เพจดังเฉลยทำไมรัฐบาลญี่ปุ่นถึงได้สิทธิ์ไปช่วยคนญี่ปุ่นที่อู่ฮั่นกลับประเทศก่อนชาติอื่น


เพิ่มเพื่อน    

29ม.ค.63-เพจ Mister JAPAN โพสต์ข้อความเฉลยว่าทำไมรัฐบาลญี่ปุ่นถึงได้สิทธิ์ไปช่วยนำพาคนญี่ปุ่นที่ติดค้างอยู่ที่อู่ฮั่นกลับประเทศก่อนชาติอื่น

หลายคนคงจะทราบจากข่าวสดๆร้อนๆ และรู้สึกชมเชยกับการที่รัฐบาลญี่ปุ่นรีบไปช่วยประชาชนของประเทศเขาที่ติดค้างอยู่ที่อู่ฮั่นออกมา

เที่ยวบินแรกที่ไปรับคนญี่ปุ่นที่ต้องค้างนั้น บินออกไปจากสนามบินฮาเนดะเมื่อวานนี้แล้วก็รับคนญี่ปุ่นกลับมาถึงญี่ปุ่นแล้ว เป็นจำนวน 200 คนต่อเที่ยวบิน

จากข่าวที่ผมอ่าน ประชาชนญี่ปุ่นจำนวนมากเห็นด้วยกับการตัดสินใจของรัฐบาล ที่ใช้งบประมาณที่ได้จากภาษีประชาชนญี่ปุ่น เพื่อช่วยเหลือคนญี่ปุ่นที่ตกค้างอยู่และอยากกลับประเทศ เนื่องด้วยรัฐบาลกลางจีนสั่งปิดเมืองอู่ฮั่นและไม่ให้มีการเข้าออกจากเมือง
.
รัฐบาลจีนสั่งใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด ปฏิบัติอย่างเข้มงวด โดยแทบไม่มีข้อยกเว้นเลย

แม้ว่ารัฐบาลประเทศต่างๆรวมทั้งประเทศไทย ก็ไม่สามารถส่งเครื่องบินไปรับคนของประเทศตัวเองได้

สำหรับประเทศไทยของเรา รัฐบาลไทยของเราติดต่อไปอย่างไรอันนี้ผมไม่ทราบ

แต่ที่รู้จากข่าวคือ รัฐบาลจีนไม่ยอมให้รัฐบาลไทยส่งเครื่องบินไปรับคนไทยกลับ

ที่พอจะคิดได้ง่ายๆคือ ส่วนหนึ่งรัฐบาลจีนคงไม่เชื่อมาตรการการดูแลของรัฐบาลไทย ที่ว่าจะเอาอยู่ครับ

กลับมาคุยกันต่อ ว่าทำไมรัฐบาลญี่ปุ่นถึงได้ไปรับสิทธิไปรับคนของเขากลับมาก่อนประเทศอื่น

1. ประเทศญี่ปุ่นกับประเทศจีน แม้จะไม่ถูกกัน แต่ในภาวะฉุกเฉินเช่นนี้ คงไม่มีฝ่ายไหนมาคิดถึงเรื่องราวที่ต้องมาทะเลาะกัน โดยเฉพาะรัฐบาลจีนซึ่งมีบุคลากรระดับหัวกระทิอยู่ทั้งนั้น เขารู้ดีว่า ในยามลำบาก ต้องจัดการเรื่องต่างๆ ด้วยความเร่งด่วนเช่นนี้ เขาควรจะพึ่งพาใคร ทางเลือกที่ดีที่สุดก็คือญี่ปุ่นครับ

รัฐบาลจีนได้ขอร้องให้รัฐบาลญี่ปุ่นช่วยส่งอุปกรณ์ทางการแพทย์โดยเฉพาะหน้ากากที่มีประสิทธิภาพซึ่งมีความจำเป็นสูง เนื่องจากไม่เพียงพอ

ทางบริษัทเอกชนของญี่ปุ่นหลายแห่งได้รีบออกมาแสดงน้ำใจต่อชาวจีน โดยประกาศบริจาคหน้ากากเป็นจำนวนมากกว่า 1 ล้านชิ้น

ปัญหาคือการลำเลียงหน้ากากซึ่งมีจำนวนมากในยามที่เมืองถูกปิด

รัฐบาลญี่ปุ่นได้ประกาศกับทางจีนว่า จะช่วยลำเลียงหน้ากากไปจีนทั้งหมด ถึงแม้ว่าจะต้องบินไปมาหลายรอบก็ตาม

ขาไปนำของไปส่ง ขากลับพาคนญี่ปุ่นที่ติดค้างกลับ เป็นวิธีที่ไม่มีวิธีไหนดีไปกว่านี้อีกแล้ว

การที่ญี่ปุ่นรีบแสดงตัวเข้าไปช่วยจีน ก็ได้ใจจากประชาชนชาวจีนเป็นอย่างมากอีกด้วย คุ้มที่สุดครับ
.
2. รัฐบาลญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับประชาชนชาวญี่ปุ่นของเขามาก ไม่ใช่ว่าเหตุการณ์นี้เท่านั้น ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะมีเหตุการณ์ยากลำบากอะไร ถึงแม้ว่าจะต้องทุ่มเงินมากแค่ไหน ในบางครั้งก็จะต้องทนให้คนญี่ปุ่นที่เป็นผู้จ่ายภาษีให้ภาครัฐด้วยกันดุด่าต่อว่า เขาก็ยอม

ในครั้งนี้แน่นอนว่า ไม่ได้เป็นเรื่องยากสำหรับญี่ปุ่นในการตัดสินใจอย่างรวดเร็ว เขาพร้อมเสมอด้วยสปิริตของคนญี่ปุ่นอยู่แล้ว
.
3. นายโทชิมิทสึ โมเทงิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศคนปัจจุบัน คนนี้นิ่งและเก่งจริงๆครับ

ย้อนกลับไปสิบปีที่แล้ว ตั้งแต่ตอนที่ผมยังอยู่ญี่ปุ่น ผมเคยคิดว่าในอนาคตนายโมเทงิมาก(ขอเรียกนามสกุลแบบคนญี่ปุ่นใช้) คงเติบโตขึ้นมาเป็นรัฐมนตรีที่สำคัญแน่นอน และก็เป็นจริงตามที่ผมคาด นายโมเทหงิจบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยแห่งโตเกียว และไปศึกษาต่อปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยฮาวาร์ดซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยชื่อดังระดับโลก หลังจากนั้นเข้าทำงานที่แมคคินซี่ แอนด์ คอมพานีซึ่งเป็นบริษัทคอนซัลต์ชื่อดังของโลก ก่อนที่จะเข้ามาเป็นนักการเมือง นายโมเทงิมีเครือข่ายของรุ่นพี่รุ่นน้องเพื่อนๆที่จบจากที่เดียวกันซึ่งทำงานในรัฐบาลจีน ซึ่งน่าจะติดต่อขอความช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้เป็นการส่วนตัวได้อีก
.
4. รัฐบาลจีนเชื่อในมาตรการการควบคุมโรคระบาดของญี่ปุ่น เพราะญี่ปุ่นกำหนดมาตรการต่างๆไว้ชัดเจนและปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ในยามที่รัฐบาลจีนต้องการควบคุมการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนานี้ รัฐบาลญี่ปุ่นและชาวญี่ปุ่นมีความพร้อมมากกว่าที่อื่นๆ ไม่ได้ทำให้รัฐบาลจีนซึ่งปวดหัวอยู่กับเรื่องนี้ต้องปวดหัวเพิ่มขึ้นไปอีก

จะเห็นว่าในเที่ยวบินที่บินไปรับคนญี่ปุ่นที่ตกค้างอยู่ในอู่ฮั่นนั้น มีทีมแพทย์และพยาบาลหลายคนบินไปตรวจร่างกายก่อนพาคนกลับ หลังจากที่กลับมาญี่ปุ่นแล้วก็มีการตรวจละเอียดและติดตามอย่างใกล้ชิด
.
อย่างๆก็ตาม รัฐบาลญี่ปุ่นไม่ได้บินไปรับคนญี่ปุ่นกลับมาฟรีๆ เพราะในครั้งนี้ถือว่าให้โอกาสคนญี่ปุ่นที่ตกค้างได้มีทางเลือกและมีโอกาสกลับประเทศได้โดยเที่ยวบินพิเศษ รัฐบาลญี่ปุ่นจะทำการเก็บเงินค่าตั๋วเครื่องบินขาเดียวจากอู่ฮุ่นถึงโตเกียวในราคาปกติ ตก 80,000 เยนหรือประมาณ 22,500 บาทซึ่งก็ไม่ใช้ว่าถูกครับ
.
ในครั้งนี้ต้องขอชื่นความเป็นผู้นำของนายอาเบะ นายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่น ไม่ได้พูดเยอะอะไร แต่ตัดสินใจเร็วและทำจริง

อยากให้ประเทศไทยของเรามีผู้นำที่พูดจริง ทำจริง(พูดน้อย ทำเยอะ) แบบญี่ปุ่นบ้างจริงๆครับ.

 


"๘ กรกฎา" ไม่ใช่วัน "แดงเดือด"! แต่เป็น "วันส้มเดือด" หรือ "วันปลอกแตก" ก็ได้เหมือนกัน สุดแต่ใครพอใจเรียกแบบไหน

'การเมืองหน้ากาก' ไทย-สหรัฐฯ
'การเมือง' ที่ไม่มี 'วันพระ'
'การอยู่-การไป' ของสมคิด
หมอชาญชัย"เผยตาหมาก"
ภาพสะท้อน 'อนาคตไทย'
อาจารย์แหม่ม 'ผิดตรงไหน?'