
15 พ.ค. 2569 – ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ศาสตราจารย์เชี่ยวชาญทางอายุรกรรมและสมอง และเครือข่ายพันธมิตรวิจัยวิทยาศาสตร์สุขภาพเพื่อคนไทย โพสต์เฟซบุ๊กแชร์ข้อมูลของ ดร.นพ.ชลธวัช สุวรรณปิยะศิริ เรื่อง”เส้นเลือดสมองอุดตันจากการฉีดสารเติมเต็มที่หน้า วิเคราะห์ข้อมูลย้อนหลัง 30 ปี” โดยระบุว่า
วิเคราะห์ข้อมูลย้อนหลัง 30 ปี (1993–2024)
จากการศึกษากลุ่มตัวอย่าง 55 ราย มีประเด็นสำคัญดังนี้
-กลุ่มประชากร ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง (89%) อายุเฉลี่ย 32 ปี (18–61 ปี) และที่น่าสนใจคือ 89% ไม่มีโรคประจำตัวหรือปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือด (cardiovascular risk factors) มาก่อน
-สารเติมเต็มที่ก่อปัญหา พบว่า autologous fat (60%) เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิด stroke มากที่สุด รองลงมาคือ hyaluronic acid (HA) (31%), poly-D,L-lactic acid (PDLLA) (5%)
-บริเวณที่ฉีดซึ่งเสี่ยงสูงสุดคือ glabella (32%) และ temples (23%) ตามมาด้วย forehead (17%) และ nose& nose bridge (17%)
กลไกหลักเกิดจาก intra-arterial injection โดยสารเติมเต็มถูกฉีดเข้าสู่แขนงของ extracranial arteries เช่น supratrochlear, supraorbital หรือ superficial temporal arteries จากนั้นสารเติมเต็มจะไหลย้อนกลับ (retrograde flow) เข้าสู่ ophthalmic artery และเข้าสู่ internal carotid artery system ส่งผลให้เกิดการอุดตันของหลอดเลือดในสมองส่วนหน้า (anterior circulation)
Clinical Presentations :
-อาการทางตา พบได้ 53% ของผู้ป่วย โดยส่วนใหญ่มีอาการตามัวข้างเดียว (monocular blurring) หรือตาบอดเฉียบพลัน และมักมีอาการปวดตาร่วมด้วย
-อาการทางระบบประสาท พบ hemiparesis, hemiplegia 55%
-ความรู้สึกตัวลดลง หรือ confusion (47%)
-Aphasia และเวียนศีรษะ
มีผู้ป่วย 10% ที่ตรวจพบรอยโรค stroke จากการทำ MRI หรือ CT โดยที่ไม่มีอาการทางระบบประสาทที่ชัดเจน แต่มาด้วยอาการทางตาเพียงอย่างเดียว
ลักษณะทางรังสีวิทยาส่วนใหญ่เป็น unilateral infarct (83%) และมักเป็นรอยโรคขนาดใหญ่ (large infarcts) 67%
ในกลุ่มที่ใช้ autologous fat มักพบรอยโรคขนาดใหญ่กว่ากลุ่มที่ใช้ HA อย่างมีนัยสำคัญ (93% vs 24%, P<0.0001) เนื่องจากขนาดอนุภาคไขมันประมาณ 400–1000 µm มีขนาดใหญ่กว่าอนุภาค HA (30–70 µm) จึงอุดตันหลอดเลือดสมองที่มีขนาดใหญ่กว่าได้
Management and outcomes :
ปัจจุบันยังไม่มีมาตรฐานการรักษาที่ชัดเจนสำหรับ filler-induced stroke วิธีที่ใช้บ่อยที่สุดคือการให้ corticosteroids (29%) และ antiplatelet agents (27%) ส่วนการฉีด hyaluronidase พบ 7% และ hyperbaric oxygen 5%
ผลลัพธ์ระยะยาว มีเพียง 40% ของผู้ป่วยเท่านั้นที่กลับมามีการทำงานของร่างกายในเกณฑ์ดี (good functional recovery) โดยกลุ่ม autologous fat มีพยากรณ์โรคที่แย่กว่าอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีอัตราการเดินไม่ได้ (non-ambulatory outcomes) สูงถึง 73% เมื่อเทียบกับกลุ่ม HA
คำแนะนำในทางปฏิบัติ
-เนื่องจากการเกิด stroke มักเกิดขึ้นทันทีหรือภายในเวลาอันสั้น แพทย์ควรเฝ้าระวังอาการผู้ป่วยอย่างน้อย 60 นาทีหลังฉีด โดยเฉพาะในบริเวณ high-risk zones เช่น glabella, temple
-หากผู้ป่วยมีการมองเห็นผิดปกติหลังฉีด ต้องส่งตรวจ brain MRI หรือ CT ทันทีแม้จะไม่มีอาการทางระบบประสาท (neurological deficits) เนื่องจากอาจเป็น asymptomatic stroke ที่ต้องการการประเมินเพื่อป้องกันการ progress ของโรค
-ควรระมัดระวังเป็นพิเศษเมื่อใช้ autologous fat เนื่องด้วยขนาดอนุภาคและ insolubility ทำให้หากพลาดเข้าหลอดเลือดจะมีความรุนแรงและพยากรณ์โรคแย่กว่า HA.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ผลวิจัยชี้ชัด 'รำมวยจีน' ดีต่อสุขภาพ ยังช่วย 'พาร์กินสัน' ได้
ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ศาสตราจารย์เชี่ยวชาญทางอายุรกรรมและสมอง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กในหัวข้อ "การรำมวยเพื่อสุขภาพ ยังช่วยพาร์กินสันได้" โดยระบุว่า
อาจารย์หมอเฉลย! กินตอนไหน แบบใด ถึงดีต่อสุขภาพ
ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ศาสตราจารย์เชี่ยวชาญทางอายุรกรรมและสมอง อาจารย์สาขาประสาทวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
'อาจารย์หมอ' เตือน 'ฮีทสโตรก' เทอร์โมสตัทพัง ภาวะสมองถูกหลอก อวัยวะสุก
ค่าดัชนีความร้อน heat index ไม่เท่ากับอุณหภูมิ ที่วัดภายนอกและจะสูง ขึ้นตามความชื้นสัมพัทธ์ โดยจะค่อยๆไปหลอกสมองให้ยินยอมตาม
ผงะ! หมอธีระวัฒน์เปิดข้อมูลปรากฏการณ์จันทร์หม่นเชื่อมโยงการฆ่าตัวตาย
ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการแพทย์บูรณาการและสาธารณสุข และที่ปรึกษาวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต
เปิดงานวิจัย 'เห็ดเมา' รักษาโรคซึมเศร้าอย่างรุนแรง
ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ศาสตราจารย์เชี่ยวชาญทางอายุรกรรมและสมอง ประธานศูนย์ความเป็นเลิศด้านการแพทย์บูรณาการ และสาธารณสุข มหาวิทยาลัยรังสิต โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเรื่อง สถานะของเห็ดเมา

