
เมื่อเทคโนโลยี AI สามารถสร้างภาพ เสียง และเนื้อหาที่แทบแยกไม่ออกจากความจริง คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “อะไรคือความจริง” แต่คือ “เราจะเชื่อใครได้” เพราะในยุคที่ข้อมูลถูกสร้างและเผยแพร่ได้อย่างไร้ขีดจำกัด “ความเชื่อใจ” กำลังกลายเป็นสินทรัพย์ที่มีค่าที่สุดของการสื่อสาร
ด้วยเหตุนี้ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงจัดงาน “into the new TRUST: Nitade Showcase 2026” ภายใต้แนวคิด “ก้าวสู่ทศวรรษที่ 7 ของนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ เมื่อความเชื่อใจในยุค AI กลายเป็นสินทรัพย์” เพื่อนำเสนอ Communication Outlook ประจำปี 2569 ผ่านกรอบแนวคิด The TRUST Equation และชวนสังคมร่วมสำรวจความท้าทายของการสร้างและรักษาความไว้วางใจในยุคปัญญาประดิษฐ์
รศ. ดร.ปรีดา อัครจันทโชติ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า โลกของการสื่อสารเปลี่ยนแปลงไปอย่างมหาศาล โดยเฉพาะในช่วง 5-10 ปีหลัง ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งในด้านเทคโนโลยี พฤติกรรมการรับสื่อ และภูมิทัศน์ของอุตสาหกรรมสื่อบทบาทของสื่อในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก จากยุคของสื่อดั้งเดิมสู่ยุคของสื่อใหม่และสื่อดิจิทัล แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ท่ามกลางภูมิทัศน์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ดังนั้นภารกิจสำคัญของสื่อ คือการสร้าง ความเชื่อใจหรือความไว้วางใจ ให้เกิดขึ้นในสังคม ซึ่งเป็นประเด็นที่เรามองว่าจำเป็นต้องได้รับการพูดคุยอย่างจริงจังในยุคปัจจุบัน

รศ. ดร.ปรีดา ได้นำข้อมูลจากรายงาน Reuters Institute Digital News Report 2026 ที่ได้ระบุว่า ข้อมูลจาก 48 ประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย และหลายประเทศในเอเชีย เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ไต้หวัน อินเดีย และฮ่องกง จะพบตัวเลขที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ในภาพรวมของทั่วโลก มีเพียง 37% ของประชาชนที่ยังเชื่อมั่นในข่าวสารที่ได้รับ นั่นหมายความว่าอีก 63% ไม่เชื่อถือหรือไม่ไว้วางใจข่าวที่ตนเองได้รับ ขณะที่ความเชื่อมั่นต่อข่าวบนสื่อออนไลน์อยู่ที่เพียง 22% เท่านั้น และความเชื่อมั่นต่อการใช้ AI เพื่อค้นคว้าหรือรับข้อมูลข่าวสารอยู่ในระดับประมาณ 20%
“สิ่งที่น่าสนใจก็คือ แม้ปัจจุบันเราจะมีเครื่องมือการสื่อสารมากขึ้น มีแพลตฟอร์มที่หลากหลายมากขึ้น และมี AI เข้ามาช่วยในการทำงานมากขึ้น แต่เหตุใดความเชื่อมั่นต่อข่าวสาร ความเชื่อมั่นต่อสื่อ และความเชื่อมั่นต่อเทคโนโลยีกลับลดลง” รศ. ดร.ปรีดา กล่าว
รศ. ดร.ปรีดา มีมุมมองถึงสถานการณ์ AI ว่า ปัจจุบัน AI กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตและอุตสาหกรรมสื่ออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งในการค้นหาข้อมูลและการสร้างสรรค์คอนเทนต์ จนหลายครั้งแทบแยกไม่ออกว่าเป็นผลงานของมนุษย์หรือ AI อย่างไรก็ตาม AI ไม่ใช่ผู้ร้าย แต่ต้องใช้อย่างรับผิดชอบและโปร่งใส ผู้ผลิตควรสามารถอธิบายได้ว่าใช้ AI เพื่อวัตถุประสงค์ใด เพราะเมื่อผู้ชมเริ่มตั้งคำถามว่าสิ่งที่เห็นเป็นความจริงหรือเป็นสิ่งที่ AI สร้างขึ้น ความน่าเชื่อถือของสื่อ แบรนด์ และองค์กรก็อาจถูกสั่นคลอน ดังนั้น ประเด็นสำคัญคือไม่ใช่การที่เลือกจะใช้ AI หรือไม่ แต่จะใช้ AI อย่างไรโดยไม่กระทบต่อความไว้วางใจและความน่าเชื่อถือที่มีต่อสื่อและองค์กร

รศ. ดร.ปรีดา กล่าวถึงประเทศไทย ที่รายงาน Reuters ฉบับนี้ระบุว่า การรับชมข่าวสารผ่านโทรทัศน์ลดลงจาก 50% ในปี 2024 เหลือเพียง 42% ในปี 2026 ซึ่งผู้ที่ติดตามข่าวผ่านโทรทัศน์เหลือเพียงกว่า 40% เท่านั้น ขณะที่การรับข่าวสารผ่านสื่อออนไลน์และโซเชียลมีเดียเพิ่มขึ้นเป็น 55% หมายความว่า ในปัจจุบันคนไทยรับข่าวสารจากโซเชียลมีเดียมากกว่าจากโทรทัศน์ ที่สำคัญคือ ระบบข่าวสารในปัจจุบันไม่ได้ถูกกำหนดโดยบรรณาธิการหรือกองบรรณาธิการเหมือนในอดีตอีกต่อไป แต่กลับถูกกำหนดโดย อัลกอริทึม ซึ่งเป็นผู้คัดเลือกและนำเสนอข่าวสารให้กับผู้คน
เมื่อระดับความเชื่อมั่นลดลงในลักษณะนี้ จึงสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาบางประการในระดับโครงสร้าง เพราะปรากฏการณ์ดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก โดยจากการศึกษาของ Reuters พบว่า จาก 48 ประเทศที่สำรวจ มีถึง 29 ประเทศที่มีระดับความเชื่อมั่นต่อข่าวสารลดลง
“คำถามสำคัญในวันนี้จึงไม่ได้อยู่ที่ตัวสื่อเท่านั้น แต่รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน เทคโนโลยี แพลตฟอร์ม และอัลกอริทึมที่กำหนดการรับรู้ข่าวสารของสังคม ขณะเดียวกัน ความไม่เชื่อมั่นต่อข่าวสารทำให้ผู้คนหันไปเสพเฉพาะข้อมูลที่สอดคล้องกับความเชื่อของตน จนพื้นที่สำหรับการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่แตกต่างค่อย ๆ หายไป ซึ่งเป็นความท้าทายสำคัญของสังคมประชาธิปไตย” รศ. ดร.ปรีดา กล่าว
อย่างไรก็ตาม รศ. ดร.ปรีดา กล่าวว่า การสร้างความไว้วางใจ มีบทความที่ได้ตีพิมพ์โดย David Maister และ Robert Galford อธิบายไว้ในแนวคิด The Trust Equation ว่า ความไว้วางใจเกิดจาก 4 องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ 1.Credibility (ความน่าเชื่อถือ) ยึดมั่นในข้อเท็จจริงและนำเสนอข้อมูลอย่างถูกต้อง 2.Reliability (ความสม่ำเสมอ) ทำหน้าที่อย่างต่อเนื่อง ตรงไปตรงมา และพึ่งพาได้ 3.Intimacy (ความใกล้ชิด) เปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมและแสดงความคิดเห็น และ 4.Self-Orientation (การยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง) ให้ความสำคัญกับประโยชน์สาธารณะมากกว่าผลประโยชน์ของตนเอง
รศ. ดร.ปรีดา กล่าวว่า ปัญหานี้เห็นได้ชัดในยุคของสื่อออนไลน์ เพราะยอดไลก์ ยอดแชร์ และยอดการมีส่วนร่วมต่าง ๆ กลายเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญ เนื่องจากเชื่อมโยงกับผลประโยชน์ทางธุรกิจของสื่อ หากสื่อมุ่งแสวงหาตัวเลขเหล่านี้โดยไม่ให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือ การตรวจสอบข้อเท็จจริง หรือการสร้างพื้นที่ให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ก็จะยิ่งบั่นทอนความไว้วางใจของสาธารณชน

ในส่วนการเตรียมความพร้อมของคนในยุค AI รศ. ดร.ปรีดา กล่าวว่า ต้องดำเนินไปอย่างสมดุลใน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ 1.Competency มีทักษะในการใช้งาน AI และเรียนรู้เทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง 2.Literacy มีความรู้เท่าทัน AI เข้าใจว่าสิ่งที่เห็นอาจถูกสร้างหรือบิดเบือนด้วย AI และไม่ตกเป็นเหยื่อของข้อมูลเท็จ 3.Ethics ใช้ AI อย่างมีจริยธรรม ตระหนักถึงผลกระทบต่อผู้อื่น และเปิดเผยการใช้ AI อย่างเหมาะสม การอยู่ร่วมกับ AI จึงไม่ใช่การปฏิเสธเทคโนโลยี แต่คือการใช้งานอย่างมีทักษะ รู้เท่าทัน และมีความรับผิดชอบ เพื่อให้ AI เป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยไม่บั่นทอนความเชื่อมั่นและความไว้วางใจ
“ดังนั้นปัจจุบันจึงให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการสร้างความไว้วางใจ เพราะในโลกของการสื่อสารยุคใหม่ ความเชื่อมั่น คือทุนที่สำคัญ ภารกิจของการศึกษาด้านนิเทศศาสตร์ในยุคปัจจุบัน จึงไม่ใช่เพียงการผลิตนักสื่อสารที่มีทักษะเท่านั้น แต่ต้องผลิตบัณฑิตและนักสื่อสารที่สามารถสร้างความไว้วางใจและความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นในสังคมได้ด้วย” รศ. ดร.ปรีดา กล่าว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
🔴 LIVE ครบมุมข่าว กับ..นิธินาฏ ราชนิยม | ใบอนุญาต-จุดอับ 'ผับบาร์' ความบิดเบี้ยว สู่หายนะ!!
ครบมุมข่าว กับ..นิธินาฏ ราชนิยม : วันอังคารที่ 14 กรกฎาคม 2569

