
ตลอดการหาเสียงเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 พรรคประชาชนหรือพรรคส้ม พูดคำว่า “เชื่อในประชาชน” แทบทุกเวที คำนี้ถูกยกขึ้นมาเป็นเครื่องหมายการค้า ใช้ย้ำว่าพรรคนี้ต่างจากการเมืองแบบเดิม ไม่ดูถูกชาวบ้าน และไม่มองประชาชนเป็นแค่ตัวเลขในคูหาเลือกตั้ง
คำขวัญฟังดูดี ฟังดูสูง และให้ภาพว่าพรรคนี้ยืนอยู่ฝั่งที่ให้ค่ากับคนเท่ากันหมด
แต่เมื่อดูวิธีที่พรรคส้มและผู้สนับสนุนอธิบายคำว่า “ประชาชน” ให้ลึกลงไป ภาพที่ปรากฏกลับสวนทางกับคำขวัญนั้นอย่างชัดเจน
ในกรอบคิดของพรรคส้ม ใครก็ตามที่เชียร์พรรค ไม่ว่าจะยืนหน้าเวที กดไลก์ แชร์โพสต์ หรือแสดงตัวอยู่บนโซเชียล ถูกนับรวมเป็นประชาชนชั้นดีโดยอัตโนมัติ เป็นพลังบริสุทธิ์ เป็นฝ่ายประชาธิปไตย และเป็นคนที่มาถูกทางทางการเมือง
การเชียร์พรรคจึงกลายเป็นเครื่องรับรองคุณภาพของความเป็นประชาชน โดยไม่จำเป็นต้องพิสูจน์อะไรไปมากกว่านั้น
ภาพหน้าเวทีปราศรัยถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ย้ำกรอบคิดนี้ ภาพถ่ายมุมกว้าง แสงแฟลชจากมือถือที่ถูกชูขึ้นพร้อมกันในยามค่ำ มักถูกตามด้วยประโยคคุ้นตาว่า จังหวัดนี้แตกแล้ว จังหวัดนั้นแตกแล้ว ประเทศไทยกำลังจะเปลี่ยน ไม่มีการจัดตั้ง ไม่มีการจ่ายเงิน นี่คือพลังบริสุทธิ์ของประชาชน
ภาพเหล่านี้ไม่ใช่แค่การอวดบรรยากาศ แต่ทำหน้าที่บอกกลาย ๆ ว่า ฝ่ายนี้คือประชาชนของจริง เป็นเสียงที่ถูกต้อง และเป็นเสียงที่ควรถูกนับเป็นศูนย์กลางของการเปลี่ยนแปลง
เมื่อภาพแบบนี้ถูกใช้ซ้ำ ๆ เสียงที่อยู่นอกกรอบเดียวกันก็ถูกผลักออกไปโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องถูกเถียง ไม่ต้องถูกฟัง แค่ไม่อยู่ฝั่งเดียวกันก็พอแล้ว
เมื่อกรอบคิดนี้ถูกวางไว้แล้ว คนที่ไม่ได้เชียร์พรรคส้ม ไม่จำเป็นต้องไปยืนอยู่หน้าเวทีเดียวกันด้วยซ้ำ ก็ถูกจัดให้อยู่อีกระดับทันที
พอเป็นมวลชนที่ไปฟังการปราศรัยของพรรคการเมืองอื่น วิธีอธิบายของพรรคส้มและกองเชียร์พรรคส้มก็เปลี่ยนทันที จากประชาชนที่มาเอง กลายเป็นมวลชนจัดตั้ง จากคนที่ตั้งใจมาฟังการเมือง กลายเป็นคนที่รับเงินมาฟังเวทีปราศรัย และถูกตัดออกจากสถานะ “พลังบริสุทธิ์” โดยไม่ต้องพิจารณาอย่างอื่น
ไม่ต้องฟังเหตุผล ไม่ต้องรู้ความคิด ไม่ต้องสนใจว่าเขาเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย การตัดสินจบตั้งแต่แรกว่า คนกลุ่มนี้เลือกเพราะเงิน และคิดไม่เป็น
ภาษาลักษณะนี้ไม่ได้เกิดจากใครคนเดียว แต่มันกลายเป็นภาษาปกติของด้อมส้มจำนวนไม่น้อย ใครไม่เลือกพรรคส้มมักถูกดูแคลนว่าแก่ จน หรือกระทั่งโง่ ราวกับว่าการคิดต่างทางการเมืองคือความบกพร่อง ไม่ใช่สิทธิของพลเมือง
ทั้งบนเวทีและในโลกออนไลน์ คนที่เลือกต่างถูกลดค่าให้เป็นประชาชนชั้นรอง เป็นเสียงที่มีตำหนิ และไม่สมควรถูกนับด้วยมาตรฐานเดียวกับ “พลังบริสุทธิ์” ของพรรค
ตรรกะพลังบริสุทธิ์ของพรรคส้มจึงไม่ใช่แค่คำพูดปลุกใจ แต่มันทำหน้าที่จัดลำดับคนอย่างเป็นระบบ
คนกลุ่มหนึ่งถูกยกให้คิดเป็น เลือกเป็น และเข้าใจการเมือง ขณะที่อีกกลุ่มถูกอธิบายว่าเลือกเพราะเงิน หรือถูกจูงใจจากผลประโยชน์ โดยไม่ต้องมีหลักฐาน และไม่จำเป็นต้องรับฟังเสียงเจ้าตัว
พรรคที่อ้างว่าเชื่อในประชาชน แต่ใช้คำว่า “รับเงิน” อธิบายเสียงที่ไม่เลือกตัวเอง กำลังส่งสัญญาณชัดว่า ประชาชนจำนวนมากไม่สมควรถูกเชื่อใจ
เมื่อการเลือกตั้งถูกอธิบายแบบนี้ ความหลากหลายทางความคิดก็หมดความหมาย และเสียงที่ไม่เข้าทางก็ไม่จำเป็นต้องรับฟัง
คำถามจึงไม่ใช่ว่าพรรคส้มพูดคำว่า “เชื่อในประชาชน” บ่อยแค่ไหน แต่คือเชื่อใคร และไม่เชื่อใคร
ถ้าคนที่เชียร์พรรคตัวเองถูกยกเป็นพลังบริสุทธิ์ แต่คนที่เลือกต่างถูกลดค่าเป็นมวลชนรับเงิน ถูกเหมาว่าคิดไม่เป็น คำว่าเชื่อในประชาชนก็เหลือไว้ใช้กับคนบางกลุ่มเท่านั้น
การเมืองที่ให้ค่าคนไม่เท่ากันตั้งแต่ก่อนหย่อนบัตร ไม่อาจเรียกตัวเองว่าการเมืองของประชาชนทั้งประเทศได้ และพรรคที่คิดแบบนี้ก็กำลังบอกสังคมตรง ๆ ว่า สำหรับเขา ประชาชนไม่ได้เท่ากันตั้งแต่ต้น.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ปชน. จี้ 'บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์' ตั้งเงื่อนไขทำ 'อีไอเอ' โครงการใหญ่ใช้ไฟเกิน 10 เมกะวัตต์
'กมธ.พัฒนาเศรษฐกิจ' เรียกร้อง 'บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์' เร่งกำหนดทำอีไอเอให้ชัด ขนาดใหญ่ใช้ไฟเกิน 10 เมกะวัตต์ ก่อนมีบริษัทปล่อยผีฉวยโอกาสช่วงสูญญากาศ หวั่น กระทบคนพื้นที่
'ทั่นโรม' จี้คุ้ยเส้นทางการเงินเครือข่ายสแกมเมอร์หลังพ่อมะกันขึ้นบัญชีดำ!
'โรม' จี้รัฐบาลเร่งสอบสาวไส้เส้นทางการเงิน -คดีความเครือข่ายแสกมเมอร์ในไทย หลัง 'วรภัค' จ่อถูกแบล็กลิสต์มะกัน – หวั่นกระทบภาพลักษณ์-ความน่าเชื่อถือประเทศไทย
มีแต่พระเอก! โรมซัดอย่าโยงพรรคในคดีฮั้วเพราะไม่มีใครนิยามตัวเองเป็น สว.ส้ม
'โรม' อัดยับวาทกรรมตีตรา ชี้ไม่มี สว.คนไหนนิยามตัวเองเป็น 'สว.สีส้ม' ซัดเป็นพฤติกรรมเบี่ยงประเด็นหวังลากคนอื่นเข้าคลองในลักษณะ 'ถ้าผมชั่ว คุณก็ต้องชั่วเหมือนผม'
'รังสิมันต์' ฉุน 'ไชยชนก' เบี้ยวแจง กมธ.รอบที่ 6
'โรม' ฉุน 'ไชยชนก' เบี้ยวแจงปมสินบน 40 ล้าน-ส่งตัวแทนเป็นครั้งที่ 6 ถามเข้าใจปัญหาจริงหรือไม่ หรือยกเมฆมาพูดลอยๆ ลั่นถ้าไม่มีหลักฐานเท่ากับโกหกกลางสภา
'อ.อัจฉราวดี' เชียร์ 'พลพีร์' ซัดพรรคส้มปั่นคดีฮั้ว สว. หวังล้มรัฐบาล ไม่ใช่เพื่อความยุติธรรม
อ.อัจฉราวดี วงศ์สกล วิปัสสนาจารย์ชื่อดัง ผู้ก่อตั้งมูลนิธิโรงเรียนแห่งชีวิต ในฐานะโหวตเตอร์พรรคภูมิใจไทยให้เลือกชนะเลือกตั้ง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า รู้เช่นเห็นชาติพรรคส้มมานาน
น้องครับ…'ธนาธร-พิธา' ยังต้องรอ
เมื่อวานคุยเรื่องหวยกันไป เป็นยังไงกันบ้างครับ ส่วนผม…โดนกินตามระเบียบ หลายคนก็คงพอกัน

