
ในวันที่สภาพอากาศร้อนจัดและรังสี UV ทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกปี “มะเร็งผิวหนัง” กลายเป็นอีกหนึ่งภัยเงียบที่คนไทยไม่ควรมองข้าม ล่าสุด มูลนิธิเครือข่ายมะเร็ง ร่วมกับองค์กรควบคุมโรคมะเร็งนานาชาติ หรือ Union for International Cancer Control และ La Roche-Posay เดินหน้าสร้างความตระหนักรู้ผ่านโครงการ Skin Cancer Awareness Month 2026 ภายใต้แนวคิด MOVE TO PROTECT เพื่อส่งต่อความรู้ ความเข้าใจ และกำลังใจให้แก่ผู้ป่วยและประชาชนทั่วไปในการป้องกันโรคมะเร็งผิวหนังอย่างถูกวิธี
รศ.พญ.ภาวิณี ฤกษ์นิมิต หัวหน้าหน่วยผิวหนัง (สาขาวิชาตจวิทยา) คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า มะเร็งผิวหนังไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะที่ผิวหนังชั้นนอกซึ่งมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่ผิวหนังยังประกอบด้วยเซลล์หลายชนิด ทั้งเซลล์ต่อมขน เซลล์ต่อมไขมัน และเซลล์ต่อมเหงื่อ ซึ่งเซลล์ทุกชนิดมีโอกาสพัฒนาเป็นมะเร็งได้ หากได้รับปัจจัยกระตุ้นจนเกิดความผิดปกติและกลายเป็นเซลล์มะเร็ง อย่างไรก็ตาม มะเร็งผิวหนังที่พบได้บ่อยที่สุดมี 3 ชนิด ได้แก่ มะเร็งผิวหนังชนิด Basal Cell Carcinoma (BCC), Squamous Cell Carcinoma (SCC) และ Melanoma (MM) หรือมะเร็งไฝ

รศ.พญ.ภาวิณี กล่าวต่อว่า สำหรับสถานการณ์ทั่วโลกในปี 2022 พบผู้ป่วยมะเร็งผิวหนังรายใหม่ประมาณ 1.23 ล้านราย ขณะที่มะเร็งผิวหนังชนิด Melanoma มีผู้ป่วยรายใหม่ราว 332,000 รายทั่วโลก และส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตประมาณ 58,700 ราย โดยอัตราการเกิดโรคสูงที่สุดพบในกลุ่มประชากรผิวขาว หรือกลุ่มที่นิยมมีผิวสีแทนและมีพฤติกรรมอาบแดด เช่น ในออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตรและได้รับแสงแดดที่รุนแรง รวมถึงในสหรัฐอเมริกาที่พบมะเร็งผิวหนังสูงถึง 1 ใน 5 ของประชากร
ขณะที่สถานการณ์ในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชีย พบว่าอัตราอุบัติการณ์มาตรฐานตามอายุ (ASIRs) ของมะเร็งผิวหนังชนิด Melanoma อยู่ในระดับต่ำที่สุดของโลก แม้มะเร็งผิวหนังจะยังไม่ติด 1 ใน 15 อันดับโรคมะเร็งที่พบบ่อยในประเทศไทย แต่โรคนี้ยังถือเป็นปัญหาสำคัญ เนื่องจากประชาชนจำนวนมากยังขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับมะเร็งผิวหนัง ทำให้ไม่ได้เข้าสู่ระบบการรักษาตั้งแต่ระยะแรก และอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการลุกลามของโรคได้ในอนาคต
รศ.พญ.ภาวิณี กล่าวถึงส่วนสาเหตุที่คนไทยพบมะเร็งผิวหนังชนิด BCC น้อยกว่าชาวตะวันตก ส่วนหนึ่งมาจากสีผิวของคนไทยที่มีความคล้ำกว่าและมีเม็ดสีเมลานินช่วยปกป้องผิวจากรังสีอัลตราไวโอเลต จึงช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งผิวหนังได้ อย่างไรก็ตาม แม้ BCC จะเป็นมะเร็งผิวหนังที่พบได้บ่อยที่สุด แต่ถือเป็นชนิดที่มีความเสี่ยงต่ำ เนื่องจากมักไม่แพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่น แต่จะค่อย ๆ ขยายตัวเฉพาะบริเวณที่เกิดโรคจนกลายเป็นแผล มีลักษณะสีดำคล้ายไฝ หากตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้นและได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม จะสามารถรักษาให้หายขาดได้ โดยมีอัตราการหายขาดสูงถึง 99%มะเร็งผิวหนังชนิด SCC มีความรุนแรงมากขึ้นและมีโอกาสแพร่กระจายได้มากกว่า BCC จัดอยู่ในกลุ่มความเสี่ยงปานกลาง หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการดูแลอาจลุกลามไปยังอวัยวะอื่นได้ ขณะที่มะเร็งผิวหนังที่มีความรุนแรงและมีอัตราการเสียชีวิตสูงที่สุดคือ MM หรือมะเร็งไฝ ซึ่งสามารถแพร่กระจายไปยังอวัยวะส่วนอื่นของร่างกายได้อย่างรวดเร็ว

“คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าไฝทุกชนิดสามารถพัฒนาเป็นมะเร็งได้ แต่ในความเป็นจริง มะเร็งไฝเกิดจากไฝเดิมเพียงประมาณ 1 ใน 3 เท่านั้น ขณะที่อีก 2 ใน 3 เกิดจากรอยโรคหรือไฝใหม่ที่เกิดขึ้นภายหลังและพัฒนาเป็นมะเร็งได้ สำหรับคนไทย มะเร็งไฝมักพบบริเวณปลายมือ ปลายเท้า และเล็บ ซึ่งเป็นจุดที่คนส่วนใหญ่มักมองข้ามและปล่อยทิ้งไว้ ทำให้การพยากรณ์โรคไม่ดีเท่าที่ควร” รศ.พญ.ภาวิณี กล่าว
วิธีสังเกตไฝผิดปกติ รศ.พญ.ภาวิณี กล่าวว่า สามารถใช้หลัก ABCDE โดย A คือไฝมีรูปร่างไม่สมมาตรหรือมีลักษณะกระจายตัวผิดปกติ B คือขอบไฝไม่เรียบและมีรอยหยัก C คือสีของไฝไม่สม่ำเสมอ มีหลายเฉดสี เช่น ดำ น้ำตาล แดง หรือเทาปะปนกัน D คือไฝมีขนาดใหญ่กว่า 6 มิลลิเมตร หรือประมาณ 0.5 เซนติเมตรขึ้นไป และ E คือไฝมีการเปลี่ยนแปลงหรือโตเร็วผิดปกติ หากพบลักษณะดังกล่าวควรรีบพบแพทย์ทันที นอกจากนี้ยังควรสังเกตบริเวณเล็บ หากพบรอยเส้นสีน้ำตาลหรือดำบนเล็บที่มีความกว้างประมาณ 3 มิลลิเมตรขึ้นไป หรือพบไฝบริเวณโคนเล็บ ควรเข้ารับการตรวจโดยแพทย์โดยเร็ว ในกรณีที่มีไฝจำนวนมากบนร่างกาย ควรสังเกตไฝที่มีลักษณะแตกต่างจากจุดอื่นอย่างชัดเจน เปรียบเหมือนลูกเป็ดขี้เหร่ที่ดูโดดเด่นและแตกต่างจากไฝรอบข้าง เพราะอาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของมะเร็งไฝได้
อย่างไรก็ตาม รศ.พญ.ภาวิณี กล่าวว่า ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุดของมะเร็งผิวหนังคือรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) จากแสงแดด โดยเฉพาะรังสี UVB ซึ่งเมื่อสัมผัสกับผิวหนังเป็นเวลานาน สามารถกระตุ้นให้เซลล์ผิวหนังเกิดความผิดปกติและพัฒนาเป็นมะเร็งได้ รองลงมาคือผู้ที่มีผิวขาวหรือผิวไวต่อแสงแดดมากเป็นพิเศษ รวมถึงปัจจัยด้านพันธุกรรม ผู้ที่เคยมีประวัติผิวไหม้แดดรุนแรง ผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือมีปัญหาผิวหนังเรื้อรัง เช่น แผลเรื้อรังบริเวณผิวหนัง ก็ล้วนมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเช่นกัน ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือการป้องกัน โดยควรใช้ครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอ สวมอุปกรณ์ป้องกันแสงแดด เช่น เสื้อแขนยาว หมวก หรือแว่นกันแดด หลีกเลี่ยงการเผชิญแสงแดดจัดในช่วงเวลา 10.00–16.00 น. รวมถึงหมั่นสังเกตความผิดปกติของผิวหนังและไฝบนร่างกาย เพื่อให้สามารถเข้ารับการวินิจฉัยและรักษาได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาให้ได้ผลดีที่สุด

ศิรินทิพย์ ขัติยะกาญจน์ ประธานมูลนิธิเครือข่ายมะเร็ง กล่าวว่า แนวคิด Move to Protect คือการรณรงค์และขับเคลื่อนให้ทุกคนหันกลับมาดูแลและปกป้องตัวเองจากโรคมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งบางชนิดที่สามารถป้องกันได้ผ่านการลดปัจจัยเสี่ยงจากสภาพแวดล้อมและพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น มะเร็งผิวหนัง ซึ่งมีสาเหตุสำคัญจากการสัมผัสรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) จากแสงแดดเป็นเวลานาน สิ่งที่อยากสื่อสารกับประชาชนมากที่สุดคือ การตระหนักรู้ว่ามะเร็งผิวหนังไม่ใช่เรื่องไกลตัว และทุกคนสามารถเริ่มต้นป้องกันได้ตั้งแต่วันนี้ ผ่านการดูแลตัวเองและสังเกตความผิดปกติของผิวหนังอย่างสม่ำเสมอ

ศิรินทิพย์ กล่าวต่อว่า แม้มะเร็งผิวหนังจะยังไม่ติด 1 ใน 10 อันดับโรคมะเร็งที่พบบ่อยในประเทศไทยจากสถิติของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ แต่ถือเป็นโรคที่มีความสำคัญ เพราะคนไทยจำนวนมากยังไม่รู้จักโรคนี้และมักป่วยโดยไม่รู้ตัว หรือมักมองว่ามะเร็งผิวหนังเป็นเรื่องของชาวตะวันตกหรือผู้ที่มีผิวขาวเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง พฤติกรรมในชีวิตประจำวันของคนไทยเองก็สามารถเพิ่มความเสี่ยงได้โดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะการเผชิญแสงแดดเป็นเวลานานโดยไม่ป้องกัน ซึ่งรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) สามารถทำลายเซลล์ผิวหนังและกระตุ้นให้เกิดมะเร็งได้ในระยะยาว

ทั้งนี้มูลนิธิเครือข่ายมะเร็ง เป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ก่อตั้งขึ้นโดยผู้ป่วยมะเร็งและบุคลากรทางการแพทย์ ภายใต้แนวคิด เพื่อนช่วยเพื่อน เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งในทุกมิติ ปัจจุบันมีเครือข่ายผู้ป่วยมะเร็งรวม 17 โรค โดยมีภารกิจในการให้คำปรึกษา พัฒนาคุณภาพชีวิต สร้างความรู้ความเข้าใจในการรับมือกับโรค รวมถึงผลักดันเรื่องสิทธิประโยชน์ด้านการรักษาร่วมกับภาครัฐและภาคเอกชน ผ่านกิจกรรมและโครงการต่าง ๆ เช่น Cancer Academy, Workshop, Cancer Screening และกิจกรรมให้ความรู้ด้านสุขภาพอื่น ๆ อย่างต่อเนื่อง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
Blogger สายเที่ยว สายรีวิวต้องรู้! "อันตรายจากแสงแดด" เตรียมผิวให้พร้อม ลดเสี่ยงมะเร็งผิวหนัง
จากข้อมูลกระทรวงสาธารณสุข พบว่าผู้ป่วยมะเร็งผิวหนังรายใหม่ในไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 12 คนต่อวัน (ข้อมูลระหว่างปี 2559-2561) ซึ่งเป็นผลมาจากภาวะโลกร้อนที่ทำให้แสงแดดมีความเข้มข้นมากขึ้น

