'อดีตผู้พิพากษาอาวุโส' ยก 3 เหตุผลสำคัญ 'ถ้าผมเป็น กกต. จะลงมติคดีฮั้วสว.อย่างไร'

14 ก.ย.2569-นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระและอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊กเรื่อง “ถ้าผมเป็น กกต. ผมจะลงมติคดีฮั้ว สว. ปี 2567 อย่างไร” เนื้อหาดังนี้

กรณีคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) จำนวน 229 ราย ตามผลการสอบสวนของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง คณะที่ 26 กำลังเป็นจุดวัดใจครั้งสำคัญของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่า จะตัดสินใจบนพื้นฐานของ ข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน และข้อกฎหมาย อย่างไร เพื่อให้ถูกต้อง โปร่งใส และเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

หากผมเป็น กกต. และต้องลงมติในวันจันทร์ที่ 14 กันยายน 2569 ผมจะลงมติในแนวทางดังต่อไปนี้

1. พฤติการณ์ที่ถูกกล่าวหา: จำแนกตามลักษณะการกระทำ

ผู้ถูกกล่าวหาจำนวน 229 ราย ซึ่งเดิมมีทั้ง สว. 138 คน (แต่ ณ วันลงมติ น่าจะเหลือ สว. 136 คน เพราะถูกศาลฎีกาเพิกถอนสิทธิทางการเมืองไปแล้ว 2 คนเมื่อต้นปี 2569) กรรมการบริหารพรรคการเมือง และบุคคลในเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ถูกกล่าวหาว่ามีพฤติการณ์อันอาจเข้าข่ายการทุจริตในการเลือก หรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น อันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ตามกรอบของมาตรา 62 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561

โดยอาจจำแนกพฤติการณ์ที่ถูกกล่าวหาได้เป็น 4 ลักษณะสำคัญ ได้แก่

1) การจัดตั้งผู้สมัครและการรับผลประโยชน์ — “นอมินี/บล็อกโหวต” การสมัครเป็น สว. โดยมิได้มีเจตนาจะได้รับเลือกด้วยตนเองอย่างแท้จริง แต่เข้าร่วมกระบวนการเพื่อรับเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด แลกกับการลงคะแนนตามโพยหรือข้อตกลงที่กำหนดไว้

2) การจัดหาเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์เพื่อจูงใจ การเสนอหรือจัดหาเงิน ค่าเดินทาง ค่าที่พัก อาหาร เครื่องดื่ม หรือประโยชน์อื่นใด เพื่อจูงใจผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิเลือกให้ลงคะแนนหรือไม่ลงคะแนนให้แก่บุคคลใด

3) การแทรกแซงโดยบุคคลทางการเมือง การที่กรรมการบริหารพรรคการเมือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือบุคคลอื่น เข้าไปช่วยเหลือหรือจัดวางระบบเพื่อให้ผู้สมัครรายใดได้รับเลือก และผู้สมัครนั้นยินยอมให้มีการช่วยเหลือดังกล่าว

4) การสมยอมและแลกเปลี่ยนคะแนน — “Block Vote” การตกลงหรือประสานให้ผู้สมัครลงคะแนนให้แก่กันหรือให้แก่บุคคลที่กำหนดไว้ตามโพยหรือข้อตกลง จนมีพฤติการณ์ที่อาจสะท้อนการลงคะแนนเป็นกลุ่มอย่างผิดธรรมชาติ เมื่อพิจารณาพยานหลักฐานทั้งหมดแล้ว เห็นว่า “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้” ตามมาตรา 62 แล้ว

2. ผมจะแยก “คดีเลือกตั้ง” ออกจาก “คดีอาญา”

ผมจะไม่เอาสองเรื่องนี้มาปะปนกัน เพราะมี เกณฑ์การพิจารณาและผลทางกฎหมายแตกต่างกัน

(1) คดีเลือกตั้ง — ส่งศาลฎีกา เมื่อพิจารณาจากสำนวนแล้วเห็นว่า มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ ว่าผู้สมัครหรือบุคคลใดกระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือก หรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น อันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม

ผมจะลงมติให้ กกต. ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา ตามมาตรา 226 ของรัฐธรรมนูญ ประกอบมาตรา 62 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ. 2561 เพราะกฎหมายใช้ถ้อยคำว่า “ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา” เมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ มิใช่ให้ กกต.วินิจฉัยความผิดขั้นสุดท้ายแทนศาล

ส่วนกรณีผู้ถูกกล่าวหาเป็น สว. เมื่อศาลฎีการับคำร้องไว้พิจารณาแล้ว ผู้ถูกกล่าวหาต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลฎีกาจะพิพากษาว่าไม่ได้กระทำความผิด และหากศาลพิพากษาว่ากระทำความผิด สมาชิกภาพย่อมสิ้นสุดลงตามกฎหมาย

(2) คดีอาญา — ดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญา สำหรับพฤติการณ์ที่เข้าข่ายความผิดอาญาตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ. 2561 ผมจะลงมติให้ดำเนินการตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้มีการพิสูจน์ความผิดโดยศาล ตัวอย่างฐานความผิดที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ มาตรา 76 การที่กรรมการบริหารพรรค ผู้ดำรงตำแหน่งในพรรค สส. สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กระทำการช่วยเหลือผู้สมัครให้ได้รับหรือไม่ได้รับเลือก รวมถึงกรณีผู้สมัครยินยอมให้มีการช่วยเหลือดังกล่าว มีโทษจำคุก 1–10 ปี ปรับ 20,000–200,000 บาท และศาลสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตามที่กฎหมายกำหนด

มาตรา 77 การให้ เสนอให้ หรือจัดเตรียมทรัพย์สินหรือประโยชน์เพื่อจูงใจให้มีการสมัคร ถอนการสมัคร หรือการลงคะแนน รวมถึงพฤติการณ์อื่นตามที่กฎหมายกำหนด มีโทษจำคุก 1–10 ปี ปรับ 20,000–200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และศาลอาจสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี

มาตรา 79 การเรียก รับ หรือยอมจะรับเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์เพื่อให้ตนสมัครหรือไม่สมัครเพื่อประโยชน์แก่ผู้สมัครรายอื่น มีโทษจำคุก 1–10 ปี ปรับ 20,000–200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี

มาตรา 81 การเรียก รับ หรือยอมจะรับเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์เพื่อเลือกหรืองดเว้นไม่เลือกผู้ใด มีโทษจำคุก 1–5 ปี ปรับ 20,000–100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี เพราะ “มีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะดำเนินกระบวนการตามกฎหมาย และให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัยความผิดทางอาญาต่อไป”

3. ประเด็นการยุบพรรคการเมือง

สำหรับข้อเรียกร้องให้มีการดำเนินการยุบพรรคการเมือง ผมจะแยกออกจากการพิจารณาคดีของผู้สมัครและ สว. อย่างชัดเจน

หากในวาระการพิจารณาครั้งนี้ นายทะเบียนพรรคการเมืองยังมิได้เสนอเรื่องเพื่อดำเนินการตามกระบวนการของ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 ผมจะไม่วินิจฉัยเรื่องการยุบพรรคปะปนไปกับคดีฮั้ว สว. โดยถือว่าเป็นคนละกระบวนการและต้องดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายพรรคการเมืองโดยนายทะเบียนพรรคการเมืองต้องยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูฯต่างหาก

4. ดังนั้น หากผมเป็น กกต. ในวันจันทร์ที่ 14 กันยายน 2569

ผมจะลงมติในหลักการ 3 ประการดังนี้

หนึ่ง — คดีเลือกตั้ง มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ตามมาตรา 62 → ส่งศาลฎีกา ไม่ว่าจะเป็น สว. บุคคลภายนอก หรือผู้สมัครรายอื่นที่เกี่ยวข้อง

สอง — คดีอาญา พยานหลักฐานเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 76, 77, 79, 81 หรือบทบัญญัติอื่นที่เกี่ยวข้อง → ดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญาที่กฎหมายกำหนด (โดย กกต. อาจส่งสำนวนไปให้พนักงานอัยการ หรือพนักงานสอบสวนไปกำเนินการฟ้องต่อศาลชั้นต้นที่มีเขตอำนาจพิจารณาคดีอาญา)

สาม — คดียุบพรรค หากยังไม่มีเรื่องเสนอเข้ามาตามกระบวนการของกฎหมายพรรคการเมือง → ไม่หยิบยกมาวินิจฉัยในวาระนี้ แต่หากภายหลังมีพยานหลักฐานและมีการเสนอเรื่องตามขั้นตอน ก็ต้องพิจารณาแยกต่างหากตามกฎหมาย

เพราะสำหรับผม นี่คือความรับผิดชอบที่แท้จริงขององค์กรอิสระในคดีที่กระทบทั้งต่อ ความชอบธรรมของสมาชิกวุฒิสภา ความน่าเชื่อถือของ กกต. และศรัทธาของประชาชนต่อกระบวนการเลือกตั้งของประเทศ

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เอ็ดดี้ อัษฎางค์ ลั่นคดีฮั้วสว. ผลคดีอาจเปลี่ยนเกมอำนาจ แต่เกมอำนาจต้องไม่เป็นตัวตัดสินคดี

นักวิชาการชี้ไม่ว่าผลจะเป็นคุณหรือเป็นโทษต่อใคร ประชาชนควรได้คำอธิบายที่ตรวจสอบได้ว่า เหตุใดบุคคลหนึ่งจึงต้องรับผิด และเหตุใดอีกบุคคลหนึ่งจึงไม่ต้องรับผิด

ลุ้น!ชี้ขาดคดีฮั้วสว. ‘กกต.’แถลงมติบ่ายสาม ม็อบบี้ส่ง229ชื่อให้ศาล

จับตา กกต.นัดแถลงมติปิดคดีฮั้ว  สว.บ่ายสามโมง 229 ชื่อ-บิ๊กเนมการเมืองวัดใจ ลุ้น 7 อรหันต์ เอาผิดยกแผง-ปล่อยผียกพวงหรือฟันแต่น้ำเงินอ่อน ขณะที่ภาค ปชช.เคลื่อนไหวหนัก

'ยิ่งชีพ' ดีเดย์กกต.สั่งฟ้อง 229 ราย ชี้ชะตาประตูสู่รัฐธรรมนูญใหม่

'ยิ่งชีพ' ปราศรัยใหญ่ ยื่นคำขาด 'กกต.' สั่งฟ้อง 229 คดีฮั้ว สว. ชี้ชะตาประตูสู่รัฐธรรมนูญใหม่ ลั่น ถ้าเป่าทิ้ง แม้คนเดียว ขู่แฉข้อมูลเพียบ

'สุดารัตน์' จับตา 14 ก.ย. 'กกต.' ชี้ฮั้วสว. เตือนสติใช้อำนาจโดยไม่สุจริต จะมีผลในวันข้างหน้า

คุณหญิงสุดารัตน์ จับตา 14 ก.ย. กกต. ชี้คดีฮั้วสว. บอกจะเลือกความถูกต้อง เที่ยงธรรมของประเทศไว้หรือจะเลือกอุ้มทุรชน

'ไอติม' ชี้ตัดตอนคดีฮั้ว สว. ไม่จบแน่ หวั่นเผชิญ 'เสื้อสีน้ำเงินทำอะไรก็ไม่ผิด'

“ไอติม” ชี้กกต.ทำหน้าที่ให้โปร่งใส ระบุหากตัดตอนคดีฮั้วสว. เรื่องไม่จบแน่ หวั่นตกอยู่ภายใต้เสื้อสีน้ำเงินทำอะไรไม่ผิด