ไขข้อข้องใจ! ติดเชื้อ 'ฝีดาษลิง' จากห้องส้วมได้หรือไม่

1 ส.ค. 2565 – ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า เราสามารถติดเชื้อไวรัสฝีดาษลิงจากที่นั่งส้วมในห้องน้ำได้หรือไม่

คำถามนี้กระตุ้นให้มีการทบทวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวิธีการแพร่เชื้อของไวรัสฝีดาษลิงระหว่างคนสู่คน (ภาพ1)

ผิวหนังปรกติของคนเราจะเป็นปราการด่านแรกและด่านสำคัญในการป้องกันการติดเชื้อจากบรรดาจุลชีพ รวมทั้งไวรัสฝีดาษลิงจากสิ่งแวดล้อมภายนอกได้ สังเกตจากการปลูกฝีในอดีตที่ใช้เชื้อไวรัสฝีดาษม้า “ vaccinia virus” (ซึ่งเดิมเราเข้าใจกันว่าเป็นเชื้อไวรัสฝีดาษวัว) มาปลูกฝี ต้องใช้วัตถุมีคม เช่น มีดปลายแหลม หรือ เข็ม มากรีด หรือขีดข่วนผิวหนังบริเวณต้นแขนให้เกิดแผล(เลือดไหลซิบ) ก่อนหยดหนองฝีจากสัตว์ลงไปเพื่อช่วยให้ไวรัสเชื้อเป็นในหนองฝีเข้าสู่ผิวหนังและเพิ่มจำนวนกระตุ้นร่างกายให้สร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาได้

จากประสบการณ์ตรงในอดีตที่เคยถูกปลูกฝีร่วมกับเพื่อนในชั้น เพื่อนหลายคนปลูกฝีไม่ขึ้น (ไม่เกิดแผลเป็น) ต้องมาปลูกฝีซ้ำกันอีกรอบ อันแสดงให้เห็นว่าการติดเชื้อไวรัสฝีดาษผ่านทางผิวหนังไม่ได้เกิดขึ้นได้โดยง่าย เว้นแต่ผิวหนังบริเวณนั้นมีรอยถลอกหรือเป็นแผลสด ขนาดผิวหนังมีรอยถลอกหรือแผลไม่ลึกมากพอเชื้อไวรัสก็ไม่สามารถมาติดเราได้ จึงอาจพอตอบคำถามได้ว่าเป็นการ “ยากมาก” ที่เราจะติดเชื้อไวรัสฝีดาษลิงจากที่นั่งส้วม เว้นแต่เรามีแผลสดที่ก้น

โรคฝีดาษลิงเป็นโรคติดต่อเข้าสู่ร่างกายผ่านผิวหนังที่มีรอยถลอกหรือบาดแผลสด รวมทั้งสามารถเข้าสู่ร่างกายทางเยื่อบุต่างๆ เช่นเยื่อบุในปาก เยื่อบุโพรงจมูก เยื่อบุดวงตา เยื่อบุช่องคลอด เยื่อบุทวารหนัก ฯลฯ โดยผ่านทางนิ้วมือ อวัยวะเพศ หรือ วัตถุที่เป็นพาหะนำโรค (fomite) เช่น ผ้าปูที่นอน ผ้าเช็ดตัว เซ็กซ์ทอย (ที่กับช่องคลอดหรือกับรูทวาร) ที่ใช้ร่วมกันโดยยังมิได้ชำระฆ่าเชื้อ

ในปี ค.ศ. 1798 หรือประมาณ “224 ปี” ที่ผ่านมา นพ.เอดเวิร์ด เจนเนอร์ ชาวอังกฤษได้เผยแพร่วิธีปลูกฝี โดยผู้ที่เข้ารับการปลูกฝี จะถูกกรีดบริเวณต้นแขนให้เกิดแผลสดก่อนการหยดหนองฝีจากสัตว์ลงไป (vaccination) (ภาพ2) พบว่าสามารถป้องกันการติดเชื้อโรคฝีดาษ (smallpox) ได้ตลอดชีวิต

ในปี ค.ศ. 1720 หรือประมาณ “302 ปี” ที่ผ่านมา ในประเทศจีนและอินเดีย ได้มีการใช้หนองฝีของคนที่เป็นฝีดาษทำให้แห้ง บดเป็นผง และเป่าผ่านเข้าทางรูจมูก (mucosal vaccination) ของผู้คนที่ต้องการจะป้องกันตนเองจากการติดเชื้อฝีดาษในสมัยนั้น เรียกวิธีนี้ว่า “Variolation” (ภาพ2) ไวรัสจะเข้าไปในเยื่อบุทางเดินหายใจเพิ่มจำนวนในวงจำกัดและเกิดการกระตุ้นภูมิคุ้มกันป้องกันต่อการติดเชื้อไวรัสฝีดาษ

ในทั้งสองกรณีที่กล่าวพิสูจน์ว่ามนุษย์เราสามารถติดเชื้อฝีดาษผ่าน รอยถลอก บาดแผลสด และเยื่อบุ (mucosal tissue) ในร่างกาย.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ศูนย์จีโนมฯ พร้อมถอดรหัสพันธุกรรมจับ 'ลางยา' ไวรัสตัวใหม่ในจีน

ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ โรงพยาบาลรามาธิบดี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า เตรียมพร้อมถอดรหัสพันธุกรรมเพื่อตรวจจับไวรัส “ลางยาเฮนิปาห์” (Langya henipavirus) หรือ “เลย์วี” (LayV)

'บิ๊กตู่' ตามติดฝีดาษลิง คาดวัคซีนถึงไทยปลายเดือนนี้

นายกฯ ติดตามสถานการณ์โรคฝีดาษวานรใกล้ชิด สั่งการทุกหน่วยงานร่วมกันป้องกันและควบคุมอย่างเข้มงวด มั่นใจการทำงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เผยคืบหน้าหาวัคซีนฯ คาดเข้าไทยปลายเดือนส.ค.นี้

จับตาสายพันธุ์ใหม่ 'BA.4.6' ระบาดหนักในสหรัฐ แพร่เร็วกว่า 'BA.5-BA.2.75'

ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ โรงพยาบาลรามาธิบดี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า เริ่มติดตามโอมิครอนสายพันธุ์ย่อย BA.4.6 ที่พบระบาดในสหรัฐอเมริกา เนื่องจากมีการเติบโต-แพร่ระบาด (relative growth advantage)

กทม. แจง 2 รายเสี่ยงสูงฝีดาษลิง คัดกรองกักตัวแล้ว เร่งหาชายชาวต่างชาติ

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และ น.ส.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าฯ กทม. แถลงข่าวกรณีรับทราบข้อมูลผลตรวจยืนยัน พบผู้ป่วยฝีดาษลิงรายที่ 2 ของกรุงเทพฯ

แฟนสาวผู้ป่วย 'ฝีดาษลิง' ชาวเยอรมัน ผลตรวจเป็นลบ กลุ่มเสี่ยงยังไม่มีอาการ

นายแพทย์กู้ศักดิ์ กู้เกียรติกูล นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า จากการพบผู้ป่วยโรคฝีดาษวานร รายที่ 2 ของจังหวัดภูเก็ต เป็นชายชาวเยอรมัน เข้ามาพักกับแฟนสาวชาวไทย และครอบครัว ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต

สสจ.ภูเก็ต แจงยิบ 'ฝีดาษลิง' รายที่ 3 ของไทย ติดเชื้อจากต่างประเทศ มีกลุ่มเสี่ยง 7 ราย

นายแพทย์กู้ศักดิ์ กู้เกียรติกูล นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดภูเก็ต แถลงข่าวกรณีพบผู้ป่วยฝีดาษวานร รายที่ 3 ว่า กรมควบคุมโรครายงานโรคฝีดาษวานรเคสที่ 3ของประเทศ เป็นเคสที่ 2 ของจังหวัดภูเก็ต