คนไทย 40ใน100 ไม่รู้ตัวเป็น'ความดันโลหิตสูง'

นพ.กฤษฎา หาญบรรเจิด

“ความดันโลหิตสูง” เป็นภัยเงียบที่คุกคามสุขภาพคนทั่วโลก โดยองค์การอนามัยโลกประเมินว่าปัจจุบันมีผู้ป่วยมากกว่า 1.4 พันล้านคน และเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ขณะที่ประเทศไทยพบว่า 1 ใน 4 ของผู้ใหญ่มีภาวะความดันโลหิตสูง แต่ที่น่ากังวลคือเกือบครึ่งไม่รู้ตัวว่าป่วย และแม้เข้าสู่ระบบรักษาแล้ว ยังมีผู้ป่วยกว่า 75% ที่ไม่สามารถควบคุมค่าความดันได้ ส่งผลเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจ และโรคไตเรื้อรัง ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจกว่า 1.6 ล้านล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็น 9.7% ของ GDP ประเทศ

เนื่องในวันที่ 17 พฤษภาคม ของทุกปี ซึ่งตรงกับวันความดันโลหิตสูงโลก(World Hypertension Day)  สมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทย, กรมควบคุมโรค, สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, สมาคมเครือข่ายโรคไม่ติดต่อแห่งประเทศไทย และ แอสตร้าเซนเนก้า ได้ประกาศความร่วมมือ “Beat the Pressure: Thailand National Hypertension Alliance” เดินหน้ารณรงค์ภายใต้แนวคิด Know Your Numbers, Control Your Pressure รู้ค่าความดัน กินยาทุกวัน คุมทัน ห่างไกลโรค พร้อมเปิดตัว “National Hypertension Dashboard Program” เพื่อยกระดับการคัดกรอง การเชื่อมต่อการรักษา และติดตามผู้ป่วยความดันโลหิตสูงแบบบูรณาการทั่วประเทศ หวังลดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงและสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้ประชาชนไทย

นพ.กฤษฎา หาญบรรเจิด ผู้อำนวยการกองโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs ยังคงเป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพสำคัญของโลกและประเทศไทย เนื่องจากเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร รวมถึงส่งผลกระทบต่อกำลังแรงงานและเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ขณะที่อัตราการเกิดลดลง ทำให้ประชากรวัยทำงานซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ จำเป็นต้องเฝ้าระวังและดูแลสุขภาพมากขึ้น หนึ่งในโรคที่ถูกจับตาอย่างใกล้ชิดคือ โรคความดันโลหิตสูง ซึ่งถือเป็นภัยเงียบที่หลายคนไม่รู้ตัวว่าป่วย

จากข้อมูลการสำรวจสุขภาพประชากรไทยล่าสุด นพ.กฤษฎา กล่าวว่า คนไทยมีภาวะความดันโลหิตสูงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีความชุกอยู่ที่ประมาณ 30% หรือกล่าวได้ว่า ในประชากร 10 คน จะมีประมาณ 3 คนที่มีภาวะความดันโลหิตสูง และหากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม ก็เสี่ยงต่อโรคร้ายแรง เช่น โรคหัวใจขาดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง หรือภาวะหัวใจล้มเหลว ซึ่งหลายกรณีเกิดขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว ทั้งนี้พฤติกรรมการบริโภคอาหารเค็มเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญ โดยผลสำรวจพบว่าคนไทยมีแนวโน้มบริโภคโซเดียมสูงขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มวัยทำงานและคนอายุน้อย ส่งผลให้เริ่มพบผู้ป่วยความดันโลหิตสูงในอายุน้อยลงเช่นกัน ดังนั้นหากลดเค็มได้ อาจจะทำให้ค่าความดันโลหิตลงได้ประมาณ 10 มิลลิเมตรปรอท ก็สามารถลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดได้อย่างมีนัยสำคัญ

นพ.กฤษฎา กล่าวต่อว่า กระทรวงสาธารณสุขตั้งเป้าหมายให้ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงอย่างน้อย 60% สามารถควบคุมระดับความดันให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม หรือมีค่าความดันต่ำกว่า 140/90 มิลลิเมตรปรอท หลังเข้าสู่กระบวนการรักษา อย่างไรก็ตาม ตัวเลขล่าสุดของประเทศไทยยังอยู่ที่ประมาณ 56% เท่านั้น แม้ในระดับสากลจะตั้งเป้าสูงถึง 80% ก็ตาม อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญยังคงอยู่ที่การสร้างความตระหนักรู้ให้ประชาชนเห็นว่าภัยเงียบนี้อาจนำไปสู่ผลกระทบรุนแรงในระยะยาว หากไม่เริ่มดูแลสุขภาพตั้งแต่วันนี้ ทั้งการตรวจสุขภาพสม่ำเสมอ การควบคุมอาหาร และการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตอย่างเหมาะสม

ระบบ National Hypertension Dashboard Program

ในส่วนการพัฒนาระบบ National Hypertension Dashboard นพ.กฤษฎา กล่าวว่า  ถือเป็นการยกระดับการดูแลผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงของประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยระบบดังกล่าวถูกออกแบบให้เป็นระบบแสดงผลข้อมูลในลักษณะแผนที่และกราฟผ่านระบบ GIS เพื่อสะท้อนสถานการณ์ของแต่ละพื้นที่ได้อย่างชัดเจน ทั้งจำนวนผู้ป่วย อัตราการคัดกรอง การเข้าสู่ระบบรักษา และความสามารถในการควบคุมระดับความดันโลหิตของผู้ป่วยในแต่ละจังหวัด โดยข้อมูลที่นำมาใช้ในระบบ เป็นข้อมูลจากฐานข้อมูลด้านสุขภาพของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งปัจจุบันพบว่ามีผู้ป่วยความดันโลหิตสูงในทุกจังหวัดมากกว่า 13 ล้านคน สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาโรคความดันโลหิตสูงยังคงเป็นภาระสำคัญด้านสาธารณสุขของประเทศ

“ภายในระบบแดชบอร์ดมีการใช้เฉดสีเพื่อแสดงผลข้อมูล โดยพื้นที่สีเข้มสะท้อนถึงการควบคุมโรคที่มีประสิทธิภาพ ขณะที่พื้นที่สีอ่อนแสดงถึงข้อจำกัดในการดูแลรักษา ช่วยให้หน่วยงานสาธารณสุขมองเห็นปัญหาในแต่ละพื้นที่ได้ชัดเจน และนำข้อมูลไปวางแผนพัฒนาการดูแลผู้ป่วยได้ตรงจุดมากขึ้น นอกจากนี้ ระบบยังชี้ให้เห็นว่าผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงจำนวนมากมักมีโรคร่วม เช่น เบาหวานและโรคไตเรื้อรัง ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงภาวะแทรกซ้อนรุนแรง โดยเฉพาะโรคไตวายเรื้อรังที่มีอัตราการเสียชีวิตสูง การเห็นข้อมูลภาพรวมในระดับพื้นที่จะช่วยให้หน่วยบริการสามารถวางระบบดูแลและติดตามผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น อีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญของระบบแดชบอร์ด คือการใช้ข้อมูลเพื่อสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพให้แก่ทั้งบุคลากรทางการแพทย์และประชาชน พร้อมทั้งกระตุ้นการพัฒนาระบบบริการในระดับพื้นที่ เพื่อยกระดับคุณภาพการดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง” นพ.กฤษฎา กล่าว

ศ.เกียรติคุณ นพ.อภิชาต สุคนธสรรพ์

ศ.เกียรติคุณ นพ.อภิชาต สุคนธสรรพ์ นายกสมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ความน่ากลัวของโรคความดันโลหิตสูง คือการเป็นภัยเงียบ เพราะในระยะแรกมักไม่แสดงอาการ ผู้ป่วยจำนวนมากใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยไม่รู้ว่าหลอดเลือด หัวใจ สมอง และไตกำลังถูกทำลายอย่างต่อเนื่อง จนเมื่อโรครุนแรงขึ้น อาจเกิดภาวะอันตราย เช่น เส้นเลือดในสมองแตกหรืออุดตัน หัวใจล้มเหลว หัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน หรือไตวาย ซึ่งอาจนำไปสู่ความพิการหรือเสียชีวิตได้ แม้จะมีการรณรงค์ต่อเนื่อง แต่คนไทยจำนวนมากยังไม่รู้ตัวว่าป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง โดยในคน 100 คน อาจมีถึงราว 40 คนที่มีภาวะนี้โดยไม่รู้ตัว ทั้งที่ความดันโลหิตตัวบนตั้งแต่ 130 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป ก็เริ่มเป็นระดับเสี่ยงต่อสุขภาพ และอาจสะสมจนก่อโรคร้ายแรงในอีก 10-20 ปีข้างหน้า

ศ.เกียรติคุณ นพ.อภิชาต กล่าวต่อว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังมีผู้เสียชีวิตจากโรคที่เกี่ยวข้องกับความดันโลหิตสูงเฉลี่ยชั่วโมงละ 8-10 ราย ทั้งโรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจขาดเลือด ภาวะเส้นเลือดตีบหรือแตก และโรคไตเรื้อรัง ซึ่งหลายกรณีสามารถป้องกันได้ หากประชาชนรู้ค่าความดันโลหิตของตนเองตั้งแต่เนิ่น ๆ และเข้ารับการรักษาหรือปรับพฤติกรรมสุขภาพอย่างเหมาะสม การแก้ปัญหาโรคความดันโลหิตสูงจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานสาธารณสุข ภาควิชาการ ภาคเอกชน และสื่อมวลชน เพื่อสร้างความตระหนักและผลักดันให้ประชาชนเข้าถึงการตรวจคัดกรองและการรักษาอย่างต่อเนื่อง โดยกิจกรรมวันความดันโลหิตสูงโลก ถือเป็นโอกาสสำคัญในการสื่อสารให้ประชาชนเห็นความสำคัญของการตรวจวัดความดันโลหิตและการดูแลสุขภาพ และหัวใจสำคัญที่สุดคือ ต้องรู้ค่าความดันของตัวเองและควบคุมให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม เพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคร้ายแรงในระยะยาว

ดร.พญ.เลิศลักษณ์ ลีลาเรืองแสง

ดร.พญ.เลิศลักษณ์ ลีลาเรืองแสง รองปลัดกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า  การดำเนินงานด้านสุขภาพที่ผ่านมาให้ความสำคัญกับ 2 มิติหลัก คือการส่งเสริมสุขภาพเชิงรุกและการเข้าถึงบริการรักษาอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะการรณรงค์ให้ประชาชนรู้ค่าความดันของตัวเอง ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการดูแลสุขภาพและป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หนึ่งในโครงการสำคัญคือ โครงการตรวจสุขภาพล้านคน ซึ่งเป็นการคัดกรองสุขภาพเชิงรุกขนาดใหญ่ ปัจจุบันมีประชาชนเข้ารับการตรวจแล้วกว่า 1 ล้านคน และพบว่าประมาณ 30% มีภาวะความดันโลหิตสูง หรือคิดเป็นมากกว่า 300,000 คน แม้ตัวเลขดังกล่าวอาจสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วไปเล็กน้อย เนื่องจากผู้เข้ารับการตรวจบางส่วนเป็นกลุ่มที่ใส่ใจสุขภาพหรือมีปัญหาสุขภาพอยู่แล้ว แต่ก็สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่าโรคความดันโลหิตสูงกำลังเป็นปัญหาสำคัญของคนเมือง และยังมีความเสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรังอื่น ๆ เช่น ไขมันในเลือดสูง โรคอ้วน และโรคเบาหวาน โดยเฉพาะในกลุ่มที่ยังไม่ป่วยแต่เริ่มมีปัจจัยเสี่ยง ซึ่งมีสัดส่วนมากกว่า 50% สะท้อนถึงความจำเป็นในการเร่งสร้างความรู้และปรับพฤติกรรมสุขภาพตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

แดชบอร์ดแสดงข้อมูลรายจังหวัด 

“กรุงเทพมหานครจึงเดินหน้ารณรงค์เรื่องการลดหวาน ลดเค็ม ลดมัน ควบคู่กับการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การเดิน-วิ่งเพื่อสุขภาพ รวมถึงการส่งเสริมให้ประชาชนออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 30 นาที หรือสะสมกิจกรรมทางกายให้ได้ 150 นาทีต่อสัปดาห์ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และยังมีการพัฒนาระบบบริการสุขภาพให้เชื่อมโยงกันมากขึ้น ทั้งด้านข้อมูล การส่งต่อผู้ป่วย และการรักษาแบบไร้รอยต่อ เพื่อให้ประชาชนได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพมากขึ้น” ดร.พญ.เลิศลักษณ์ กล่าว

เพิ่มเพื่อน