เราจะสืบทอดอะไรดี


   


    ผ่านไปแล้วสำหรับการเลือกนายกรัฐมนตรีของไทยคนที่ 29 ผลที่ได้ไม่เกินความคาดหมายและการทำนายของเซียนทางการเมือง เราได้นายกคนใหม่แต่ชื่อเดิม ด้วยคะแนนเสียงทั้งสภาบนและสภาล่างถึง 500 ต่อ 244 เสียงของ 7 พรรคการเมืองฝั่งตรงข้ามที่ชูประเด็นปิดสวิตช์การสืบทอดอำนาจ จึงเป็นประเด็นที่จะขอชวนท่านผู้อ่านมาขบคิดกันว่า ประเทศไทยของเราควรจะให้มีการสืบทอดอำนาจกันต่อไปจะดีหรือ
    “สองคนโยนตามช่อง” เป็นวลีที่เราคุ้นเคยกันดี หมายถึงต่างคนอาจต่างมองในมุมของตนเอง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระดับการศึกษา ทัศนคติ ประสบการณ์และการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของแต่ละบุคคลที่ส่งผลโดยตรงต่อวิธีคิดและมุมมองทางการเมือง ฝ่ายที่ต้องการเห็นความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง เบื่อหน่ายความขัดแย้งแบ่งสีแบ่งกลุ่มที่มีมาอย่างยาวนานกว่าสิบปี ก็อาจมองว่า คสช.สามารถตอบสนองต่อความต้องการนั้นได้ ส่วนอีกฝ่ายที่มีความเห็นว่า ประเทศไทยควรปลอดจากการครอบงำของกองทัพ ถึงเวลาที่ทหารควรกลับเข้ากรมกรอง ปล่อยให้การบริหารบ้านเมืองเป็นของฝ่ายการเมืองต่อไป 
    แต่ถ้าจะลองแบ่งใจให้พอยอมรับการสืบทอดอำนาจของ คสช.ต่อไป โดยพักเรื่องเหตุผลของทั้งสองด้านไว้ก่อน และมองด้วยการเปิดใจกว้างและยอมรับความจริงว่าในอดีตฝ่ายการเมืองเอง ก็ใช้วิธีการสืบทอดอำนาจเช่นเดียวกัน นั่นคือการควบรวมหรือบางท่านอาจเรียกว่า การซื้อพรรคการเมืองเป็นของตนเองจนไม่สามารถเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ เหตุผลเพียงเพื่อความเข้มแข็งของพรรคของตนโดยไม่เปิดโอกาสให้มีการตรวจสอบถ่วงดุลยได้นั้น เป็นวิธีการสืบทอดอำนาจด้วยหรือไม่ ดังนั้นถ้าทั้งสองฝ่ายต้องการจะสืบทอดอำนาจ ก็น่าจะมีเหตุผลอยู่สักประการหนึ่งคือ การสืบทอดคุณธรรมเพื่อการเมือง ให้การเมืองปลอดจากการเมืองสามานย์ที่แสวงหาผลประโยชน์ที่ปราศจากศีลธรรม ซึ่งบางท่านอาจจะกล่าวว่า หาหนวดเต่าจะง่ายกว่า เพราะไม่ว่าจะเป็นฝ่ายการเมืองหรือกองทัพก็ถูกสังคมตั้งข้อสังเกตพอๆ กันว่าไม่ได้ต่างกันเท่าไรนัก ต่อไปนี้ไม่ว่าใครจะได้เป็นรัฐบาลต้องยึดหลักคุณธรรมนำการเมือง ทำให้คำว่า “ประชาธิปไตย” เป็นคำที่ศักดิ์สิทธิ์ ไม่ใช่ได้มาจากเสียงข้างมากแล้วหลังจากนั้นจะปู่ยี่ปู่ยำประเทศชาติบ้านเมืองอย่างไรก็ได้
    มีคำกล่าวว่า “ถ้านักการเมืองของไทยเรามีคุณธรรม มือสะอาดปราศจากคอร์รัปชัน ถนนในประเทศของเราสามารถสร้างด้วยทองคำได้ทุกสาย” ท่านผู้อ่านคงจะต้องเป็นผู้ให้คำตอบเอง แต่ผมอยากจะทิ้งท้ายข้อเขียนในครั้งนี้ไว้ว่า ตราบใดที่คนเรายังไม่ได้รับการพัฒนาจิตใจให้รู้ถูกรู้ผิด ขาดจิตสำนึกแห่งความดีงาม ตำแหน่งที่ได้มาไม่ว่าจะสูงส่งเพียงใดก็เปล่าประโยชน์ เพราะสถานภาพนั้นจะกลายเป็นอาวุธของซาตาน ที่จะกัดกินสังคมไทยต่อไปอย่างไม่มีวันสิ้นสุดตลอดกาล.

โดย นายรังสรรค์ ปู่ทอง


จะยุบสภา ลาออก หรืออยู่ต่อ มีให้ลุ้นกันรายวันจริงๆ การเมืองยุคนี้ จะบอกว่าอ่อนหัดก็ไม่ได้ เก๋าก็ไม่เชิง ทั้งพรรคร่วมรัฐบาล พรรคร่วมฝ่ายค้าน มันมีความเทาๆ แทรกอยู่ในทุกแง่ทุกมุม

เรือดำน้ำกับทีท่ากรรมาธิการฯ
ทหารเกณฑ์ 'เกณฑ์ไปทำไม?'
ความเมืองเรื่อง "กล้วยและไข่"
เพื่อไทย 'หลอกแก้ผ้า' น้องใหม่
'ความลับทางทหารที่จำแม่น'
พรรคร่วม 'หลวม' ในแกนนำ