'เหวง' โต้ยิบ 'ปชป.' ยืนกระต่ายขาเดียว นปช.คนเสื้อแดงไม่มีกองกำลังติดอาวุธชายชุดดำ ไม่ได้เผาบ้านเผาเมือง


เพิ่มเพื่อน    

18 พ.ค.63 - นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก โดยมีเนื้อหาดังนี้

ตอบพรรคประชาธิปัตย์

นปช.คนเสื้อแดงไม่มีกองกำลังติดอาวุธชายชุดดำ ไม่ได้เผาบ้านเผาเมือง

ผมไม่ได้มีความอาฆาตมาดร้ายใดๆต่อคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะและคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ แต่ผมต้องการให้ประเทศนี้ตั้งอยู่บนหลักนิติรัฐ นิติธรรม ที่ถูกต้องเที่ยงธรรม ไม่ใช่เอนเอียงไปทางใดทางหนึ่ง

หลายเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพรรคประชาธิปัตย์ที่ยังค้างคาใจประชาชนไทยทั้งประเทศต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันแม้วันเวลาจะผ่านมายาวนานแล้วก็ตามและก็ไม่ใช่เรื่องฟื้นฝอยหาตะเข็บแต่เป็นเรื่องที่ยังคงส่งผลสะเทือนอยู่

กรณีมีผู้ใส่ร้ายป้ายสี อ.ปรีดี พนมยงค์ รัฐบุรุษอาวุโสของประเทศไทยโดยการตะโกนในโรงหนังว่า “ปรีดีฆ่านายหลวง”เกี่ยวข้องกับพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่?ซึ่งเป็นเรื่องเท็จโกหกสิ้นเชิง

ผมนำขึ้นมาเปิดประเด็นเพื่อให้พรรคประชาธิปัตย์ได้ชี้แจงเพราะเรื่องนี้ค้างคาใจประชาชนจำนวนมากยาวนานมาจนแม้ปัจจุบันและอาจจะยาวนานต่อไปอีกในอนาคต

กรณีกระชากประธานรัฐสภาออกจากการทำหน้าที่ประธานในการประชุมรัฐสภา รวมไปถึงการยกเก้าอี้ทุ่มใส่บริเวณที่นั่งซึ่งปกติจะเป็นที่นั่งของพรรคการเมืองปรปักษ์หากมีใครนั่งอยู่คงจะบาดเจ็บหรือเสียชีวิตได้กรณีขว้างเอกสารขนาดใหญ่ใส่ประธานรัฐสภา ไม่มีคำเตือนคำแนะนำหรือคำตำหนิจากผู้อาวุโสที่ “เชื่อมั่นในระบบรัฐสภา”แม้เพียงคำเดียว

แม้จะอธิบายว่าประธานรัฐสภาทำหน้าที่เอียงข้างกะเท่เร่ช่วยเหลือพรรคการเมืองฝ่ายปรปักษ์ของตนจริง แล้วสมควรละหรือที่จะทำเช่นนั้นภายในรัฐสภาที่ท่านพูดกันว่า “รัฐสภาอันทรงเกียรติ”และต่อหน้าประชาชนไทยทั้งประเทศจากพรรคการเมืองที่ “เชื่อมั่นในระบบรัฐสภา”

กรณีสปก.4-01 ซึ่งแก่นของเอกสารสิทธิ์นี้ระบุชัดตั้งแต่สมัยท่านสัญญา ธรรมศักดิ์ว่า ต้องให้คนจนที่ตั้งใจมั่นที่จะทำอาชีพเกษตรกรรมเท่านั้นและห้ามนำไปทำธุรกรรมรวมไปถึงห้ามออกเอกสารสิทธิ์สปก.4-01บนพื้นที่สูงชันเกิน30องศา แต่มีการออกเอกสารสิทธิ์สปก.4-01.บนพื้นที่ใกล้หาดทะเลสวยงามความชันเกิน30องศาให้กับมหาเศรษฐีภูเก็ตที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับพรรคประชาธิปัตย์เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร และจนถึงวันนี้พรรคประชาธิปัตย์อธิบายอย่างไร

ยังมีเรื่องอีกจำนวนมากที่ประชาชนต้องการคำตอบจากพรรคประชาธิปัตย์แต่ขอยกเพียงสามเรื่องข้างต้น

ซึ่งเรื่องทั้งหมดที่ผมตั้งคำถามไว้ ไม่ได้ต้องการลดความน่าเชื่อถือของพรรคประชาธิปัตย์ แต่ผมต้องการให้ พรรคประชาธิปัตย์ช่วยผดุงหลักนิติรัฐ นิติธรรมที่เที่ยงแท้ เที่ยงธรรม ให้คงคู่อยู่กับประเทศไทยไปชั่วกาลปาวสาน

ผมมีข้อคิดเห็นที่ตอบพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อยืนยันต่อสาธารณชนว่า นปช.คนเสื้อแดงไม่มีชายชุดดำไม่ได้เผาบ้านเผาเมือง

๑.เรื่องชายชุดดำและความรับผิดชอบของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตั้งแต่10เมษา53จนถึงปัจจุบันรัฐบาลอภิสิทธิ์และหน่วยงานความมั่นคงไม่สามารถจับหรือยิงชายชุดดำได้แม้เพียงคนเดียว

รัฐบาลอภิสิทธิ์เป็นรัฐบาลอยู่ตั้งแต่เหตุการณ์เมษา-พฤษภา53จนประมาณกรกฏา54แต่รัฐบาลอภิสิทธิ์เวชชาชีวะ ไม่สามารถจับกุมชายชุดดำได้แม้แต่คนเดียว ยิ่งไม่ต้องไปพูดถึงกองกำลังติดอาวุธห้าร้อยคนที่ได้พูดถึงไว้(ในเสนาธิปัตย์บอกชัดว่า ฐานความจริงของศอฉ.มีกองกำลังติดอาวุธ500คน)

ตั้งแต่วันที่10เมษายน2553ที่มีกำลังทหารกว่าหมื่นนายยึดครองพื้นที่ถนนตะนาวสี่แยกคอกวัว ถนนดินสอ และกระจายวงกว้างเป็นรัศมีกว่าหนึ่งกม.จากเวทีสะพานผ่านฟ้าของเสื้อแดง

จำนวนทหารของรัฐบาลที่กระจุกตัวอยู่บริเวณนั้น หนาแน่นมากจนสามารถสั่งให้หาเข็มได้แม้เล่มเดียวหรือจับมดได้แม้ตัวเดียว แต่นี่ไม่สามารถจับกุม หรือยิงทำร้ายหรือฆ่าชายชุดดำแม้แต่คนเดียว

และตั้งแต่วันที่รัฐบาลอภิสิทธิ์เวชชาชีวะกล่าวหาว่าคนเสื้อแดงนปช.มีชายชุดดำลากยาวไปจน19พฤษภาคม2553 เกิดการสังหารประชาชนจำนวนมากตามลำดับซึ่งเวลาต่อมาศาลได้มีคำสั่งการตายของประชาชนจำนวนประมาณ19รายไปแล้วว่าเสียชีวิตจากระสุนความเร็วสูงแต่ไม่ปรากฏว่ามีใครเป็นชายชุดดำ

เรื่องที่น่าประหลาดใจเป็นที่สุดก็คือ เมื่อมีการตายที่ผิดธรรมชาติต้องมีการชัณสูตรพลิกศพตามกฏหมายและส่งสำนวนไปให้ศาลมีคำสั่งการตายว่าผุ้ตายเป็นใคร?ตายเพราะอะไร?ใครเป็นคนทำให้ตาย?ตามประมวลวิอาญาม.150

ทำไมรัฐบาลอภิสิทธิ์ไม่ทำการชัณสูตรพลิกศพให้ครบเกือบร้อยราย และส่งสำนวนให้ศาลมีคำสั่งการตายตามประมวลวิอาญาม.150ดังกล่าว รวมไปถึงกรณีการตายของ “พ.อ.ร่มเกล่า ธุวธรรม”และ “เสธ.แดง พล.ต.ขัตติยะสวัสดิผล”ด้วย ทำไมที่ทั้งสองศพไม่มีการยื่นเรื่องต่อศาลเพื่อให้มีคำสั่งการตาย

ผมยังรอว่าเมื่อไรจะมีการยื่นเรื่องต่อร่มเกล้าและเสธ.แดงต่อศาล เพื่อให้มีคำสั่งการตายจะได้ชัดเจนว่า ทั้งสองกรณี ใครทำให้ตาย?

ซึ่งตามกม.ได้กำหนดเวลาให้ดำเนินการภายในสามเดือนและขอต่อออกไปได้อีกสองครั้งครั้งละไม่เกินหนึ่งเดือน

จนมาถึงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ในราวปีพศ.2555ผ่านไปแล้วเกือบหกปีจึงดำเนินการยื่นเรื่องเพื่อให้ศาลมีคำสั่งการตายซึ่งน่าเสียดายที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์มีเวลาสั้นดังนั้นจึงยื่นศาลให้มีคำสั่งการตายได้เพียงประมาณ19ศพ

แล้วคำสั่งการตายก็ออกมาชัดเจนว่า ตายจากกระสุนความเร็วสูง

บางรายศาลได้ระบุชัดว่ามาจากฝั่งทหารรัฐบาล(ศอฉ.)บางรายกระทั่งระบุว่ามาจากทหารบนรางรถไฟฟ้าบีทีเอส

แล้วยังเหลืออีกเกือบ90ศพ

พอมีการรัฐประหาร การดำเนินการตามประมวลวิอาญาม.150ก็สดุดหยุดลงทันที

ทุกศพที่ศาลสั่งการตายล้วนไม่มีการต่อสู้กับชายชุดดำล้วนไม่เกี่ยวข้องกับชายชุดดำแม้แต่หกศพวัดปทุมวนาราม ศาลก็มีคำสั่งชัดเจนว่า “ไม่มีการต่อสู้กับชายชุดดำ ร่างกายผู้ตายไม่พบเขม่าดินปืน ไม่มีการยิงต่อสู้กับทหาร”

จนถึงวันนี้ครบสิบปีแล้ว ฝ่ายความมั่นคงก็ไม่สามารถจับชายชุดดำหรือกองกำลังติดอาวุธได้แม้แต่คนเดียว

ในสมัยพล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธ์ม่วงจับ ผู้ต้องสงสัยห้าคน แล้วแถลงข่าวว่าจับชายชุดดำมาได้แล้ว ผม คุณจตุพร พรหมพันธ์ อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ ได้ขอเข้าพบเพื่อขอรายละเอียดและความจริง ท่านผบ.สตช.ก็ตอบว่า ไม่ได้ตั้งข้อหา ว่าเป็นชายชุดดำ แต่ตั้งข้อหาว่า มีอาวุธร้ายแรงที่ไม่สามารถมีในครอบครองได้ และพกพาอาวุธร้ายแรงไปในสถานที่สาธารณและในเมือง สองข้อหาเท่านั้น

ปรากฏว่าความคืบหน้าของคดีในปัจจุบันคือ ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ยกฟ้องผุ้ต้องหาสามคนและอีกสองคนศาลลงโทษในสองข้อหาที่มีอาวุธร้ายแรงและพกพาอาวุธร้ายไปในเมืองและสถานที่สาธารณเท่านนั้น ยังคงต้องรอคำพิพากษาศาลฏีกาต่อไป

เอกสารคอป.เขียนโดยคณิต ณ.นครที่เป็นปฏิปักษ์กับทักษิณมาอย่างยาวนานก่อนรัฐประหาร19กันยา49และก็ยังเป็นปฏิปักษ์กับทักษิณตราบจนปัจจุบัน และ สมชาย หอมลออ ที่เป็น เอ็นจีโอใหญ่ที่เกลียดทักษิณเข้ากระดูกดำเช่นกันเพราะทักษิณต้องการพยุงคนจนให้ลุกขึ้นยืนและก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยตนเองอย่างแข็งแรง

จึงประเมินว่า เอ็นจีโอ นั้นเป็น เพียง พวก “นายหน้าค้าความจน” ทำให้เอ็นจีโอส่วนใหญ่ของประเทศเกลียดทักษิณและผมทราบจากผู้เข้าร่วมประชุมว่ามีการประชุมเอ็นจีโอเพื่อร่วมกันขับไล่ทักษิณเป็นจำนวนมากเพื่อร่วมเปิดประตูให้เกิดรัฐประหาร19กันยาในคราวพธม.ดังนั้นเอกสารคอป.ของสองคนที่เกลียดทักษิณเข้ากระดูกดำจึงรับฟังไม่ได้เลย

นอกจากนี้ยังมีข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงจำนวนมาก

ขอยกตัวอย่างเรื่องชายชุดดำในเอกสารของคอป.บอกว่าพบชายชุดดำหลายที่โดยไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยืนยันและตรงข้ามกับการวิจัยด้วยคณะอาจารย์ที่ไม่มีส่วนได้เสียกับทักษิณนปช.คนเสื้อแดง หรือรัฐบาลอภิสิทธิ์เวชชาชีวะยืนยันว่าชายชุดดำปรากฏตัวเวลา๒๐.๒๐น.๑๐เมษา๕๓ ซึ่งการยิงบ้าระห่ำยุติแล้ว

ดังนั้นภาพที่รัฐบาลอภิสิทธิ์เผยแพร่อย่างบ้าเลือดนับพันครั้งออกทีวีรวมการเฉพาะกิจที่มีวีดีโอชายชุดดำกำบังเสาไฟฟ้ายิงปืนมีไฟพวยพุ่งเป็นพวงใหญ่จึงเป็นเรื่องเท็จ เพราะชายชุดดำปรากฏหลังการยิงบ้าเลือดหยุดสิ้นเชิงแล้ว

นอกจากนี้เรื่องการตายร่มเกล้าและหกศพวัดปทุมในเอกสารของคอป.ก็เป็นเรื่องเท็จสิ้นเชิง

ผมได้เขียนเป็นบทความยาวหลายที่แล้ว ถ้าต้องการอ่านโปรดเข้าไปอ่านในเฟซในเพจของผมคำสั่งการตายของศาลเรื่องหกศพวัดปทุม ตบหน้าคอป.ศอฉ.และรัฐบาลอภิสิทธิ์สิ้นเชิงที่กล่าวหาว่าชายชุดดำยิงต่อสู้กับทหารบนรางรถไฟฟ้าแล้วทำให้ทหารต้องยิงเข้าไปในวัดปทุมฆ่าหกศพบในวัดปทุม

เช่นเดียวกับ ผังล้มเจ้า ที่ศอฉ.ของรัฐบาลอภิสิทธิ์แพร่ภาพนับพันๆครั้งสุดท้ายก็เป็นเรื่องไม่จริงเป็นเรื่องเท็จเป็นเรื่องโกหกสิ้นเชิงในช่วงผมไปขอหลักฐานเรื่องชายชุดดำจากรัฐบาลอภิสิทธิ์ 

สส.พรรคประชาธิปัตย์ท่านหนึ่งได้นำเอาภาพทหารพรานที่มีความนิยมชมชอบเสธ.แดง และบางคนมีความใกล้ชิดจนได้ไปท่องเที่ยวร่วมกัน มาให้ผมดูและนำเอาภาพเสธ.แดงนำพาผู้คนจำนวนหนึ่งฝึกวิชากระบี่กระบองที่ท้องสนามหลวงมาให้ผมดู(มีใครที่ไม่ใช่คนวิกลจริตสติฟั่นเฟือนจะไปฝึกกองกำลังติดอาวุธที่ท้องสนามได้หรือ?)

แล้วนำเอาภาพที่ชายอาชีพเก็บของเก่าขายสวมชุดพร้อมโม่งดำแล้วถือปืนเอ็ม16โชว์ในหน้าหนังสือพิมพ์ความเป็นจริงต่อมาก็คือ ชายดังกล่าวเป็นผู้รักประชาธิปไตยจึงมาร่วมชุมนุมในตอนที่ประชาชนรวบรวมอาวุธจากรถถังติดปืนใหญ่ตรงเชิงสะพานพระปิ่นเกล้า แต่พลขับทิ้งรถไปพร้อมอาวุธสงครามจำนวนมาก ประชาชนจึงรวบรวมไปที่เวทีเพื่อคืนตำรวจ ชายผู้เก็บของเก่าขายช่วยเก็บไปเวทีด้วยและต้องการบันทึกภาพไว้เป็นที่ระลึกโดยนำปืนM16ยกขึ้นชูให้ช่างภาพถ่ายแล้วช่างภาพก็นำไปเผยแพร่

แต่ไม่ใช่ชายชุดดำ

ยังมีอีกกรณีที่สะพายลอยคนข้ามถนนชายที่รักประชาธิปไตยก็เอาปืนM16ที่ทหารทิ้งไว้บริเวณนั้นขึ้นชูให้นักข่าวช่างภาพบันทึกภาพเป็นที่ระลึกช่างภาพได้นำไปเผยแพร่เมื่อสอบสวนในรายละเอียดก็ไม่ใช่ชายชุดดำและไม่ใช่พวกติดอาวุธที่มายิงต่อสู้กับทหารแต่อย่างไร

ในวันที่19พฤษภาคม2553เสนาธิปัตย์ได้บรรยายไว้ว่าต้องการปราบปรามการชุมนุมให้ราบคาบ จึงใช้กองทัพทั้งสามเหล่าทัพด้วยกำลังพลสองหมื่น(จำนวนพลทั้งหมดในการปราบเสื้อแดงมีถึง67,000คน)กระสุนร่วมสองแสนนัด กระสุนสไนเปอร์2000พันเพื่อกำจัดฐานอาวุธที่เสนาธิปัตย์เขียนชัดเจนว่า ศอฉ.ระบุไว้ว่าฐานอาวุธของคนเสื้อแดงมีจำนวนห้าร้อยคน พร้อมอาวุธ M16 AK47 M79 M67 กล้องเล็งยิง

แต่การปราบปรามวันนั้นไม่สามารถฆ่าหรือจับชายชุดดำได้แม้แต่คนเดียว และหากชายชุดดำมีจริง500คนพร้อมอาวุธดังกล่าวที่เสนาธิปัตย์เขียนไว้

ทหารไทยต้องตายเป็นเรือนร้อยหรือเรือนพันทีเดียวแต่นี่เสนาธิปัตย์เขียนไว้ว่ามีทหารตายเพียงหนึ่งคนและบาดเจ็บจำนวนหนึ่งไม่ได้บอกว่าตายเพราะอะไรหรือบาดเจ็บเพราะอะไร
หากเป็นการตายหรือบาดเจ็บจากการยิงของชายชุดดำศอฉ.และเสนาธิปัตย์ต้องประโคมเป็นข่าวใหญ่เบ้อเร่อเป็นเวลาหลายวันหลายเดือนติดต่อกันอย่างแน่แท้เช่นเดียวกับคลิปที่นำมาจากอัลจาชีเราะห์ที่ซื้อมาจากฟรีแลนซ์(ตามคำที่ตอบธาริตเพ็งดิษฐ์อธิบดีดีเอสไอในขณะนั้น)แต่นี่ไม่ได้ประโคมไว้เช่นนั้น

แปลว่าขนทหารไปสองหมื่นนายใช้กระสุนสองแสนนัดฆ่าคนไปร่วมสิบคนในวันนั้น แต่ไม่มีชายชดดำแม้แต่คนเดียว สิบปีผ่านไปแล้ว ยังไม่สามาถจับชายชุดดำได้แม้แต่คนเดียว ยังไม่สามารถแสดงว่ามีกองกำลังติดอาวุธชายชุดดำได้แม้แต่คนเดียว สิบปียังไม่พอหรือ ต่อให้อีกร้อยปีพวกคุณก็ไม่สามารถหาชายชุดดำหรือกองกำลังติดอาวุธชายชุดดำได้แม้แต่คนเดียวง

เพราะไม่มีชายชุดดำ ไม่มีกองกำลังติดอาวุธชายชุดดำเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องโกหกที่ ศอฉ.ร่วมกับรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะแต่งขึ้นเพื่อใส่ร้ายป้ายสีคนเสื้อแดง และนปช.เพื่อโยนความตายทั้งหมดไปให้คนเสื้อแดงและนปช.และปกป้องพวกตนทั้งหมดจากความผิดฐานฆ่าคนตายโดยเจตนาอ้างว่าที่ต้องใช้ทหาร67,000นายงบประมาณ3,000ล้านกระสุนเจ็ดแสนนัดเพราะต้องการยิงป้องกันตัวและปกป้องประชาชนจากการยิงของชายชุดดำ

2.ผมเคารพและยอมรับคำพิพากษาศาลแต่ผมมีความไม่เข้าใจซึ่งไม่เป็นการล่วงละเมิดศาลเพราะศาลฏีกาแพ่งพิพากษาเรื่องการเผา สองครั้ง ไม่ตรงกันเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับตลาดหลักทรัพย์ท่านพิพากษาว่าคนเสื้อแดงหยุดการชุมนุมไปแล้ว คนเผาไม่ใช่นปช.ไมเกี่ยวกับนปช.เป็นใครไม่รู้ไปเผาส่วนอีกเนื่องหนึ่งก็พิพากษาว่า คนที่ได้รับแรงปลุกเร้าจากแกนนำคนเสื้อแดงไปเผา

ผมยังไม่เข้าใจครับในฐานะที่เป็นมนุษย์ผมต้องยืนยันว่าผมไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ผมไม่ได้พูดเรื่องการเผาไม่ได้พูดถึงเรื่องอนุสาวรีย์ชัยฯแม้แต่น้อย ไม่เคยไปเฉียดใกล้อนุสาวรีย์ชัยแม้แต่น้อยในการเคลื่อนไหว เมษา-พฤษภา 53

แต่ในเรื่องนี้ศาลฏีกามีคำพิพากษามาแล้วผมก็ต้องเคารพส่วนที่พรรคประชาธิปัตย์อ้างคำพิพากษาศาลซึ่งผมฟังว่าเป็นศาลรัฐธรรมนูญซึ่งคำพิพากษาผูกพันทุกองค์กรแต่ประชาชนไทยทั้งประเทศก็เห็นแล้วว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ “ทักษิณ หรือระบอบทักษิณ “ขัดกับหลักนิติรัฐ นิติธรรมหลายครั้งหลายหน

แม้กระทั่งประธานศาลรัฐธรรมนูญยังยอมรับต่อสาธารณเลยว่า คำวินิจฉัยเรื่อง “ทำกับข้าวจนนายกรัฐมนตรีสมัครสุนทรเวชของพรรคพลังประชาชนต้องพ้นตำแหน่ง”เขียนแบบรีบๆลวกๆ สุกเอาเผากินแล้วคำวินิจฉัยยุบพรรคสามพรรคคือพลังประชาชน พรรคมัชฌิมาประชาธิปไตย พรรคชาติไทย ให้ความยุติธรรมหรือไม่ ปกติทุกๆศาลต้องอนุญาตให้จำเลยต่อสู้จนสิ้นกระแสความสงสัยทุกถ้อยกระทงความ ศาลทุกๆศาลต้องอนุญาตให้ผู้ถูกกล่าวหามีการแถลงปิดคดีด้วยเอกสารครั้งวินิจฉัยยุบพรรคศาลรัฐธรรมนูญไม่อนุญาต ไม่ยอมรับการแถลงปิดคดีด้วยเอกสารอ้างว่าต้องเสียเวลาคุณบรรหารในฐานะหัวหน้าพรรคชาติไทยจึงขอร้องที่จะแถลงปิดคดีด้วยวาจาแต่ปรากฏว่าหลังจากแถลงปิดคดีด้วยวาจาเพียงไม่กี่ชั่วโมงก็มีคำวินิจฉัยยุบพรรคสามพรรคซึ่งเป็นเรื่องเหลือเชื่อว่า จะใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงพิจารณาคำแถลงปิดคดีด้วยวาจาของสองพรรคใหญ่คือ พรรคชาติไทยและพรรคมัชฌิมาธิปไตยได้

มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า วันที่๒ธันวาคม๒๕๕๑ที่มีคำวินิจฉัยยุบพรรคนั้นมันช่างเหมาะเจาะเหลือเกินไม่ทราบว่าตั้งใจจงใจหรือไม่ที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยหันรีหันขวางไม่รู้ว่าจะหาทางออกจากการยึดสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิและสนามบินนานาชาติดอนเมืองอย่างไร เพราะชื่อก็บอกแล้วว่าเป็นสนามบินนานาชาติ

พธม.ยึดมาหลายอาทิตย์แล้ว ต่างชาติเดือดร้อนทั่วโลกมีหลายชาติกำลังส่งหน่วยสังหารพิเศษเพื่อเข้ามานำเครื่องบินของเขากลับประเทศซึ่งตามกติกานานาชาติ สนามบินนานาชาติเป็นอธิปไตยร่วมกันของนานาชาติ ดังนั้นหากพธม.ยังยึดต่อไปอีกสักวันกองกำลังพิเศษของชาติต่างๆก็จะส่งหน่วยปฏิบัติการพิเศษเข้ามาจัดการ

แล้วรัฐบาลอภิสิทธิ์จะรับมืออย่างไร จะไม่กลายเป็นสงครามระหว่างประเทศไปหรือนี่เป็นเรื่องที่ยังค้างคาใจประชาชนทั้งประเทศไม่หายแม้จะโล่งใจเพราะศาลรัฐธรรมนูญยุบสามพรรคการเมืองสามพรรคหมายถึงรัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์ล่มสลายไปด้วยทำให้พธม.สามารถประกาศชัยชนะและออกจากสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิและดอนเมืองได้อย่างสง่างามชูคอตั้งบ่าเดินแถวออกมาด้วยอาการลิงโลดอย่างยิ่ง

3.รัฐบาลอภิสิทธิ์ไม่ได้ใช้วิธีการทางสากลในการรับมือการชุมนุมทางการเมืองที่สากลโลกได้วางแนวทางไว้ในกรณีของฝรั่งเศสที่มีม๊อบจำนวนเป็นแสนเผารถยนต์ร้านค้าเป็นจำนวนร้อยเป็นเวลาต่อเนื่องหลายวันแต่รัฐบาลฝรั่งเศสไม่เคยใช้ทหารทั้งกองทัพพร้อมอาวุธสงครามออกมาปราบปรามเข่นฆ่าประชาชน

เกาหลีใต้เมื่อหลายปีก่อน มีการชุมนุมประท้วงรัฐบาลเป็นรายวัน ใช้ระเบิดเพลิงขว้างใส่เจ้าหน้าที่บ้านเมืองต่อเนื่องหลายวันเผาสถานที่จำนวนมาก แต่เกาหลีใต้ในยุคใหม่ไม่ใช่ยุคทรราชชุนดูวาน เขาใช้ตำรวจเท่านั้นในการรับมือการชุมนุมด้วยความรุนแรงของประชาชนเขาไม่ได้ใช้และไม่เคยใช้กองทัพทั้งสามเหล่าทัพทั้งกองทัพมาปราบปรามเข่นฆ่าสังหารประชาชน

ซึ่งหลักการห้ามใช้ทหารมาปราบปรามเข่นฆ่าประชาชนได้วางไว้อย่างมั่นคงแข็งแรงสมัยรัฐบาลอนันท์ปันยารชุนแต่มาหายไปในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์เวชชาชีวะโดยสร้างเรื่องโกหก ว่ามีชายชุดดำ มีกองกำลังติดอาวุธไว้ยิงทหารทั้งๆที่เกรียงไกรคำน้อยที่ตายศพแรกในวันที่10เมษา53,15.00น.ไม่มีชายชุดดำไม่มีกองกำลังติดอาวุธชายชุดดำไม่มีการยิงต่อสู้กับทหารรัฐบาลอภิสิทธิ์ แต่ศอฉ.ของรัฐบาลอภิสิทธิ์ก็ใช้ปืนสงครามยิงกระสุนจริงฆ่าเกรียงไกรคำน้อยอย่างอำมหิต

แล้วที่รัฐบาลประกาศว่าจะใช้มาตรการจากเบาไปหาหนักเจ็ดประการ ผมไม่เคยเห็นรัฐบาลทำตามนั้นเลย เรื่องก็ด้วยแก็สน้ำตาจากนั้นก็ตามด้วยกระสุนจริงเลย ยกตัวอย่างที่ไทยคม8เมษายน2553 ที่หน้ากองทัพภาคหนึ่ง 10เมษายน2553

ดังนั้นผมยังยืนยันว่า1.คนเสื้อแดง นปช.ไม่มีชายชุดดำ ไม่มีกองกำลังติดอาวุธชายชุดดำ2.คนเสื้อแดงนปช.ชุมนุมโดยสันติปราศจากการใช้อาวุธตั้งแต่ต้นจนจบเมื่อปี2552และปี2553 3.นปช.เคารพการพิพากษาของศาล

ขณะนี้ก็อยู่ในเรือนจำจำนวนมากและกำลังเดินหน้าเข้าสู้เรือนจำอีกหลายคนหลายคดี


โรงเรียนเปิดเทอมเมื่อวาน (๑ ก.ค.๖๓) ท่านเห็นอะไร? ทุกคนจะบอก..... เห็นเด็กนักเรียนไปโรงเรียน เห็นรถติด เห็นเด็กอนุบาลร้องไห้ เห็นผู้ปกครองอุ้มลูก-จูงหลานไปส่งโรงเรียน

อาจารย์แหม่ม 'ผิดตรงไหน?'
การเมืองเรื่อง 'คิดกันไปเอง'
ว่าด้วยเรื่อง"ลูกหลานจัญไร"
วิบากแห่งกรรม ๑๓ ปี
สำนึกรักจาก ผบ.และอดีต ผบ.ทบ.
มรดก ๘๘ ปีคณะราษฎร