
เหตุการณ์มวลธารน้ำแข็งและเศษหินพังถล่มบริเวณเทือกเขาหิมาลัยใกล้ชายแดนเนปาลกับเขตปกครองตนเองทิเบตของจีน ก่อให้เกิดกระแสน้ำ โคลนและเศษซากไหลบ่าลงสู่พื้นที่ท้ายน้ำอย่างรุนแรง สร้างความสูญเสียต่อชีวิต ชุมชน สะพาน อาคารและโครงสร้างพื้นฐาน รวมทั้งระบบนิเวศทางธรรมชาติที่เกิดมาแล้วหลายร้อยปีถูกทำรายและได้รับเป็นวงกว้าง
ข้อมูลเบื้องต้นจากผู้เชี่ยวชาญและการวิเคราะห์คลื่นไหวสะเทือนชี้ว่าเหตุการณ์น่าจะเริ่มจากการพังถล่มของมวลธารน้ำแข็งและเศษหินก่อนเปลี่ยนเป็นกระแสเศษซากที่ไหลลงตามหุบเขาด้วยความเร็วสูง อย่างไรก็ตามนักวิทยาศาสตร์ยังต้องศึกษากลไกอย่างละเอียด จึงยังไม่ควรสรุปว่าเป็นน้ำท่วมจากทะเลสาบธารน้ำแข็งแตกหรือระบุว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นสาเหตุโดยตรงของเหตุการณ์ครั้งนี้สิ่งที่วงการวิทยาศาสตร์ยืนยันได้ชัดเจนกว่า คือภูมิภาคหิมาลัยกำลังเผชิญอุณหภูมิที่สูงขึ้นการถอยร่นของธารน้ำแข็ง และการลดลงของชั้นดินเยือกแข็งถาวร
การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ทำให้พื้นที่ภูเขาสูงมีความเปราะบางมากขึ้น และอาจเพิ่มความเสี่ยงจากธารน้ำแข็งพังถล่มดินถล่ม น้ำหลาก และภัยพิบัติแบบต่อเนื่องดร.
วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) กล่าวว่า“เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับประเทศไทย แม้ไทยไม่มีธารน้ำแข็งแต่ต้องเผชิญความเสี่ยงจากฝนตกหนักเฉพาะพื้นที่ น้ำท่วมฉับพลัน ดินโคลนถล่ม ภัยแล้ง คลื่นความร้อนและระดับน้ำทะเลสูงขึ้น ภัยเหล่านี้อาจส่งผลกระทบต่อชุมชน เศรษฐกิจ สุขภาพ ระบบนิเวศ และโครงสร้างพื้นฐานพร้อมกัน การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจึงต้องดำเนินควบคู่กับการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศประเทศไทยมีแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ หรือ National Adaptation Planเป็นกรอบดำเนินงานอยู่แล้ว สิ่งสำคัญคือการนำแผนไปใช้จริงทั้งในระดับประเทศ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นภาคธุรกิจ และชุมชน”
มาตรการที่ควรเร่งดำเนินการประกอบด้วย
- พัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้าแบบครบวงจร ให้ข้อมูลถึงประชาชนได้รวดเร็ว เข้าใจง่ายและเข้าถึงกลุ่มเปราะบาง
- จัดทำแผนที่ความเสี่ยงระดับพื้นที่ โดยใช้ข้อมูลฝน น้ำ ภูมิประเทศ การใช้ที่ดิน และประชากรร่วมกัน
- ยกระดับมาตรฐานโครงสร้างพื้นฐาน ให้รองรับฝนหนัก น้ำหลาก ความร้อน และความเสี่ยงในอนาคตไม่ใช่อาศัยเพียงข้อมูลภูมิอากาศในอดีต
- เตรียมชุมชนให้พร้อมรับเหตุฉุกเฉิน ผ่านแผนอพยพ การซ้อมรับภัยและช่องทางสื่อสารที่ใช้งานได้จริง
- ดูแลระบบนิเวศต้นน้ำและพื้นที่รับน้ำ เพราะธรรมชาติที่สมบูรณ์ช่วยชะลอน้ำ ลดการพังทลายของดินและบรรเทาความเสียหาย
- สื่อสารข้อมูลโดยไม่กล่าวเกินหลักฐาน แยกให้ชัดระหว่างข้อเท็จจริง สมมติฐานและผลการศึกษาที่ยังรอการยืนยันเหตุการณ์บริเวณชายแดนเนปาล-ทิเบตไม่ได้หมายความว่าภัยแบบเดียวกันจะเกิดขึ้นในประเทศไทยแต่เตือนให้เห็นว่า ในโลกที่อุ่นขึ้น ภัยธรรมชาติสามารถเกิดเป็นลูกโซ่และรุนแรงเกินกว่าประสบการณ์เดิมการสร้างสังคมที่ปลอดภัยจึงต้องอาศัยทั้งการลดต้นเหตุของภาวะโลกร้อน การเตรียมพร้อมรับผลกระทบและการสื่อสารข้อมูลอย่างถูกต้อง การปรับตัวไม่ใช่การยอมแพ้ต่อวิกฤตภูมิอากาศแต่คือการลดความสูญเสียที่ยังป้องกันได้ตั้งแต่วันนี้
“TEI ขอเป็นส่วนหนึ่งในการสื่อสารประเด็น การปรับตัวด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศพร้อมเชิญชวนภาคีเครือข่ายร่วมสร้างภูมิคุ้มกันให้สังคมไทย เพราะการเปลี่ยแปลงสภาพภูมิอากาศอุณหภูมิที่สูงขึ้น กำลังเป็นภัยพิบัติรุนแรงขึ้น หิมะถล่ม น้ำท่วมในเนปาล-ธิเบต คือสัญญาณเตือนครั้งใหญ่จากธรรมชาติถึงเวลาที่เราต้องร่วมกันเปลี่ยนแปลงก่อนจะสายเกินไป ดร.วิจารย์ กล่าวทิ้งท้าย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
เตือน 'ฝนสุดขั้ว' 24-27 ส.ค. จับตา 'พายุหมุนเขตร้อน'
กรมอุตุนิยมวิทยา อัปเดตผลการพยากรณ์โอกาสความน่าของการเกิดฝนมากกว่า 10 มม. ทุกๆ 24 ชม. สภาพอากาศสุดขั้วแบบ Multi-parameters (Extreme Forecast Index (EFI)
กรมอุตุฯ สยบข่าวลือ! คลื่นความหนาวปกคลุม อากาศสุดขั้วในรอบ 5 ปี
กรมอุตุนิยมวิทยา ได้ชี้แจงข่าวลือ จากรณีที่มีสื่อสังคมออนไลน์ได้เผยแพร่ข้อมูล ซึ่งมีข้อความว่า "ข่าวด่วน จากกรมอุตุไม่เคยมีพยากรณ์แบบนี้มาก่อนในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา

