กากีกะสีเขียว


   

             ดูเหมือนไม่มีอะไรที่จะผ่านหูผ่านตาโลกไซเบอร์ไปได้จริงๆ ช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา บิ๊กแป๊ะ-พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา แม่ทัพใหญ่สีกากี เซ็นบันทึกข้อความ ตร.ส่งไปถึง จตช., รอง ผบ.ตร. หรือตำแหน่งเทียบเท่า ผู้ช่วย ผบ.ตร. หรือตำแหน่งเทียบเท่า ผบช.หรือตำแหน่งเทียบเท่า ผบก.ในสังกัด สง.ผบ.ตร. หรือผู้ดำรงตำแหน่งเทียบเท่า เรื่องแนวทางการพิจารณาและมาตรฐานการลงโทษทางวินัย  เนื้อหาเป็นการกำชับข้าราชการตำรวจเมื่อแต่งเครื่องแบบแล้วไม่ตัดผมหรือไว้ทรงผมให้ถูกต้องตามระเบียบที่ ตร.กำหนด อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาซึ่งสั่งในหน้าที่ราชการโดยชอบด้วยกฎหมายและระเบียบของทางราชการ ถือเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง ให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาโทษและดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง แต่แทนที่รายละเอียดเนื้อหาที่มีการลงโทษ ลงทัณฑ์ตำรวจที่ทำผิดระเบียบจะเรียกเสียฮือฮา กลับไปถูกโฟกัสที่ตัวบันทึกข้อความดังกล่าวที่ลงวันที่ 22  เมษายน 2561 แต่ในเนื้อหาคำสั่งบอกไว้ชัดเจนให้ยึดตามหนังสือ ตร. ที่ 0007/174 ก่อนหน้านี้ ซึ่งลงวันที่ 18 เม.ย.62 กำชับผู้บังคับบัญชาทุกหน่วยงานกวดขันความประพฤติและระเบียบวินัยข้าราชการตำรวจในสังกัด โดยเฉพาะเรื่องทรงผมให้เป็นไปตามระเบียบแบบแผนและคำสั่ง ตร.โดยเคร่งครัด...เล่นพิมพ์ผิดย้อนปีกันแบบนี้ ไม่รู้งานธุรการจะโดนตีก้นไปหรือยัง ๐

                ไหนๆ ก็เอ่ยถึงแนวทางการพิจารณาและมาตรฐานการลงโทษทางวินัย เลยต้องหยิบยกบทลงโทษที่ บิ๊กแป๊ะ วางเอาไว้มาให้พวก ตำรวจ อยากหล่อ ชอบลองของ ปล่อยผมผิดระเบียบได้สะดุ้งกัน เพราะตามหนังสือดังกล่าวระบุว่า ความผิดครั้งแรก ระดับโทษภาคทัณฑ์และให้ส่งฝึก ณ ศูนย์ฝึกยุทธวิธีตำรวจกลาง (หนองสาหร่าย) 10 วัน ความผิดครั้งที่สอง ระดับโทษกักยาม 3 วัน และให้ส่งฝึก ณ ศูนย์ฝึกยุทธวิธีตำรวจกลาง (หนองสาหร่าย) 20 วัน และความผิดครั้งที่สาม ระดับโทษกักขัง 7 วัน และให้ส่งฝึก ณ ศูนย์ฝึกยุทธวิธีตำรวจกลาง (หนองสาหร่าย) 30 วัน และให้ผู้บังคับบัญชานำไปเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาผลงานการปฏิบัติงานอีกส่วนหนึ่ง กรณีปล่อยปละละเลยไม่กวดขัน ควบคุมกำกับดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาที่บกพร่องตาม ข้อ 1.1 ให้พิจารณาข้อบกพร่องผู้บังคับบัญชาเหนือขึ้นไป 1 ระดับ  กรณีมีผู้บกพร่องหลายนาย ให้พิจารณาข้อบกพร่องผู้บังคับบัญชาชั้นเหนือขึ้นไปเพิ่มอีก 1 ระดับ...ใครจะเซ่นคำสั่ง ผบ.แป๊ะ เป็นประเดิมคอยฟังข่าวกันดู ๐

                ข่าวดีสำหรับคนอยากสวมเครื่องแบบผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ บิ๊กเบิ้ม-พล.ต.ท.ปิยะ อุทาโย โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แจ้งการรับสมัครและสอบแข่งขันบุคคลภายนอก ผู้มีวุฒิประกาศนียบัตรมัธยมศึกษาตอนปลาย หรือประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) หรือเทียบเท่า จำนวน 2,700 อัตรา บรรจุเป็นนักเรียนนายสิบตำรวจ (นสต.) ในพื้นที่ภาคใต้ ตำแหน่งผู้บังคับหมู่ (ปฏิบัติการป้องกันปราบปราม) สังกัดหน่วยงาน กองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดน ภาค 4 จำนวน 1,000 อัตรา คุณสมบัติเพศชาย วุฒิการศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) หรือเทียบเท่า อายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ และไม่เกิน 27  ปีบริบูรณ์ เป็นผู้มีภูมิลำเนาใน 14 จังหวัดภาคใต้ โดยต่อเนื่องมาไม่น้อยกว่า 6 เดือน นับถึงวันปิดรับสมัคร จำนวน 700 อัตรา และผู้มีภูมิลำเนาในพื้นที่อื่น จำนวน 300 อัตรา, ตำแหน่ง ผู้บังคับหมู่ (ทำหน้าที่ปฏิบัติการพิเศษ) สังกัดหน่วยงาน ตำรวจภูธรภาค 9 จำนวน 1,700 อัตรา คุณสมบัติเพศชาย  วุฒิการศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) หรือเทียบเท่า อายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ และไม่เกิน 27  ปีบริบูรณ์ เป็นผู้มีภูมิลำเนาในพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 9 (สงขลา, ตรัง, พัทลุง, สตูล, ยะลา, ปัตตานี และนราธิวาส) โดยต่อเนื่องมาไม่น้อยกว่า 6 เดือน นับถึงวันปิดรับสมัคร จำนวน 1,190 อัตรา และบุคคลทั่วไป จำนวน 510 อัตรา เปิดรับสมัครทางอินเทอร์เน็ต ในระหว่างวันที่ 22 เม.ย.-1 พ.ค.62 ผ่านทางเว็บไซต์ www.policeadmission.org เท่านั้น ๐

                ในการรับสมัครเข้าเป็นตำรวจครั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติมอบหมายให้ พล.ต.ต.อนุศักดิ์  โกมลศาสตร์ รองผู้บัญชาการประจำ สำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ปฏิบัติราชการกองบัญชาการศึกษา และ พล.ต.ต.หญิง สมศรี วุฒิเจริญกิจ ผู้บังคับการกองการสอบ เป็นหัวเรือใหญ่ในการรับแจ้งข่าวสารการพบเห็นการกระทำที่เข้าข่ายเป็นความผิดในลักษณะบุคคลหรือกลุ่มบุคคลแอบอ้างเรียกรับผลประโยชน์ โดยบอกสามารถช่วยเหลือให้เป็นข้าราชการตำรวจได้ ตลอดจนขบวนการชักชวนให้กระทำการทุจริตในขั้นตอนต่างๆ เพราะ บิ๊กเบิ้ม เน้นย้ำการสอบแข่งขันเข้ารับราชการตำรวจเป็นไปภายใต้หลักสุจริต โปร่งใส และเป็นธรรม คัดเลือกในรูปแบบคณะกรรมการทุกขั้นตอน หากใครหลงเชื่อนอกจากถูกหลอกแล้ว ยังจะถูกตัดสิทธิ์ในการรับคัดเลือก รวมทั้งอาจเข้าข่ายเป็นความผิดตามกฎหมายอาญาด้วย ๐

                เป็นอีกภัยคุกคามที่หน่วยงานความมั่นคงในภูมิภาคต่างๆ ของโลกต้องเตรียมรับมือกันอย่างเข้มแข็ง โดยปีนี้ยังเหนียวแน่นเหมือนเดิมสำหรับพันธมิตรมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ จีน และรัสเซีย ในภารกิจรับมือ ก่อการร้าย การประชุม วางแผนการฝึกขั้นกลางของคณะทำงานผู้เชี่ยวชาญด้านการต่อต้านการก่อการร้าย ภายใต้กรอบการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอาเซียนและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมประเทศคู่เจรจา ที่โรงแรมพูลแมนเมื่อวันก่อน บิ๊กโป๊ป-พล.ท.ชัชชัย ภัทรนาวิก  ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการก่อการร้ายสากล (ผบ.ศตก.) แถลงถึงความก้าวหน้าในการทำงานของ 18 ชาติ และเดือน พ.ย.นี้จะมีการฝึกร่วมครั้งที่ 3 ณ เมืองกุ้ยหลิน ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ว่าแล้วก็ต้องถามถึงหน่วยปฏิบัติการพิเศษทั่วโลกว่าเป็นหน่วยไหนอย่างไร แต่ดูเหมือนว่าเมื่อถามถึง สเปซนาส หน่วยปฏิบัติการพิเศษของรัสเซีย "บิ๊กโป๊ป" ตอบได้คล่องแคล่ว แถม "สปีก" ภาษารัสเซียคล่องปรื๋อ มาถึงบางอ้อเมื่อเจ้าตัวบอกว่าเคยเป็นผู้ช่วยทูตรัสเซียมาก่อนเลยพอสื่อสารได้  แถมเวลาสนทนาจะมีสเต็ปถอยหลังตามแบบฉบับของหมีขาว

                ว่าด้วยงานระดับอินเตอร์...ถือว่าช่วงนี้มีงานฝึกร่วมผสมอย่างต่อเนื่อง โดยกองทัพบกมีการฝึกถึง 3  รหัสการฝึกใน 3 ประเทศ เพื่อเสริมทักษะความชำนาญทางทหารให้กำลังพลสู่มาตรฐานสากล ทำให้กำลังพลได้เห็นรูปแบบการฝึกและเทคโนโลยีที่ทันสมัย เสริมสร้างประสบการณ์เฉพาะด้าน ซึ่งการฝึกทั้ง 3 รหัสได้แก่ TEMPLE JADE 19 ระหว่างวันที่ 27 เม.ย. - 17 พ.ค ที่กองพันที่ 1 กรมออสเตรเลียรักษาพระองค์ (1st Battalion, The Royal Australian Regiment (1 RAR)) ณ Lavarack barracks  เมืองทาวน์สวิลล์ รัฐควีนแลนด์ ประเทศออสเตรเลีย, Kocha Singa 19 (คชสีห์19) ระหว่าง 14-26  พ.ค.62 ที่สิงคโปร์ และ Lightning ระหว่างวันที่ 20 พ.ค. - 7 มิ.ย.62 ณ ค่ายสกอร์ฟิลต์ รัฐฮาวาย ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นไปตามนโยบาย "Smart Soldier Strong Army" ที่ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบกวางไว้

                 มาที่ฝั่งฟากของกองทัพเรือ...พล.ร.ท.รณรงค์ สิทธินันทน์ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน (ผบ.นย.) ได้มอบโอวาทส่งกำลังพลหมวดฝึกนาวิกโยธิน ก่อนจะเดินทางไปทำการฝึกร่วมผสม  Blue Strike 2019 ระหว่าง 2-8 พ.ค.62 ที่เมืองซ่านหวุ่ย มณฑลกวางตุ้ง สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยการฝึกร่วมผสม Blue Strike 2019 เป็นการฝึกระหว่างกองทัพเรือไทยกับกองทัพเรือจีน โดยกำลังร่วมฝึกฝ่ายไทย มี พล.ร.ต.ไพศาล มีศรี ผู้บัญชาการกองเรือฟริเกต ที่ 2 เป็นผู้อำนวยการกองอำนวยการฝึก Blue Strike 2019 จัดกำลังประกอบด้วย เรือหลวงบางปะกง เรือหลวงนเรศวร โดยทั้งสองลำเป็นหมู่เรือฝึกนักเรียนนายเรือ และหมวดฝึกนาวิกโยธิน ซึ่งในส่วนของหมวดฝึกนาวิกโยธินจะทำการฝึกการยุทธ์สะเทินน้ำสะเทินบก ณ เมืองซ่านหวุ่ย ในหัวข้อการฝึกทางยุทธวิธีของหน่วยขนาดเล็ก และมีการแลกเปลี่ยนศิลปะการป้องกันตัว ซึ่งฝ่ายนาวิกโยธินไทยได้เตรียมแม่ไม้มวยไทยไปเผยแพร่ให้ชาวจีนได้รู้จัก ๐

 


ไว้อาลัยแด่นักการเมืองรุ่นใหม่! คงติดโรคมาจากเมื่อครั้งเป็นพิธีกรข่าวโอ๊คทีวี พักหลัง ช่อ-พรรณิการ์ วานิช ถึงได้เปิดโรงน้ำแข็งหลอดรายวัน

งูเห่าหรือจะสู้ผึ้งแตกรัง
เรือดำน้ำกับทีท่ากรรมาธิการฯ
ทหารเกณฑ์ 'เกณฑ์ไปทำไม?'
ความเมืองเรื่อง "กล้วยและไข่"
เพื่อไทย 'หลอกแก้ผ้า' น้องใหม่
'ความลับทางทหารที่จำแม่น'