สังคมได้อะไรจากข่าวแก๊งบวชบุกโรงเรียน


เพิ่มเพื่อน    


    จากการติดตามข่าวแก๊งงานบวชบุกโรงเรียนวัดสิงห์ ทำร้ายครู รปภ. นักเรียน ขณะทำการสอบครั้งสำคัญที่จะตัดสินอนาคตของเด็กในการเข้าไปศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา ส่วนใหญ่ตามกระทู้หรือคอมเมนต์จะมีแต่คำก่นด่าว่า ที่น่าตกใจคือคำด่าที่รุนแรงเช่น “พวกชั้นต่ำ” “เดนมนุษย์” “ขยะสังคม” “ชั่วช้าเกินมนุษย์” เป็นคำตัดสินที่เหยียดหยาม แบ่งแยกชนชั้นและความเป็นมนุษย์อย่างเห็นได้ชัด ทุกคำตัดสินมาจากความเคียดแค้น ชิงชังต่อการกระทำของบุคคลกลุ่มนี้ แต่จะมีสักกี่คนที่หันมาทบทวนที่พฤติกรรมดังกล่าวว่าเกิดมาจากอะไร ถ้าเป็นลูกหลานเราจะแก้ไขอย่างไร หลายความเห็นตอบว่ามาจากสุราที่กินกันในงานบวช คำถามคือแล้วใครอนุญาตให้กิน ทางวัดได้มีการแจ้งหรือไม่ และมีผู้ใดห้ามปรามหรือเปล่า อย่าเถียงว่าเรื่องแบบนี้ต้องมีสามัญสำนึก ก็คนเราเกิดมาไม่เท่ากัน สภาพแวดล้อมการเลี้ยงดูตลอดจนระดับการศึกษาก็แตกต่างกัน จึงไม่แปลกที่เราจะเยาะหยันในคำตอบของพวกเขาที่ว่า “ไม่รู้ว่าสอบ GAT PAT คืออะไร” คำตอบนี้สะท้อนให้เห็นเลยว่าระบบการศึกษาของเราต่างหากที่แบ่งแยกคนในสังคมออกจากกัน
    หลายความเห็นกล่าวโทษกฎหมายว่าอ่อน ไม่มีบทลงโทษที่ทำให้หลาบจำ และให้โอกาสเยาวชนมากระทำความผิดซ้ำแล้วซ้ำอีก โดยตำหนิว่าคนกลุ่มนี้เป็นคนที่ “เลว” โดย “สันดาน” และมีความเชื่อว่าไม่มีทางแก้ไขได้ ในฐานะที่ทำงานคลุกคลีกับเด็กที่ก้าวพลาดในศาลเยาวชนและครอบครัว หน้าที่ของเราคือการ “แก้ไข บำบัด ฟื้นฟู” ให้เยาวชนที่ก้าวพลาดกลับเป็นคนดีสู่สังคม อาจจะแก้ไขไม่ได้ถึง 100% แต่จะมีหน่วยงานไหนที่มาช่วยกันในเชิงป้องกันการกระทำผิดของเยาวชนเหล่านี้ ตัวเลขของเยาวชนที่กระทำความผิดส่วนใหญ่มาจากการถูกให้ออกจากระบบการศึกษาในช่วงมัธยมต้นซึ่งเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ คำถามคือ อะไรทำให้เด็กถูกคัดออกจากระบบการศึกษา ส่วนใหญ่จะโทษว่าเด็กเหล่านี้เกเร เรียนหนังสือไม่ได้ แต่ไม่เคยย้อนดูว่าแล้วครูสอนอย่างไรถึงให้เด็กไม่อยากเรียนหนังสือ ระบบการศึกษาของไทยยิ่งแก้ไขยิ่งถอยหลังเข้าคลอง
    มาดูคุณภาพชีวิตและสภาพแวดล้อมของคนเหล่านี้กันบ้าง ส่วนใหญ่เยาวชนที่กระทำความผิดร้อยละ 64 มาจากครอบครัวที่พ่อแม่แยกกันอยู่และมีฐานะยากจน เด็กจึงได้เรียนแค่การศึกษาภาคบังคับ ถึงอยากจะเรียนต่อก็ต้องดิ้นรนเพราะฐานะทางบ้านไม่เอื้ออำนวย ไม่มีเงินเรียน และหากเด็กและเยาวชนออกจากระบบโรงเรียนเกิน 3 ปี ร้อยละ 90 ของเด็กเหล่านี้จะจบลงที่สถานพินิจ โดยร้อยละ 50 มาจากคดียาเสพติด ซึ่งแน่นอน เรียนไม่จบ ม.3 ต้องทำงานหาเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง งานที่ง่ายและเป็นเหยื่อของพ่อค้ายาก็คือการส่งยา ขายยาเป็นแชร์ลูกโซ่หรือระบบขายตรงที่กำลังระบาดอยู่ในตอนนี้ เมื่อพ้นโทษก็มาอยู่ในวงจรเดิม สภาพแวดล้อมเดิม หางานอื่นทำไม่ได้ก็ต้องมาค้ายาเหมือนเดิม สังคมของคนกลุ่มนี้มีทางเลือกอะไรให้พวกเขาได้เลือกบ้าง ผู้เขียนเห็นด้วยว่าการกระทำของแก๊งงานบวชบุกโรงเรียน เด็กแทงกันบนรถเมล์ หรือแม้กระทั่งเด็กแว้น เป็นพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้อง แต่การลงโทษ การดูถูก การแบ่งแยก การโจมตี เป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ คนที่อยู่ในสังคมคนละชนชั้นจะไม่มีวันได้สัมผัสหรือได้เข้าใจถึงพวกเขาเหล่านั้น มาช่วยกันแก้ไข บำบัด ฟื้นฟูและให้โอกาสพวกเขากันดีกว่า เพราะสังคมนี้เขาเหล่านั้นก็มีสิทธิ์ในการเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไม่ต่างไปจากพวกเรา การแบ่งแยก การลงโทษ การกีดกันไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ถาวร หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องควรจะแก้ปัญหาให้ตรงจุด เพราะเขาเหล่านั้นก็คงไม่อยากให้โดนตราหน้าว่าเป็น “สวะสังคม” หากสังคมมีทางเลือกให้พวกเขา.
                จิตติมา กุลประเสริฐรัตน์
              ([email protected])

 


เมื่อวานคุยเล่น  เรื่องลูกพรรคเพื่อไทย ร้องขอให้ "นายใหญ่" ส่งเมีย "คุณหญิงพจมาน" มาเป็น "ขอนไม้ดุ้นใหม่" ของพรรค ให้ลูกกบ-ลูกเขียดในพรรคได้เกาะ  วันนี้ ขอคุยซีเครียดซักนิด

อนาคต 'คนนินทาเมีย'
'โควิดคลาย-โรคอิจฉาคุ'
ไทย"เหนือคาดหมาย"เสมอ
วิสัยทัศน์"อินทรี-อีแร้ง"
"การ์ดเชิญ"๒๑ ตุลา.
เปิดประเทศ"เปิดตรงไหน?"