เป้าหมายต้นปีกับความสุขและความสมดุลในชีวิต

สวัสดีค่ะ ผู้รักสุขภาพทุกท่าน ปีนึงเวลาผ่านไปไวมาก เวลาพาเราเดินทางมาถึงต้นปีอย่างรวดเร็ว ผ่านเรื่องราว ผู้คน และประสบการณ์ต่างๆ มากมาย จนบางทีเราเองยังจำไม่หมดว่า มีรายละเอียดอะไรบ้าง และเราเองอาจจะลืมเป้าหมาย (หรือปณิธาน) ที่เราเคยตั้งใจไว้ในปีที่แล้วว่า อยากจะทำอะไร เพราะอาจจะยุ่งกับงานจนลืมความแน่วแน่เดิมในครั้งก่อน บางคนมีเป้าหมายเกี่ยวกับเรื่องงาน เรื่องเรียน เรื่องธุรกิจ เรื่องครอบครัว เรื่องการพัฒนาตนเอง หรือ เรื่องสุขภาพ อันนี้สุดแล้วแต่ว่า ใครจะเน้นไปที่เรื่องใด แต่ที่สำคัญคือ เรามีความสุข และความสมดุลในการดำเนินชีวิตไหม

ผู้เขียนเคยเจอคนรู้จักบางคน รักในงานของตนเอง มีความสุขกับบทบาทของผู้ปฏิบัติ ตั้งใจทำงาน ทุ่มเทให้กับองค์กรมากๆ บางครั้งเจ้านายมอบหมายงานให้ทำก็รับงานมาโดยที่ไม่ได้มองภาระงานหลักของตนเองที่มีอยู่ ทำให้งานล้นมือ ต้องทำงานเกินเวลา และพาลจะส่งผลต่อการให้เวลากับครอบครัว ถ้าเป็นแบบนี้แสดงว่า เรามีความสุขกับงาน แต่อีกทางหนึ่ง ชีวิตไม่มีความสมดุล เพราะไม่ได้อยู่กับครอบครัว ไม่ได้เล่นกับลูกหลังเลิกงาน ส่วนคนรู้จักอีกท่านหนึ่ง เป็นคนที่เก่งในเรื่องการทำธุรกิจ หยิบจับอะไรเป็นเงินเป็นทองไปหมด มีสายตาพ่อค้า ในสมองจะคิดเรื่องรายได้ และกำไรของโครงการต่างๆ ช่วงค่ำยังมองหาโอกาสทางธุรกิจ นัดพรรคพวกคุยเรื่องธุรกิจ โดยวางแผนว่า ปีหน้าต้องมีรายได้ตามที่คาดไว้ ทำให้นักธุรกิจรายนี้เติบโตแบบก้าวกระโดด แต่ก็ต้องแลกมาด้วยการนอนดึกเป็นประจำ และต้องรีบเร่งในการทำงาน การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์จึงเป็นเรื่องไกลตัว เจอเมนูใดที่สะดวกรับประทานก็ไม่ได้มองเรื่องคุณประโยชน์สารอาหาร เน้นอาหารจานด่วนประเภทฟาสต์ฟูดเป็นหลัก ส่วนการออกกำลังกายไม่ต้องพูดถึง แทบจะไม่ได้เข้ายิมเลย และมีปัญหาเรื่องออฟฟิศซินโดรมตามมาจากการนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน นี่เป็นเพียงสองตัวอย่างของผู้ที่ใช้ชีวิตไม่สมดุล ผู้เขียนขอใช้คำว่า ขาดศิลปะในการดำเนินชีวิต

ในชีวิตคนเราทุกคนมีเวลา 24 ชั่วโมงเท่ากัน ขึ้นอยู่กับว่า เราจะจัดสรรเวลาอย่างไร อย่ามัวแต่เน้นเรื่องงาน เรื่องเงิน เรื่องความร่ำรวย จนมองข้ามบางอย่างในชีวิตไป เพราะสิ่งที่เราได้มานั้น มักจะต้องแลกกับบางอย่างเช่นเดียวกัน หลายสิ่งไม่สามารถใช้เงินซื้อกลับมาได้ เช่น การอยู่กับครอบครัว การใช้เวลาท่องเที่ยวกับคนที่เรารัก ช่วงเวลาสำคัญกับคนพิเศษในชีวิต ที่เป็นโมเมนต์รื่นรมย์ประทับใจ นึกถึงทีไรรู้สึกอบอุ่นหัวใจ เรื่องแบบนี้ย้อนเวลาไม่ได้ รวมทั้งเรื่องสุขภาพด้วย อันนี้สำคัญมากๆ และคนส่วนมากมักละเลย บางคนทำงานหนักมาก ไม่มีเวลาดูแลตัวเอง รู้ตัวอีกทีโรคภัยไข้เจ็บมาเยือนแล้ว จากสัญญาณปวดหลัง ปวดศรีษะ อาการเครียด เจ็บป่วยแบบหาสาเหตุไม่ได้ เราอาจจะหาโอกาสช่วงต้นนี้ ตั้งเป้าหมายในเรื่องสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย การฝึกโยคะ การนั่งนั่งสมาธิ ลองแบ่งเวลาสำหรับเรื่องเหล่านี้ก็น่าจะดีไม่น้อย สำหรับผู้ที่ไม่คุ้นชินอาจจะมองเป็นเรื่องยาก แต่ถ้าเราค่อยๆ ปรับเวลาไปทีละนิด แบบค่อยเป็นค่อยไป จะง่ายกว่าและไม่เร่งรัดตนเองตนเกินไป เช่น ตอนเช้าอาจจะเริ่มจากหาเวลาออกกำลังกาย สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง ครั้งละ 15 นาที (ผู้เขียนเคยเจอคนที่ไม่เคยออกกำลังกายเลย การใช้เวลาออกกำลังกายแค่ 15 นาที เป็นเวลาที่นานมากสำหรับท่านนี้) เมื่อเริ่มทำได้แล้ว ต่อมาค่อยปรับเป็นสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง ครั้งละ 30 นาที และทุกวัน วันละ 60 นาที สำหรับเรื่องจำนวนครั้งและระยะเวลานี้สามารถปรับเปลี่ยนได้ขึ้นอยู่กับความสามารถและสภาพจิตใจของผู้ฝึก และตอนก่อนนอนใช้เวลานั่งสมาธิสักครู่ พักจิตที่วุ่นวายจากการทำงานมากทั้งวัน ก่อนจะล้มตัวลงนอน

เป้าหมายสุขภาพนี้คนที่ทำเท่านั้นจะเห็นผลลัพธ์ รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น ถ้าสุขภาพดี สิ่งดีๆในชีวิตจะตามมา เพราะด่านแรกจิตสื่อสารกับร่างกายให้มีความตั้งใจในการออกกำลังกาย และจิตนี้จะเป็นตัวบอกให้ร่างกายเราตั้งใจกับการทำสิ่งอื่นๆ ในชีวิตประจำวันตามไปด้วย จนคุ้นชินกับการตั้งใจทำทุกอย่างโดยไม่ฝืน คนที่ตั้งใจทำสิ่งหนึ่งแม้จะเป็นสิ่งเล็กๆ แต่จะผลักดันให้เกิดความสำเร็จในการดำเนินชีวิตได้อย่างน่าประหลาด ดังนั้นการมีสุขภาพที่ดี ไม่ใช่แค่ร่างกายแข็งแรงเท่านั้น ยังช่วยส่งเสริมอุปนิสัยส่วนตัวและความสำเร็จในด้านอื่นด้วย

เป้าหมายของคนเราก็เหมือนเรือที่มีหางเสือ เรือแล่นกลางทะเลที่มีหางเสือย่อมสามารถควบคุมใบพัดและแล่นไปถึงจุดหมายได้เร็วกว่าเรือที่พายแบบไร้ทิศทาง ขอให้ผู้อ่านทุกท่านวางเป้าหมายในชีวิตและประสบความสำเร็จตามที่ตั้งใจไว้

ดร.ธีติมา ปิยะศิริศิลป์

ผู้สอนวิชาโยคะ สมาธิและศิลปะการดำเนินชีวิต

กลุ่มวิชาศึกษาทั่วไป มหาวิทยาลัยสยาม

facebook.com/YogaMeditationandArtofliving