นปช.รอดก่อการร้าย ศาลชี้ไร้หลักฐานเผาเมือง/ตู่-เต้นขอบคุณยุติธรรม


   

 ศาลชั้นต้นยกฟ้อง 24 แกนนำ นปช.คดีก่อการร้าย ชี้องค์ประกอบไม่เข้ามาตรา 135 ส่วนเหตุเผาบ้านเผาเมืองก็บอกไม่ได้ว่าใครสั่ง ชี้ “ชายชุดดำ” ไม่ชัดเป็นกองกำลังฝ่ายใด พร้อมระบุ “เสธ.แดง” ไม่เกี่ยวชุมนุมคนเสื้อแดง พ่วงตั้งข้อสังเกตอัยการฟ้องไม่ประสงค์ให้ลงโทษ “ตู่-เต้น” ขอบคุณศาลให้ความยุติธรรม อัยการยังกั๊กอุทธรณ์ อ้างมีเวลาอีกเดือนรออ่านคำพิพากษาให้ชัด

    เมื่อวันที่ 14 ส.ค. ที่ห้องพิจารณา 701 ศาลอาญาได้อ่านคำพิพากษาคดีแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ในคดีหมายเลขดำ อ.2542/2553 ที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องแกนนำ การ์ด และแนวร่วม จำนวน 24 คน ในความผิดข้อหาร่วมกันก่อการร้าย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/1 และ 135/2 รวมทั้งการฝ่าฝืนมาตรา 9 พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน 2548
    โดยคำฟ้องโจทก์ระบุว่า จำเลยได้ยุยงปลุกปั่นประชาชนให้เข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่ม นปช.ต่อเนื่อง ตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ.-20 พ.ค.2553 เพื่อกดดันต่อต้านรัฐบาล และบังคับขู่เข็ญนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีขณะนั้นประกาศยุบสภาให้เลือกตั้งใหม่ และยังมีการเดินขบวนไปปิดล้อมสถานที่ต่างๆ มีการใช้อาวุธเครื่องยิงลูกระเบิดเอ็ม 79 ยิงใส่บ้านพักประชาชน สะสมกำลังพลและอาวุธสงครามร้ายแรง ซึ่งจำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา และส่วนใหญ่ได้รับการประกันตัวชั้นพิจารณา โดยคดีนี้อัยการทยอยยื่นฟ้องกลุ่มแกนนำ นปช.ตั้งแต่วันที่ 11 ส.ค.2553 จนครบ 24 คน และใช้เวลาพิจารณาพยานหลักฐานและสืบพยานบุคคลมานานร่วม 9 ปี โดยการฟังคำพิพากษาครั้งนี้ นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ อดีตประธาน นปช. พร้อมแกนนำ ได้เดินทางมาฟังคำพิพากษาเกือบครบทุกคน 
    ต่อมาศาลอ่านคำพิพากษา พิเคราะห์พยานหลักฐานที่คู่ความทั้งสองฝ่ายนำสืบแล้วเห็นว่า การกระทำอันเป็นความผิดฐานก่อการร้ายต้องเข้าองค์ประกอบความผิดตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/1 (1) ถึง (3) คือ ต้องมีลักษณะใช้กำลังประทุษร้ายหรือกระทำการใดอันก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิต หรืออันตรายอย่างร้ายแรงต่อร่างกายหรือเสรีภาพของบุคคลใดๆ กระทำการใดๆ อันก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ระบบการขนส่งสาธารณะ ระบบโทรคมนาคม หรือโครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์สาธารณะ กระทำการใดอันก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินของรัฐหนึ่งรัฐใด หรือบุคคลใด หรือต่อสิ่งแวดล้อม อันก่อให้เกิดหรือน่าจะเกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างสำคัญ โดยการกระทำนั้นผู้กระทำต้องมีเจตนาพิเศษ โดยมุ่งหมายเพื่อขู่เข็ญหรือบังคับรัฐบาลไทย รัฐบาลต่างประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศให้กระทำหรือไม่กระทำการใดอันก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง หรือเพื่อสร้างความปั่นป่วนให้เกิดความหวาดกลัวในหมู่ประชาชน แต่หากเป็นการเดินขบวน ชุมนุม ประท้วง หรือเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องให้รัฐช่วยเหลือ หรือให้ได้รับความเป็นธรรม อันเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ การกระทำนั้นไม่เป็นความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้าย
    จากพยานหลักฐานตามทางนำสืบของโจทก์ไม่มีพยานปากใดเบิกความยืนยันว่ามีจำเลยคนใดที่เป็นแกนนำ นปช.ได้ปราศรัยหรือกระทำการยั่วยุปลุกปั่นให้ผู้ร่วมชุมนุมกระทำการดังที่ได้ระบุไว้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/1 (1) ถึง (3) แม้โจทก์มีพยานเบิกความว่า ระหว่างชุมนุมมีเหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้นมากมายหลายแห่ง แต่ไม่สามารถยืนยันว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการกระทำของบุคคลใดหรือเป็นการกระทำของฝ่ายใด โดยเฉพาะเหตุการณ์ร้ายแรงที่เกิดขึ้นในวันที่ 10 เม.ย.2553 ก็ไม่มีพยานปากใดเบิกความยืนยันว่าเป็นการกระทำของกลุ่ม นปช.
    “ชายชุดดำก็ไม่ปรากฏว่าเป็นกองกำลังของฝ่ายใด และไม่สามารถจับกุมบุคคลใดมาดำเนินคดีได้ในขณะนั้น ทั้งๆ ที่สถานที่ที่ปรากฏตัวชายชุดดำมีประชาชนอยู่ด้วยจำนวนมาก จึงไม่น่าที่เจ้าหน้าที่ของรัฐจะจับกุมดำเนินคดีไม่ได้ทันท่วงที ส่วนที่แกนนำ นปช.ปราศรัยบนเวทีที่ว่าให้ประชาชนนำน้ำมันมาและให้เผานั้น เป็นการกล่าวปราศรัยก่อนชุมนุมใหญ่หลายวัน และไม่มีเหตุการณ์เผาทำลายทรัพย์สินตามที่ปราศรัยแต่อย่างใด โดยการวางเพลิงเผาทรัพย์เกิดขึ้นช่วงบ่ายวันที่ 19 พ.ค.2553 ภายหลังประกาศยุติชุมนุมแล้ว และศาลฎีกาได้วินิจฉัยเรื่องวางเพลิงเผาทรัพย์ไว้เป็นที่สุดตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8132/2561 ว่ามิใช่การกระทำของกลุ่ม นปช. การปราศรัยเรียกร้องให้ประชาชนต่อต้านรัฐประหารเป็นสิทธิอันชอบธรรมที่สามารถกระทำได้ ไม่ถือเป็นความผิดต่อกฎหมายแต่อย่างใด” คำพิพากษาระบุ
    ศาลยังอ่านคำพิพากษาอีกว่า แกนนำ นปช.ประกาศแนวทางการต่อสู้มาโดยตลอดว่าเป็นการชุมนุมโดยสันติวิธี สงบและปราศจากอาวุธ และปฏิเสธเข้ามาดำเนินการของ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือเสธ.แดง กับพวก ซึ่งมีแนวทางการต่อสู้คนละแนวกันตลอดมา การดำเนินการของ พล.ต.ขัตติยะกับพวกจึงมิใช่เป็นการดำเนินกิจกรรมของ นปช. ซึ่งการชุมนุมของกลุ่ม นปช.มีผู้เข้าร่วมชุมนุมจำนวนมาก จึงอาจมีบุคคลผู้ไม่หวังดีแฝงตัวเข้ามาเพื่อสร้างสถานการณ์ให้เป็นการชุมนุมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายก็เป็นได้
    ส่วนกรณีนายยศวริศ ชูกลิ่น หรือเจ๋ง ดอกจิก จำเลยที่ 7 กับพวก ขัดขวางการลำเลียงกำลังพลของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารบริเวณสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า แล้วยึดเอาอาวุธยุทโธปกรณ์ไปแสดงต่อสื่อมวลชนบริเวณเวทีปราศรัย และต่อมาเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องรับเอาอาวุธยุทโธปกรณ์ทั้งหลายเหล่านั้นกลับคืนไปหมดแล้ว การกระทำดังกล่าวมิได้ประสงค์เอาแก่ตัวทรัพย์เพื่อเอาเป็นของตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ จึงไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ เหตุวางเพลิงเผาทรัพย์และทำลายทรัพย์สินของทางราชการบริเวณสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า เกิดขึ้นภายหลังจากนายยศวริศนำเอาอาวุธยุทโธปกรณ์ไปแสดงต่อสื่อมวลชนแล้ว จึงยังฟังไม่ได้ว่าร่วมกระทำความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ด้วย
ศาลอ่านคำพิพากษาอีกว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้รวม 5 สำนวน ขอให้ลงโทษฐานก่อการร้าย โดยบรรยายฟ้องถึงลักษณะการกระทำความผิดต่างๆ เพื่อให้ครบองค์ประกอบความผิด และไม่ได้ขอให้ลงโทษในการกระทำความผิดลักษณะต่างๆ มาด้วย จึงถือว่าเหตุการณ์ต่างๆ ตามที่โจทก์บรรยายมาในคำฟ้องดังกล่าว เป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ ส่วนที่โจทก์ขอให้ลงโทษเฉพาะนายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง หรือกี้ร์ จำเลยที่ 24 ในความผิดฐานต่างๆ อันเป็นองค์ประกอบความผิดมานั้น ฟังได้ว่าเป็นการกระทำต่อเนื่องเกี่ยวพันกันกับคดีพนักงานอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 24 กับพวกต่อศาลจังหวัดพัทยา กรณีขัดขวางการประชุมผู้นำอาเซียน และศาลจังหวัดพัทยามีคำพิพากษาแล้ว คำฟ้องของโจทก์ในส่วนนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำ”
“แม้รัฐบาลได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล และต่อมาศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ได้ประกาศห้ามมิให้มีการชุมนุมหรือมั่วสุมในท้องที่ดังกล่าว การออกประกาศเช่นว่านั้นก็เพื่อควบคุมสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่ม นปช. โดยหลังจากประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินแล้ว ไม่ได้ความจากพยานหลักฐานตามทางนำสืบของโจทก์ว่า แกนนำกลุ่ม นปช.ได้จัดการชุมนุมที่อื่นใดอีก การกระทำของจำเลยที่ 1-15 และจำเลยที่ 18- 24 จึงไม่เป็นความผิด พิพากษายกฟ้อง”
    ภายหลังศาลอ่านคำตัดสิน นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. กล่าวว่า ระยะเวลา 9 ปีที่ผ่านมานั้น วันนี้ไม่ใช่วันที่พวกเราต้องดีใจ เพราะยังมีเรื่องราวรออยู่ข้างหน้าเป็นจำนวนมาก แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด พวกเราทุกคนขอกราบขอบพระคุณศาลที่ให้ความเมตตาพิจารณาคดีอย่างยุติธรรม วันนี้ไม่ได้เป็นวันที่ยุติ เพราะยังมีพวกเราจำนวนมากที่ยังถูกคุมขัง และต่อสู้คดีอยู่ ดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุด ผลคำพิพากษาของศาล อยากให้ผู้ที่ได้รับอานิสงส์ควรเป็นญาติวีรชนที่ได้ต่อสู้บาดเจ็บล้มตาย รวมกระทั่งผู้สูญสิ้นอิสรภาพมากมาย
นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช. กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นความยุติธรรมที่เกิดขึ้นกับผู้บาดเจ็บล้มตายจากการต่อสู้ ถ้าสามารถส่งข้อความนี้ถึงคนที่บาดเจ็บล้มตายในเหตุการณ์ดังกล่าว ก็อยากบอกว่าพี่ เพื่อนและน้องว่า ศาลท่านชี้แล้วว่าพวกเราไม่ใช่ขบวนการก่อการร้าย ความสูญเสีย เลือดของพี่น้องผู้ร่วมอุดมการณ์ทุกคน ไม่ได้เป็นเพราะพี่น้องเป็นผู้ก่อการร้ายเลย ถูกเขายิงจนเจ็บจนตาย แต่เป็นการต่อสู้เพื่อเรียกร้องหลักการประชาธิปไตย ภายใต้ข้อเรียกร้องในสถานการณ์นั้นก็คือการยุบสภา คืนอำนาจให้ประชาชนเลือกตั้งใหม่
    นายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) กล่าวถึงขั้นตอนในการอุทธรณ์คดีว่า อัยการจะคัดสำเนาคำพิพากษาทั้งหมดส่งอัยการศาลสูงพิจารณาต่อไป โดยจะพิจารณาทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ถ้าเห็นด้วยกับคำพิพากษาแล้วจะไม่ยื่นอุทธรณ์ หรือถ้าไม่เห็นด้วยก็จะยื่นอุทธรณ์ต่อไป ภายในเวลา 1 เดือน นับแต่วันที่ศาลอ่านคำพิพากษา และสามารถขยายเวลาอุทธรณ์ได้ก่อนครบ 1 เดือน ส่วนขณะนี้จะอุทธรณ์หรือไม่ ยังเร็วไป เนื่องจากคำพิพากษาเพิ่งอ่าน และมีมาตรฐานเช่นเดียวกันกับคดี กปปส.ที่ผ่านมา
    ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวในเรื่องนี้ว่า เป็นเรื่องของศาล ไม่ใช่เรื่องของการเป็นมาตรฐาน แต่เป็นเรื่องที่ว่ากันตามวัตถุพยาน พยานบุคคล ที่สอดคล้องกัน ถ้าหากพยานหลักฐานไม่สมบูรณ์ การยกฟ้องก็เป็นเรื่องธรรมดา ทีอย่างนี้พอรอดไม่เห็นบอกว่าศาลยุติธรรมเลย และพอมีความผิดก็บอกว่าศาลไม่ยุติธรรม เป็นอย่างนี้ทุกที. 
    
 


เงินนี่...ชักน่ากลัวขึ้นทุกวัน!นับวันจะใช้ซื้อได้ทุกอย่าง จนมองไม่เห็นว่าจะมีอะไรไปหยุดมันได้ถึงจุดหนึ่ง โลกไม่แตก แต่มนุษย์จะตกต่ำ เมื่อสังคมให้ค่าเงินเหนือความเป็นมนุษย์

นี่ไง....'ใบเสร็จปล่อยกู้พรรค'
เฟกนิวส์ "อาวุธพิทักษ์ฐานคะแนน"
วาทกรรม 'ไพร่' เพื่อพ่ายสภา
นวัตกรรม 'กล่องข้าวน้อยให้แม่'
ร้อยล้าน ‘ศรัทธาบริการ’ บิณฑ์
'สารอันตรายกับสายน้ำท่วม'