
จับโป๊ะเพื่อไทย แจ้งกกต.ไม่เขียนชัดๆ นโยบายสร้างเศรษฐีเงินล้านวันละ9คน ใช้เป็น”ของขวัญเพื่อคนไทย”แจงใช้งบ 3,500 ล้านบาท แต่ไร้รายละเอียด อ้างยกระดับคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบาง รัฐได้ภาษีมูลค่าเพิ่ม เบ็ดเสร็จรวม 57 นโยบาย ใช้งบ 243,300 ล้านบาท
25 ม.ค. 2569 – ผู้สื่อข่าว”ไทยโพสต์”รายงานว่าสำหรับ“นโยบายสร้างเศรษฐีเงินล้าน วันละ 9 คน คนละ 1 ล้านบาท”ที่นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทยและแคนดิเดตนายกฯของเพื่อไทยปราศรัยเปิดประเด็นไว้ในการปราศรัยใหญ่ของพรรคเมื่อ 23 ม.ค.ที่ผ่านมา ที่กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นนโยบาย”ประชานิยม”ที่นำเงินภาษีมาแจกเพื่อสร้างคะแนนนิยมทางการเมือง
โดยจากการตรวจสอบเอกสารนโยบายที่พรรคเพื่อไทยยื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) และสำนักงานกกต.ต้องจัดส่งเอกสารต่อไปยัง คณะกรรมการตรวจสอบนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินของพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณาฯ ซึ่งเป็นคณะกรรมการชุดพิเศษที่ตั้งโดยประธานกกต.ซึ่งทำหน้าที่ตรวจสอบเรื่องดังกล่าวโดยตรง มีนายแสวง บุญมี เลขาธิการกกต.เป็นประธานฯ อันเป็นการดำเนินการตามมาตรา 57 ของพรบ.พรรคการเมืองฯ พ.ศ.2560
โดยกกต.มีหลักปฏิบัติคือให้ทุกพรรคการเมือง ต้องแจ้ง 8 ประเด็นสำคัญถึงนโยบายต่างๆ ที่ใช้ในการหาเสียง เช่น ชื่อนโยบาย-วงเงินงบประมาณที่ต้องใช้โดยประมาณ -ที่มาของเงินที่ต้องใช้ในการดำเนินการ -ความคุ้มค่าในการดำเนินนโยบาย -ประโยชน์ในการดำเนินนโยบาย -ผลกระทบในการดำเนินนโยบาย -ความเสี่ยงในการดำเนินนโยบาย เพื่อประกอบการพิจารณาของคณะกรรมการฯ โดยหากคณะกรรมการฯหรือกกต.มีข้อสงสัยประเด็นใด ก็จะสั่งให้พรรคการเมืองต้องส่งคำชี้แจงรายละเอียดกลับมาอีกครั้งหนึ่ง
รายงานข่าวแจ้งว่า พรรคเพื่อไทยได้แจ้งนโยบายการหาเสียงในครั้งนี้ ต่อกกต.รวมทั้งสิ้น 57 นโยบาย โดยใช้วงเงินงบประมาณทั้งสิ้น 243,300 ล้านบาท
โดยใน 57 นโยบายดังกล่าว ไม่ได้มีการเขียนแบบระบุด้วยข้อความแบบเฉพาะเจาะจงว่าพรรคมีนโยบาย สร้างเศรษฐีเงินล้าน วันละ 9 คน คนละ 1 ล้านบาท แต่เมื่อดูจากรายละเอียดที่นายจุลพันธ์ ปราศรัยไว้ว่า จะมีประชาชน5กลุ่มได้รับสิทธิ์รวยวันละ9 คน โดย4กลุ่มแรกประกอบด้วย เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียน-กลุ่มคนเสียสละเพื่องานสาธารณะประโยชน์เช่น อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านหรืออสม.-อาสากู้ภัย -ทหารผ่านศึก ที่ขึ้นทะเบียน-ผู้สูงอายุ ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป-ประชาชนที่ยื่นภาษีเงินได้ ส่วนอีก 5 คนจะเป็นประชาชน ผู้บริโภค ที่ใช้จ่ายซื้อของกับร้านค้าที่อยู่ในระบบภาษีและมีการออกใบเสร็จรับเงิน โดยรัฐบาลจะสุ่มจากใบเสร็จขึ้นมาเพื่อให้ได้คนละหนึ่งล้านบาท รวมเป็นทั้งหมด 9 คนต่อวัน ซึ่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทยบอกว่า นโยบายดังกล่าว จะทำให้ร้านค้าเข้าสู่ระบบภาษี
เมื่อตรวจสอบเอกสารที่ยื่นต่อกกต. พบว่า นโยบายที่มีความใกล้เคียง ก็คือ “นโยบายของขวัญเพื่อคนไทย”ซึ่งมีรายละเอียดคือ ใช้งบประมาณ3,500 ล้านบาทต่อปี
โดยในส่วนความคุ้มค่าของนโยบาย พรรคเพื่อไทยแจ้งกับกกต.ว่า “เพื่อสร้างแรงจูงใจแก่ผู้ทำประโยชน์ให้กับประเทศ รวมถึงการพัฒนาฐานข้อมูลในกลุ่มต่างๆไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร ผู้สูงอายุกลุ่มคนพิการ ผู้เสียภาษีผู้ใช้จ่ายในระบบภาษี ,กลุ่ม อสม.และชรบ.(กลุ่มอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านและชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน)ฯลฯ โดยยังช่วยสร้างแรงจูงใจในการอยู่ในระบบภาษีอันจะเป็นการขยายฐานภาษีของประเทศ อีกทั้งยังช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของกลุ่มเปราะบาง รวมทั้งกระตุ้นการใช้จ่ายอันจะเป็นผลดีต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ สร้างรายได้ให้รัฐคืน ในรูปแบบภาษีมูลค่าเพิ่ม”
ส่วนประโยชน์ในการดำเนินนโยบาย พรรคเพื่อไทยระบุเหตุผลเหมือนกับที่ระบุไว้ในเรื่องความคุ้มค่าของนโยบายโดยมีข้อความว่า”เพื่อสร้างแรงจูงใจแก่ผู้ทำประโยชน์ให้กับประเทศ รวมถึงการพัฒนาฐานข้อมูลในกลุ่มต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร ผู้สูงอายุกลุ่มคนพิการ ผู้เสียภาษีผู้ใช้จ่ายในระบบภาษีอสม. ชรบ. ฯลฯ โดยยังช่วยสร้างแรงจูงใจในการอยู่ในระบบภาษีอันจะเป็นการขยายฐานภาษีของประเทศ อีกทั้งยังช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของกลุ่มเปราะบาง รวมทั้งกระตุ้นการใช้จ่ายอันจะเป็นผลดีต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ สร้างรายได้ให้รัฐคืนในรูปแบบภาษีมูลค่าเพิ่ม”
ส่วนผลกระทบในการดำเนินนโยบาย พรรคเพื่อไทยแจ้งกับกกต.ว่า “ต้องบริหารงบประมาณ แต่ผลประโยชน์ที่ได้รับสูงกว่างบประมาณที่ใช้”
ขณะที่เรื่องความเสี่ยงในการดำเนินนโยบาย พรรคเพื่อไทยระบุว่า”ประชาชน บางส่วนอาจไม่ทราบมาตรการ ทำให้เข้าไม่ถึงสิทธิต้องมีการประชาสัมพันธ์ทำความเข้าใจกับประชาชน”
นอกจากนี้ พรรคเพื่อไทย ยังมี”นโยบายกระตุ้นการบริโภค”ที่อยู่ในลำดับถัดมาจากนโยบายของขวัญเพื่อคนไทย โดยนโยบายกระตุ้นการบริโภค พรรคเพื่อไทยระบุว่า ใช้งบประมาณ10,000 ล้านบาท
ส่วนที่มาของงบประมาณ ให้มาจากการบริหารระบบงบประมาณ การจัดเก็บรายได้และการบริหารระบบภาษี ส่วนความคุ้มค่า พรรคเพื่อไทยระบุว่า”กระตุ้นและสร้างแรงจูงใจในการใช้จ่ายภาคประชาชน ในหลากหลายรูปแบบ เพื่อก่อให้เกิดการบริโภคภาคประชาชน ซึ่งจะเกิดการเหนี่ยวนำการลงทุนของผู้ผลิต และเป็นรายไดส้่วนหนึ่งคืนสู่ภาครัฐในรูปแบบภาษีมูลค่าเพิ่ม”
สำหรับประโยชน์ในการดำเนินงานนโยบายกระตุ้นการบริโภคที่ใช้งบ 10,000 ล้านบาทดังกล่าว พรรคเพื่อไทยระบุว่า “กระตุ้นและสร้างแรงจูงใจในการใช้จ่ายภาคประชาชน ในหลากหลายรูปแบบเพื่อก่อให้เกิดการบริโภคภาคประชาชนซึ่งจะเกิดการเหนี่ยวนำการลงทุนของผู้ผลิต และเป็นรายได้ส่วนหนึ่งคืนสู่ภาครัฐในรูปแบบภาษีมูลค่าเพิ่ม”
ส่วนผลกระทบในการดำเนินนโยบาย พรรคเพื่อไทยระบุว่า “ต้องบริหารงบประมาณ แต่ผลประโยชน์ที่ได้รับสูงกว่างบประมาณที่ใช้” ส่วนความเสี่ยงในการดำเนินนโยบาย พรรคเพื่อไทยระบุว่า”ประชาชน บางส่วนอาจไม่ทราบมาตรการ ทำให้เข้าไม่ถึงสิทธิต้องมีการประชาสัมพันธ์ทำความเข้าใจกับประชาชน”
นอกจากนี้ พรรคเพื่อไทยยังได้แจ้งกับกกต.ถึงนโยบายอื่นๆ โดยในส่วนนโยบายที่ตั้งงบประมาณในการดำเนินการไว้สูงก็เช่น นโยบายคนไทยไร้จน ที่ใช้งบสูงถึง 60,000 ล้านบาท/ปี
พรรคเพื่อไทยระบุว่านโยบายดังกล่าวเป็นการแก้ปมแรกของปัญหาเรื่องความยากจนโดยยกทุกคนให้พ้นจากเส้นความยากจน ซึ่งจะทำให้สามารถทำนโยบายอื่น ๆเกี่ยวกับการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนประโยชน์ของนโยบายดังกล่าวคือ แก้ไขปัญหาผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจนอย่างตรงจุด ซึ่งทำให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีมีรายได้เพียงพอ สำหรับการดำรงชีพ เป็นการคืนอำนาจการบริโภคแก่คนไทย เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการหมุนเวียนเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในภาพรวม
พบว่า นโยบายคนไทยไร้จน ที่ใช้งบสูงถึง 60,000 ล้านบาท/ปี ไม่ได้มีการระบุรายละเอียดว่าจะมีการทำโครงการหรือมีแผนงานอะไร
ส่วนนโยบายอื่นๆ ของเพื่อไทย ที่แจ้งกับกกต.และใช้งบในการดำเนินงานค่อนข้างสูงก็มีเช่น นโยบายเรียนได้งบจบได้งาน ที่ใช้งบ 5,000 ล้านบาทต่อปี ,นโยบายซอฟต์พาวเวอร์(THACCA)ใช้งบ 5,000 ล้านบาท ,นโยบายบ้านเพื่อคนไทย ใช้งบ 2,000 ล้านบาท ,นโยบาย “ล้างหนี้”ประชาชน ซึ่งพรรคเพื่อไทย แจ้งกับกกต.ว่า ไม่ใช้งบประมาณ แต่ใช้การบริหารและลดเงินนำส่งกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน(FIDF),นโยบาย “ล้างหนี้” วัยเกษียณใช้งบ 4,000 ล้านบาท ,นโยบายผ่อนดี1 ปีฟรี1 งวด ใช้งบ 30,000 ล้านบาท ,นโยบายประกันกำไรสินค้าเกษตร 30%ใช้งบ 31,000 ล้านบาท/ปี,นโยบายคูปองซื้อปุ๋ย-เมล็ดพันธุ์ ใช้งบ 10,000 ล้านบาท/ปี,นโยบายปราบสแกมเมอร์ไม่จบไม่เลิก ใช้งบ 200 ล้านบาท/ปี
นโยบายจัดการน้ำทั้งระบบ ไม่ท่วม-ไม่แล้ง โดยใช้งบประมาณที่มาจากการจัดสรรงบประมาณด้านการบริหารจัดการน้ำเดิมให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น และจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติม 20,000 ล้านบาท/ปี,นโยบาย AI For All ใช้งบ 4,000 ล้านบาท/ปี
นโยบายรถไฟฟ้า 20บาทตลอดสาย /Feeder และ รถเมล์10บาทตลอดสาย ซึ่งนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาท ที่มาของงบประมาณใช้การบริหารทรัพย์สินของรัฐและเอกชน ให้มีประสิทธิภาพ ส่วนรถเมล์10บาทตลอดสาย (ใน 10เส้นทางหลัก ใช้งบประมาณ1,000 ล้านบาท/ปี)
นโยบาย “ขจัดภัยทุจริตคอร์รัปชันทั้งระบบ”ที่มีข้อเสนอคือ กำหนดให้ข้าราชการ/เจ้าหน้าที่รัฐทุกคนต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินตั้งแต่บรรจุเป็นข้าราชการ และยื่นใหม่ทุกๆ ห้าปีและในกรณีเปลี่ยนแปลงตำแหน่ง ให้ยื่นต่อผู้บังคับบัญชาของหน่วยงานโดยไม่ต้องเปิดเผย เว้นแต่ตำแหน่งที่มีกฎหมายกำหนดให้ยื่นต่อป.ป.ช. ให้ดำเนินไปตามที่กฎหมายกำหนด เป็นต้น

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
กกต.ประกาศคะแนน400เขต
กกต.ประกาศผลคะแนนเลือกตั้ง สส. 400 เขตอย่างเป็นทางการ
สว.สีน้ำเงินโหวต2กกต. ข้อมูลลับ"ป.ป.ช."อาจทำสะดุด!
ขณะที่บทบาทการทำงานของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการบริหารจัดการเลือกตั้ง กำลังถูกวิจารณ์อย่างหนัก จน กกต.และเจ้าหน้าที่สำนักงาน กกต.ต้องแอ่นอกรับกระสุนตกจากทุกทิศทาง โดยมีงานสำคัญที่ต้องเคลียร์ให้จบตามไทม์ไลน์คือ การรับรองผลการเลือกตั้ง สส.เพื่อนำไปสู่การเปิดประชุมสภาฯ โหวตเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร และโหวตนายกรัฐมนตรี
ทางการแล้ว! กกต. ประกาศผลคะแนนเลือกตั้ง สส. 400 เขต
สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เผยแพร่ผลการนับคะแนนเลือกตั้ง สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และแบบบัญชีรายชื่อ (อย่างเป็นทางการ) ครบ 400 เขต โดยขอประชาสัมพันธ์ให้ประชาชน ผู้สมัคร และพรรคการเมือง ตรวจสอบรายงานผลการนับคะแนน
แล้วกัน! อดีตผูัสมัครสส.ระยอง พรรคส้ม รับเอง 'บัตรเขย่ง' ทำให้ตัวเองได้คะแนนเพิ่ม
นายพงศธร ศรเพชรนรินทร์ อดีตผู้สมัคร ส.ส.เขต 3 จ.ระยอง พรรคประชาชน เบอร์ 6 โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า บัตรเขย่ง???
ผวาบาร์โค้ด!ยื้อเคาะบัตรใหม่
“กกต.” สั่งเลือกตั้งใหม่ สส.เขต-ปาร์ตี้ลิสต์ จ.พะเยา เขต 1 หน่วยเลือกตั้งที่ 6 พร้อมนับคะแนนใหม่อีก 7 หน่วยเลือกตั้งใน 4 จว.
กกต. สั่งเลือกตั้งใหม่ 1 หน่วย จ.พะเยา นับคะแนนใหม่ 8 แห่ง
สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกเอกสารระบุว่าที่ประชุมกกต. ได้มีมติให้นับคะแนนใหม่ จำนวน 8 แห่งและออกเสียงลงคะแนนใหม่ จำนวน 1 แห่ง ดังนี้ ข้อ 1. กรณีการนับคะแนนออกเสียงประชามติใหม่ จำนวน 1 แห่ง

