วิธีคิดทางการเมืองของพรรคประชาชนหรือส้ม ตั้งอยู่บนฐานความเชื่อชุดเดียวกันมาตลอด นั่นคือการมองการเมืองเป็นเรื่องของโครงสร้าง กฎหมาย และระบบ มากกว่าความผูกพันระหว่างผู้แทนกับพื้นที่ วิธีคิดนี้ไม่แยกเป็นรายนโยบาย แต่เชื่อมโยงถึงกันทั้งภาพ ตั้งแต่ท่าทีต่อรัฐธรรมนูญ ระบบราชการ กลไกอำนาจ ไปจนถึงบทบาทของสถาบันทางการเมืองต่าง ๆ
ในกรอบความคิดดังกล่าว สิ่งที่ถูกมองว่าเป็นปัญหา คือการเมืองที่ผูกติดกับพื้นที่ ผูกกับชุมชน และผูกกับความสัมพันธ์เชิงท้องถิ่น พรรคจึงเสนอการเมืองที่ต้องรื้อรูปแบบเดิมออกไป เปลี่ยนบทบาทผู้แทนให้เหลือหน้าที่เชิงระบบ และลดน้ำหนักของมิติพื้นที่ลงอย่างชัดเจน
ฐานคิดนี้ถูกอธิบายและผลักดันโดย “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ผู้นำทางความคิดของพรรคส้ม หนึ่งในประเด็นที่สะท้อนแนวคิดนี้ได้ชัดที่สุด คือการย้ำว่า “สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่มีหน้าที่พัฒนาจังหวัด แต่มีหน้าที่หลักคือการแก้ไขกฎหมาย”
คำอธิบายดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงถ้อยคำประกอบเวทีใดเวทีหนึ่ง หากแต่เป็นผลลัพธ์ตรงจากวิธีคิดที่มองการเมืองจากส่วนบนลงล่าง เมื่อกฎหมายถูกยกให้เป็นศูนย์กลาง พื้นที่ย่อมถูกลดสถานะจากฐานปัญหา เหลือเพียงพื้นที่รองรับผลของนโยบาย
เมื่อบทบาทของผู้แทนถูกกำหนดเช่นนี้ ความหมายของคำว่า “ผู้แทนราษฎร” จึงเปลี่ยนไปโดยอัตโนมัติ จากคนที่เชื่อมเสียงของชุมชนเข้าสู่ระบบอำนาจ กลายเป็นกลไกหนึ่งในโครงสร้างนิติบัญญัติ และเมื่อพื้นที่ไม่ใช่หัวใจของการทำงาน คำถามเรื่องความจำเป็นของการมีผู้แทนแบบแบ่งเขตย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้
เมื่อฐานคิดของพรรคกำหนดว่า สส. ไม่มีหน้าที่พัฒนาจังหวัด คำอธิบายที่ตามมามักวนกลับไปสู่หลักการเดียว คือ สส. มีหน้าที่แก้กฎหมาย หลักการนี้ในเชิงตำรายากจะโต้แย้ง แต่ปัญหาของมันอยู่ตรงจุดที่จบลงแค่หลักการ โดยไม่ยอมเผชิญข้อเท็จจริงของการเมืองภาคสนาม
การแก้กฎหมายไม่ใช่การคิดจากตัวบทลอย ๆ หากไม่รู้ว่าปัญหาของชาวบ้านอยู่ตรงไหน ไม่รู้ว่าความเดือดร้อนในจังหวัดหนึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างหรือปัญหาเชิงปฏิบัติ ไม่รู้ว่ากฎหมายเดิมใช้การไม่ได้เพราะอะไร การแก้กฎหมายย่อมกลายเป็นการเดา
ปัญหาที่ดินในจังหวัดหนึ่งไม่เหมือนปัญหาที่ดินในอีกจังหวัด ปัญหาแรงงานในพื้นที่อุตสาหกรรมไม่เหมือนแรงงานในชนบท หากผู้แทนไม่ลงพื้นที่ ไม่ฝังตัว ไม่รับรู้ความแตกต่างเหล่านี้ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่จะเขียนกฎหมายอย่างไร แต่คือจะรู้ได้อย่างไรว่าควรแก้ตรงไหน
การอ้างหลักการโดยตัดประสบการณ์จริงออกไป เท่ากับทำให้กฎหมายถูกเขียนจากมุมมองของคนที่ไม่เห็นปัญหาหน้างาน และเมื่อกฎหมายไม่ตอบโจทย์ ชาวบ้านคือคนที่ต้องแบกรับผล ไม่ใช่คนในสภา
การเมืองที่ลดพื้นที่ออกจากสมการตั้งแต่ต้น จึงเป็นการเมืองที่ตัดช่องทางรับรู้ปัญหาออกไปเอง ก่อนที่กระบวนการนิติบัญญัติจะเริ่มด้วยซ้ำ
เมื่อวิธีคิดนี้ถูกยึดเป็นแกนกลางของพรรคส้ม ผลลัพธ์ย่อมสะท้อนออกมาในโครงสร้างผู้สมัครอย่างชัดเจน ผู้สมัคร สส. ของพรรคส้มจำนวนมากถูกเปลี่ยนหน้าได้ เปลี่ยนคนได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีรากฐานในพื้นที่ เพราะตัวบุคคลไม่ใช่แกนหลัก สิ่งที่สำคัญกว่าคือสังกัดพรรคและกระแสที่พรรคสร้างขึ้น
ภาพที่ปรากฏในหลายพื้นที่คือ ผู้สมัครที่คนในชุมชนแทบไม่รู้จัก แต่กลับได้รับคะแนนเสียงจากความนิยมของพรรค มากกว่าความเชื่อมั่นในตัวผู้แทน ปรากฏการณ์เช่นนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลลัพธ์ตรงจากแนวคิดที่ลดความสำคัญของความผูกพันระหว่างผู้แทนกับชาวบ้าน
เมื่อผู้แทนไม่จำเป็นต้องฝังตัวในจังหวัด ความรับผิดชอบต่อปัญหาเฉพาะถิ่นก็ไม่ใช่ภาระหลักอีกต่อไป ปัญหาที่ไม่สามารถยกระดับเป็นวาทกรรมระดับชาติได้ง่าย มักถูกเลื่อนไปอยู่ชายขอบของความสนใจ เสียงของชุมชนจึงถูกกลบด้วยถ้อยคำเชิงโครงสร้างที่พูดแทนทุกพื้นที่พร้อมกัน
หลายคนอาจมองว่าวิธีคิดแบบนี้คือการก้าวข้ามการเมืองแบบเก่า แต่ในอีกมุมหนึ่ง มันคือการตัดขาดความสัมพันธ์ระหว่างผู้แทนกับผู้ถูกแทนอย่างเป็นระบบ เมื่อผู้แทนไม่จำเป็นต้องรู้จักคนในพื้นที่ คนในพื้นที่ก็ไม่จำเป็นต้องรู้จักผู้แทน การเมืองจึงดำรงอยู่ได้ด้วยกระแส มากกว่าความไว้วางใจ
ความผูกพันระหว่างผู้แทนกับพื้นที่อาจถูกมองว่าเป็นวิธีคิดแบบเดิม แต่ในทางปฏิบัติ มันคือกลไกตรวจสอบอย่างหนึ่ง เมื่อผู้แทนต้องเผชิญหน้ากับชาวบ้าน ต้องตอบคำถาม ต้องรับแรงสะท้อนจากปัญหาจริง ผู้แทนย่อมไม่สามารถอ้างหลักการเพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบได้ตลอดเวลา
การตัดความสัมพันธ์นี้ออกไป ทำให้ผู้แทนพ้นจากแรงสะท้อนของผลลัพธ์ทางนโยบายโดยตรง กฎหมายที่เขียนพลาดไม่จำเป็นต้องย้อนกลับมาเป็นแรงกดดันในพื้นที่ของตนเองทันที และเมื่อแรงสะท้อนลดลง ความรับผิดชอบก็ลดลงตามไปด้วย
การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 จึงไม่ได้เป็นเพียงการเลือกระหว่างพรรคหรือแนวคิด แต่เป็นการตัดสินใจว่าจะยอมรับการเมืองที่ให้ความสำคัญกับหลักการเหนือชีวิตจริงหรือไม่ เมื่อพรรคหนึ่งประกาศชัดว่าผู้แทนไม่จำเป็นต้องพัฒนาจังหวัด ผู้เลือกตั้งย่อมต้องตั้งคำถามให้หนักขึ้นว่า ใครจะเป็นคนรับฟังปัญหาของชุมชน และใครจะเป็นคนแปลงความเดือดร้อนเหล่านั้นให้กลายเป็นเนื้อหาของกฎหมาย
การเข้าคูหาคือสิทธิของประชาชน แต่สิทธินั้นมีความหมายก็ต่อเมื่อเข้าใจผลลัพธ์ที่ตามมา หากยอมรับแนวคิดที่ตัดพื้นที่ออกจากบทบาทผู้แทน ก็ต้องยอมรับการเมืองที่ห่างจากชาวบ้านมากขึ้นเช่นกัน และนี่คือประเด็นที่ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจำเป็นต้องคิดให้ครบถ้วน ก่อนตัดสินใจในวันอาทิตย์นี้.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
คำร้องคดีเลือกตั้งเสี่ยงโมฆะ หากศาล รธน.ทำลายหลักการจะเกิดวิกฤตศรัทธา
มติของที่ประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเมื่อ 18 มี.ค.ที่ผ่านมา ที่มีมติ 6 ต่อ 3 รับคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดิน ให้วินิจฉัยกรณีการจัดเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569
ดร.ณัฏฐ์ ชี้ปมบัตรเลือกตั้ง ภาระพิสูจน์ตกที่ กกต. หากแจงชัด ศาลรธน.อาจงดไต่สวน
“ดร.ณัฏฐ์” ชี้ปมคดีบัตรเลือกตั้ง เป็นปัญหาข้อเท็จจริง หน้าที่ กกต.พิสูจน์ หากมีพยานหลักฐานเพียงพอเปิดช่องให้ ศาล รธน. งดไต่สวน กำหนดวันชี้ชะตาได้
แพ้เลือกตั้ง-งูเห่าสีส้ม พรรคประชาชนขาลงกลางพายุคดี 44 สส.
หากมองสถานการณ์ของพรรคประชาชนในเวลานี้แบบไม่อ้อม ต้องยอมรับว่าพรรคกำลังอยู่ในช่วงขาลง และเป็นขาลงที่เกิดจากปัจจัยต่อเนื่อง ไม่ใช่เหตุการณ์จุดเดียว
'พรรคส้ม' คึก! ยื่นญัตติ-กม.อื้อ เล็งรื้อสารพัดระบบถอดถอน องค์กรอิสระ ปฏิรูประบบราชการ
สภาฯ คึกคัก สส.ยื่นญัตติบรรจุเข้าวาระการประชุม ด้าน ‘พรรคประชาชน’ ยื่นญัตติ 9 ชุด และกฎหมาย 9 ชุดแรก เล็งรื้อสารพัดระบบถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง-องค์กรอิสระ ปฏิรูประบบราชการ-ปราบโกง เศรษฐกิจเป็นธรรม
'ณัฐพงษ์' เผยรู้ก่อนแล้วมีงูเห่าส้มโหวต 'อนุทิน' เชื่อมีเป้าหมายทำลายความเชื่อมั่นพรรค
"ณัฐพงษ์" เผยรู้ก่อนแล้วจะมีงูเห่าโหวต "อนุทิน" ยัน ม่เสียสมาธิ พร้อมดําเนินการภายในอย่างเต็มที่ ซัดคนซื้อทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบการเมือง ปัดตอบ ปฏิบัติการงูดูดงู สส.เป็นหนี้จากสู้ศึกเลือกตั้ง บอก เลขาติ่ง ยื่นลาออกนานแล้วแต่เบรคไว้ก่อน ขอช่วยอยู่ทำงาน ก่อนปรับทัพใหญ่ ปลายเม.ย.
ปชน. ซัด 'โสภณ' ไม่รักษาสัจจะ พูดแล้วไม่ทำ รีบปิดประชุมสภาฯ หนีอภิปรายวิกฤตน้ำมัน
ปชน. ซัด "โสภณ" ไม่รักษาสัจจะ พูดแล้วไม่ทำ พร้อมจับตา ศบก. สอยคนทำผิดกักตุนน้ำมัน หากจับไม่ได้ ทำลายความเชื่อมั่นปชช.ตั้งแต่วันแรก

