'อภิรักษ์'เล่าประสบการณ์ปลุกพลัง.ปชป.ชิงเก้าอี้พ่อเมือง


   

8 ก.ย.2562 - ที่ห้องประชุมชั้น 3 อาคาร ม.ร.ว.เสนีย์ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) คณะกรรมการอำนวยการยุทธศาสตร์ กทม.จัดสัมมนา ”รวมพลังกทม.ปชป.สู่ชัยชนะ ครั้งที่ 2”มีนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ประธานคณะกรรมการกระจายอำนาจ และอดีตผู้ว่าฯ กทม. เป็นประธาน โดยนายอภิรักษ์ กล่าวเปิดการสัมมนาตอนหนึ่ง ว่าได้ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม.สมัยแรกเมื่อปี 2547 เวลานี้ปี 2562 เวลาล่วงเลยมา 15ปี สิ่งต่างๆจึงมีการเปลี่ยนแปลงตามไปด้วยประชาชนชาว กทม.รวมถึงคนที่ใช้ชีวิตใน กทม.ก็มีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป ท่ามกลางโลกสมัยใหม่ในยุคที่มีอินเตอร์เน็ตและสังคมออนไลน์เข้ามามีบทบาท ทำให้การใช้ชีวิตเปลี่ยนไปแม้เรื่องพื้นฐานชีวิตประจำวันจะไม่เปลี่ยน เช่น การจราจรยังมีการติดขัด แต่บางเรื่องทั้งเรื่องของสิ่งแวดล้อม เรื่องของการรักษาพยาบาล ได้มีการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ให้เป็นประโยชน์เพื่อลดขั้นทำให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น 

“ฉะนั้นพวกเราไม่ว่าจะมีตำแหน่ง หรือไม่มีตำแหน่ง ส.ส. ส.ก.หรือ ส.ข.ก็สามารถทำงานได้ด้วยการนำสังคมออนไลน์เข้ามาใช้ให้เกิดประโยชน์เพื่อเชื่อมโยงการมีส่วนร่วมของประชาชนและสมาชิกของพรรค ทั้งการรับฟังปัญหาจากในพื้นที่ ในชุมชนในออฟฟิศ ที่ได้รับความเดือดร้อนในการประกอบอาชีพ การทำมาหากิน แล้วนำมาแก้ไข สิ่งเหล่านี้ถือเป็นการรวมพลังของประชาชนที่อยากเห็นกทม.พัฒนาจนเป็นเมืองที่สามารถใช้ชีวิตได้ดีขึ้น”

นายอภิรักษ์กล่าวต่อว่า เราสามารถรวมพลังกันของทุกภาคส่วนผ่านการสื่อสารด้วยโซเชียลเพื่อเดินหน้าในการแก้ปัญหาโดยไม่ต้องรอให้มีการเลือกตั้งเกิดขึ้นก่อน แต่เราทำงานตามอุดมการณ์ที่เรายึดมั่นต่อไปควบคู่ไปกับการปรับตัวให้ทันสมัย เข้าใจและสอดคล้องกับโลกปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แต่ก็ยังสามารถทำงานในชุมชนได้ ซึ่งทั้งหมดนี้ถือเป็นการกระจายอำนาจการทำงานของพรรคประชาธิปัตย์ไปสู่ผู้ที่เกี่ยวข้องและสมาชิกพรรค ซึ่งไม่ใช่เป็นการเตรียมตัวเพื่อเลือกตั้งอย่างเดียว แต่ต้องการให้ทุกคนเข้าใจชุมชน โดยใช้เทคโนโลยีมาช่วยทำงาน
 


ผมผิดอะไร?...........ฟัง "ทอน" แถลงข่าวก็ได้ข้อสรุปไม่ใช่เรื่อง "อยู่เป็น" หรือ "อยู่ไม่เป็น" แล้วล่ะ        อยู่ไปก็ไลฟ์บอยซะมากกว่า 

"ทอน-บุตร" ประเทศกูมี
"๓.๖ ล้าน" สู่วีรชนลำพะยา
คนของ 'แม้ว-ปู' จะปราบโกง
ไม่แก้ รธน.จะมีใครตาย?
ระวังจะ 'อยู่ ไม่ ได้'!
เราไม่ทิ้งกัน 'วันนี้ ๑ ล้าน' แล้ว