'ยศชนัน'ชูธงอว.ไล่ขจัด'ความจน'

แม้ว่าประเทศไทยกำลังก้าวพ้นออกจากประเทศกำลังพัฒนา ไปสู่ประเทศพัฒนาแล้วแต่ยังติดปัญหาที่ยังไม่หลุดพ้นจากการเป็นประเทศ”กับดักรายได้ปานกลาง”  พร้อมๆกับยังมีความยากจนกระจายในหลายจังหวัด จากการสำรวจของในปี2562ของหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.)ในสังกัดกระทรวงอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (อว.)พบว่ามี 20 จังหวัด ที่ยังมีสถานะยากจนมาก เนื่องจาก  รายได้ครัวเรือนในพื้นที่มีค่าเฉลี่ยรายได้ต่อหัวต่อปี ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของทั้งประเทศ

20จังหวัดยากจนรายได้ครัวเรือนต่ำนี้  ได้แก่ ปัตตานี อำนาจเจริญ แม่ฮ่องสอน ชัยนาท สุรินทร์ ยโสธร ศรีสะเกษ สกลนคร มุกดาหาร กาฬสินธุ์  บุรีรัมย์ นราธิวาส อุบลราชธานี ลำปาง พัทลุง นครราชศรีมา ร้อยเอ็ด  พิษณุโลก เลยและยะลา

บพท.ได้ตั้งคำถาม 3 ข้อเพื่อแก้โจทย์ความยากจน คือ 1. ความยากจนที่แท้จริงเป็นใครอยู่ที่ไหน 2.จนด้วยสาเหตุอะไร และ3.จะเข้าไปช่วยเหลือให้หายจนอย่างเบ็ดเสร็จและยั่งยืนได้อย่างไร

ล่าสุด ในการลงพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด ยโสธร ของบพท.เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจน ซึ่งมีศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)พร้อมกับรมว. กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ร่วมลงพื้นที่ด้วย โดยรองนายกฯ ได้กล่าวว่า ตนจะให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาความยากจนครอบคลุมทุนดำรงชีพ 5 ด้านคือทุนมนุษย์ ทุนกายภาพ ทุนธรรมชาติ ทุนเศรษฐกิจ และทุนสังคม โดยใช้ชุดความรู้จากโครงการวิจัยแก้ไขปัญหาความยากจนแบบเบ็ดเสร็จและแม่นยำ ซึ่งบพท.ได้ดำเนินการร่วมกับหลายมหาวิทยาลัยอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลากว่า 7 ปี ในพื้นที่ 20 จังหวัดนำร่องทั่วทุกภาคของประเทศ

รองนายกฯ กล่าวต่อว่างานวิจัยแก้จน ที่ หน่วย บพท.เป็นแกนกลางในการขับเคลื่อนร่วมกับหลายมหาวิทยาลัยในพื้นที่ 20 จังหวัดนำร่อง ภายใต้กลไกกระบวนการตั้งแต่ขั้นตอนการสืบค้นสอบทานข้อมูลคนจนอย่างละเอียด แล้วนำไปออกแบบโมเดลแก้จนให้เหมาะสม สอดคล้องกับบริบทภูมิสังคมแต่ละพื้นที่ บนหลักการความมีส่วนร่วมของคนจน และภาคีเครือข่ายในพื้นที่ ได้ผ่านการพิสูจน์ยืนยันผลลัพธ์ ผลสัมฤทธิ์ในการช่วยคนจนให้มีอาชีพ มีรายได้ที่มั่นคง และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นมาแล้ว จะได้รับการผลักดันให้เป็นแม่แบบนำไปใช้แก้ไขปัญหาความยากจนทุกจังหวัดทั่วประเทศ


ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวถึงผลสำเร็จว่า โครงการวิจัยแก้จนซึ่ง บพท.ทำร่วมกับเครือข่ายมหาวิทยาลัย และภาคีเครือข่ายในพื้นที่ สามารถพลิกโฉมรูปแบบความช่วยเหลือคนจน จากการสงเคราะห์ชั่วคราว มาเป็นการใช้กระบวนการวิจัยแบบมีส่วนร่วม ผสานระบบข้อมูลสารสนเทศอัจฉริยะ และเทคโนโลยี AI ปูพรมค้นหาคนจนที่ตกหล่น ทำให้ตั้งแต่ปี 2563 ถึงปัจจุบัน สามารถนำพาคนจนที่ขัดสนทุนดำรงชีพ เข้าสู่กระบวนการยกระดับทักษะได้แล้วกว่า 7,663 คน สร้างรายได้เพิ่มสะสมกว่า 2.17 ล้านบาท รวมถึงประสานภาคีเครือข่ายช่วยลดหนี้และมอบทุนการศึกษาให้กลุ่มเป้าหมายได้อย่างตรงจุด

“ความสำเร็จและโมเดลแก้จนที่ดีจากพื้นที่ 20 จังหวัดนำร่องเป้าหมาย จะต้องถูกนำไปถอดบทเรียนเพื่อให้ได้โมเดลที่ดีที่สุด นำไปแชร์และขยายผลใช้กับจังหวัดอื่นๆ ทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนทุกคนได้รับประโยชน์อย่างรวดเร็วภายใน 1 ปี โดยไม่ต้องรอกระบวนการที่ล่าช้า และหากโมเดลไหนในพื้นที่ใดสามารถเดินหน้าได้ดีแล้ว เราก็จะส่งมอบต่อให้ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดและกระทรวงมหาดไทยรับช่วงดำเนินการต่อไป เพื่อให้เกิดงบประมาณและการพัฒนาที่ยั่งยืนเต็มรูปแบบ”

แนวทางแก้ปัญหาความยากจน ของอว. รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เราใช้ฐานข้อมูลเพื่อหาเหตุผลว่าทำไมถึงเกิดความยากจน โดยมีกลไกความร่วมมือผ่านแพลตฟอร์ม PPAP ที่ต่อยอดมาจาก TPMAP เมื่อเราสแกนพบผู้ที่ ‘ตกหล่น’ จากระบบ หน้าที่ของเราคือต้องเข้าไปช่วยทันที โดยแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ การส่งเสริมอาชีพ ในมิติของโมเดลแก้จน และ การส่งต่อเข้าสู่ระบบสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งหากพบว่าข้อมูลใครยังไม่ครบถ้วน ก็มีวิทยาลัยชุมชน และ มหาวิทยาลัยราชภัฏ ในพื้นที่ เป็นแกนนำในการลงพื้นที่เก็บข้อมูลให้สมบูรณ์

“นอกจากนี้ เราได้วิเคราะห์ความยากจนผ่านฐานทุนดำรงชีพ 5 ด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งทุนมนุษย์ ซึ่งพบชัดเจนว่ากลุ่มเปราะบางหรือผู้สูงอายุจำนวนมากขาดทักษะอาชีพที่สามารถสร้างรายได้ จึงต้องนำเทคโนโลยีและงานวิจัยเชิงพื้นที่ เข้ามาช่วยเพิ่มทักษะให้ตรงกับความต้องการของแต่ละครัวเรือน เพื่อให้พี่น้องประชาชน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ สามารถทำงานได้ เหนื่อยน้อยลง ใช้ต้นทุนลดลง แต่มีรายได้เท่าเดิมหรือเพิ่มมากขึ้น ส่วนปัญหาเรื่อง ทุนทางกายภาพเช่น การขาดที่ดินทำกิน วันนี้ผมได้เห็นความประทับใจในพื้นที่ที่มีการจัดสรรพื้นที่ส่วนกลาง ให้ชุมชนได้เข้ามาทำมาหากินร่วมกัน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมาก และแก้ปัญหาได้จริง”รองนายกฯ กล่าว

ในระยะ 7ปี ที่บพท.เข้าไปดำเนินงานเชิงรุก แก้ไขปัญหาความยากจน ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา  ผู้อำนวยการ บพท.กล่าวว่า เป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่งที่ท่านรองนายกรัฐมนตรี ศ.ดร.ยศชนันรับเป็นธุระช่วยต่อยอดขยายผลการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยโครงการแก้จน ไปเชื่อมโยงกับกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับทุนมนุษย์ที่ท่านกำกับดูแลอยู่ได้แก่กระทรวง อว. กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงแรงงาน  กระทรวงศึกษาธิการ รวมทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งจะช่วยให้การทำให้คนจนเข้าถึงโอกาสในการได้รับสวัสดิการจากรัฐสะดวกและคล่องตัวมากขึ้นโดยบพท.เองได้ส่งต่อข้อมูลความยากจนที่สำรวจให้กระทรวงพม.ทั้งระบบ ซึ่งมองว่าปัญหาความยากจนข้ามรุ่น เป็นปัญหาที่จะต้องรีบแก้ไข เพราะมีความเดือดร้อนเยอะมาก ซึ่งกลุ่มนี้ จะต้องเข้าไปดูเรื่องการศึกษาและอาชีพที่เขาพอทำได้

“วัดผลครัวเรือน 2มิติ คือ รายได้  กับคุณภาพชีวิต ถ้าวัดเชิงระยะยาวคือโอกาสทางการศึกษาของบุตรหลาน  ส่วนประเด็นที่รองนายกฯต้องการขยายผลแก้ความยากจนไปมากกว่า  20 จังหวัด ประเด็นนี้เราได้หารือเบื้องต้น กับกระทรวงมหาดไทย กับพม .ที่เป็นเจ้าภาพหลัก  ซึ่งเรามีจังหวัดต้นแบบแก้ไขความยากจนสำเร็จ เช่นจังหวัดกาฬสินธุ์ ที่ยกระดับจากจังหวัดยากจนท้ายๆ จาก 70 กว่าๆมาเป็น  50 กว่าๆ ซึ่งเรื่องนี้ต้องอาศัยความร่วมมือทุกฝ่ายแก้ปัญหา ต้องทำต่อเนื่องจริงจัง กลไกระดับพื้นที่ชุมชนต้องเข้มแข็ง ช่วยกัน 

ดร.กิตติ กล่าวว่า ภาพรวมการแก้ไขความยากจน สิ่งที่บพท.ทำก็คือ เลื่อนระดับฐานะทางสังคม ซึ่งวัดจากมิติ 5ด้าน ความยากจนที่เราเรียกว่าจนข้ามรุ่น จนยากลำบาก พอแก้ให้เขาหลุดพ้นได้แล้ว   พออยู่ได้ หรืออยู่ดี  ซึ่งเราวัดจากรายได้ของครัวเรือน   การมีภูมิคุ้มกันเชิงครัวเรือน การเข้าถึงสวัสดิการของรัฐ มีโอกาสทางการศึกษาบุตรหลาน ความพอเพียง ความเฉลียวฉลาดทางการเงิน  และเข้าถึงสวัสดิการของรัฐ และโอกาสทางสังคม เราถือว่าครัวเรือนแบบนี้ เลื่อนฐานะแล้ว ส่วนรายได้หากอยู่ในพื้นที่ห่างไกล ถ้ามีรายได้ 1.500-2,000 บาทต่อเดือน เขาอยู่ได้ ที่ต้องวัด 5มติ เพราะการวัดที่มิติทางเศรษฐกิจอย่างเดียวยังไม่สะท้อนอะไรได้ทั้งหมด เราต้องดูคุณภาพชีวิตด้วย และ 5ด้านนี้จะเชื่อมต่อไปยังระบบสวัสดิการของรัฐ ที่ผ่านมาบางคนอาจเข้าไม่ถึง

“พอเราใช้ฐานการวัด 5มิติส่งต่อไปหน่วยงานอื่นๆ  แล้วอย่างที่ท่านศ.ดร.ยศชนันบอก ตรงนี้จะทำให้เราสามารถเชื่อมต่อกับแผนจังหวัดได้ถึง  17แผน และนี่น่าจะเป็นโอกาสคร้ั้งแรกๆ ที่เรานำร่องและชวนหน่วยงานรัฐ ให้เราเข้าร่วมโครงการได้ และทำให้เห็นว่าโครงการแก้ความยากจนจะต้องลงลึกไปถึงระดับครัวเรือน ซึ่งเป็นKey Point สำคัญ   เพราะโครงการสงเคราะห์ยังอาจถึงได้ แต่โครงการประกอบอาชีพส่วนใหญ่ยังเข้าไปไม่ถึง ดังนั้น จึงต้องโฟกัสอาชีพครัวเรือน “

ดร.กิตติ กล่าวอีกว่า  เชื่อมั่นต่อไปจะใมีกลไกแก้ปัญหาความยากจนในวงกว้าง แต่หากจะให้เกิดผลสำเร็จ ทั้งประเทศต้องทำให้เป็นวาระแห่งชาติ และทำอย่างต่อเนื่องจริงจัง เพราะหลายๆ จังหวัด มีคนจนหลายแสนคน ซึ่งทั้งบพท. อว. และมหาวิทยาลัยที่เป็นเครือข่าย ไม่มีกำลังพอที่จะสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างครบถ้วนต้องอาศัยกลไกภาคส่วนอื่น เข้ามามีส่วนร่วม  

“การแก้จนแบบแซนบ็อกซ์ ทำเป็นพื้นที่ เราถอดมาจากจีนทั้งหมด จีนทำ 5 สเต็ป  เขาตั้งเป็นวาระชาติ มีกลไก มีการชี้เป้ามีการออกแบบรายพื้นที่  มีฟีดแบ็ก และไม่ให้ครัวเรือนย้อนกลับมาจนอีก แต่ของเรายังเป็นระดับใกล้เคียงวาระของชาติ  ยังไม่เป็นวาระแห่งชาติเต็มตัว ซึ่งความเห็นส่วนตัวมองว่า เรื่องนี้ควรได้รับการบรรจุในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ฉบับที่  14 ด้วย เพราะในแผน 13 เองก็มีการระบุว่าต้องแก้ไขปัญหาความยากจน โดยเฉพาะความยากจนข้ามรุ่น  ” ผอ.บพท.กล่าว

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

รู้ผลไม่เกินสี่ทุ่ม ชิงเก้าอี้ นายกอบจ.ร้อยเอ็ด 'เศกสิทธิ์-นิรันดร์' สู้กันเอง หลังพรรคเขียวหลีกทาง

จังหวัดร้อยเอ็ด มีการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดร้อยเอ็ดหรือนายกฯอบจ.ร้อยเอ็ด ที่มีผู้สมัครแข่งขันชิงเก้าอี้นายกฯอบจ.ร้อยเอ็ดรอบนี้สามคน

'ยศชนัน' แจงงบ อว. ปี 70 ปั้นทรัพยากรมนุษย์ทักษะสูง เปลี่ยนมหาวิทยาลัยเป็นศูนย์บ่มเพาะ

นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ชี้แจงว่า ตนขอขอบคุณทุกข้อเสนอแนะของเพื่อนสมาชิกโดยขออธิบายถึงกรอบการทำงบประมาณของกระทรวงอว.

'ยศชนัน' ประกาศวิสัยทัศน์กลางเวทีสัมมนาวิชาการ 'NATURE POSITIVE THAILAND' ในงาน SITE 2026 ชี้ไทยต้องก้าวข้ามการลดคาร์บอนสู่การฟื้นฟูธรรมชาติเชิงบวก

"ยศชนัน" ประกาศวิสัยทัศน์กลางเวทีสัมมนาวิชาการ "NATURE POSITIVE THAILAND" ในงาน SITE 2026 ชี้ไทยต้องก้าวข้ามการลดคาร์บอนสู่การฟื้นฟูธรรมชาติเชิงบวก เล็งดึง AI และเทคโนโลยีขั้นสูง ปั้นสตาร์ตอัปสายเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม พลิกโฉมความหลากหลายทางชีวภาพ ให้เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของประเทศ

'ยศชนัน' เผยมติ กพช. เพิ่มเบี้ยคนพิการ จาก 800 เป็น 1,000 บาท ชงเข้าครม. เดือนนี้

“ยศชนัน”เตรียมชงครม.ไฟเขียว เพิ่มเบี้ยคนพิการเป็น 1,000 บาท- ทุ่มงบ 141 ล้านบาท ทำกายอุปกรณ์ผู้พิการ -เตรียมจ่ายค่าตอบแทนผู้ช่วยดูแลคนพิการ