
มาแล้วครับ
หลังจากเปิดคอลัมน์ “เปิดซองออนไลน์” มาหลายวัน วันนี้เปิด Gmail เข้าไปดูแล้วชื่นใจขึ้นมาทันที เพราะมีคนเขียนมาคุยด้วยแล้ว แถมมาถึงสองท่าน
ขอบคุณ คุณ Jim Oldman และ คุณรสิ ที่อุตส่าห์เขียนมาคุยกับ “เสมอต้น”
คุณ Jim Oldman เขียนมาสั้นๆ ว่า
สวัสดีครับ
คอลัมน์เปิดใหม่น่าสนใจ จะขออนุญาตเข้ามาคุยด้วยบางโอกาสนะครับ
ที่บอกว่าจะขออนุญาตเข้ามาคุยนั้น ไม่ต้องขออนุญาตหรอกครับ อยากคุยเมื่อไหร่ก็เขียนมา เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย อยากทัก อยากเถียง หรือมีอะไรอยากเล่า ส่งมาได้หมด
เมื่อวานเพิ่งบอกกันไปว่า ส่งมาเถอะครับ ผมเปิดอ่านอย่างเดียว ไม่ขุดประวัติพ่อแม่
ไม่ทันไรก็มีคนลองของเสียแล้ว (ฮา)
คุณรสิเขียนมาว่า
เรียน คุณเสมอต้น
ก็รออยู่ว่าเมื่อไหร่คุณเสมอต้นจะเปิดซองให้อ่านสักที ที่ไหนได้ไม่มีคนส่งซะงั้น
น่าจะรออ่านเหมือนกัน เอาเป็นว่าคุณเสมอต้นก็เขียนให้อ่านไปพลางๆ ไปก่อนก็ได้
เพราะชอบอ่านไม่ชอบเขียน อายุมากแล้วไม่รู้จะอ่านไทยโพสต์ไปได้อีกนานมั้ย ชอบอ่านหนังสือแต่เดี๋ยวนี้หาหนังสืออ่านยากมาก เพราะไม่พิมพ์กันแล้ว แต่หนังสือ (วรรณกรรม) ที่หวงเก็บไว้ก็เป็นห่วง ถ้าไม่อยู่แล้วก็ไม่รู้จะทำยังไง คนที่ยังอยู่ก็คงเห็นเป็นภาระ เฮ้อ ได้อาศัยอ่านไทยโพสต์ทุกวัน และรออ่านเปิดซองของคุณเสมอต้นด้วย
รสิ
คุณรสิเปิดมาก็ทำเอาผมยิ้มเลยครับ
“ก็รออยู่ว่าเมื่อไหร่คุณเสมอต้นจะเปิดซองให้อ่านสักที ที่ไหนได้ไม่มีคนส่งซะงั้น”
อุตส่าห์เปิดคอลัมน์รอคนอ่าน ที่แท้คนอ่านก็นั่งรอผมเปิดซองอยู่เหมือนกัน
ต่างคนต่างรอ แบบนี้ก็ไม่มีใครได้อ่านพอดี (ฮา)
คุณรสิบอกว่าเป็นคนชอบอ่าน ไม่ค่อยชอบเขียน วันนี้เลยยิ่งดีใจที่ยอมเขียนมาคุยกัน
แต่มีอยู่ช่วงหนึ่งที่อ่านแล้วสะดุดใจ คือเรื่องหนังสือวรรณกรรมที่หวงและเก็บไว้ และเป็นห่วงว่าวันหนึ่งถ้าตัวเองไม่อยู่แล้ว หนังสือเหล่านั้นจะไปอยู่ที่ไหน คนที่อยู่ข้างหลังอาจมองว่าเป็นภาระ
ผมอ่านแล้วนึกถึงหนังสือของตัวเองขึ้นมาบ้าง
ผมไม่ได้เป็นนักอ่านตัวยงอะไรครับ อ่านบ้าง ไม่อ่านบ้าง แต่มีหนังสือบางเล่มที่อ่านมานานแล้ว และยังเก็บไว้อยู่จนทุกวันนี้
เล่มหนึ่งที่ผมชอบคือ “วัยฝันวันเยาว์” ของ พิบูลศักดิ์ ละครพล
เป็นเรื่องราวความทรงจำในวัยเยาว์ มีทั้งความรัก ความขมขื่นและความชื่นบาน ฉากและวิถีชีวิตอยู่ทางภาคเหนือ แต่ตอนอ่าน ผมซึ่งเป็นเด็กจากที่ราบสูง กลับรู้สึกว่าชีวิตของเด็กในเรื่องไม่ได้ห่างจากชีวิตที่ตัวเองเคยผ่านมาเท่าไรนัก
บ้านคนละภาค สำเนียงคนละอย่าง แต่วิถีชีวิตของเด็กชนบทในวันนั้นมีอะไรคล้ายกันอยู่ไม่น้อย
บางช่วงจึงไม่ได้รู้สึกว่ากำลังอ่านชีวิตของเด็กที่ไหน
เหมือนแอบเปิดดูวัยเด็กของตัวเองมากกว่า
หนังสือเล่มนั้นผมยังเก็บไว้อยู่
ทำไมต้องเก็บ?
บางทีคำตอบก็ง่ายนิดเดียวครับ
เพราะหนังสือบางเล่มไม่ได้เก็บแค่ตัวหนังสือ แต่มันเก็บช่วงเวลาของชีวิตเราเอาไว้ด้วย
หนังสือเล่มหนึ่งอาจพาเรากลับไปเจอวัยเด็ก เจอคนบางคน เจอบ้านเก่า หรือแม้แต่เจอตัวเราเองในวันที่ยังเป็นอีกคนหนึ่ง
ราคาหนังสืออาจอยู่ที่ปกหลัง แต่คุณค่าของมัน บางทีอยู่ในความทรงจำที่อยู่ข้างใน
และบางเล่ม แม้ผ่านไปนานแล้ว เราก็ยังหยิบกลับมาอ่านอีกครั้ง
อย่างเล่มที่ผมกำลังอ่านอยู่ตอนนี้ ก็เป็นอย่างนั้น
จากเรื่องราวของเด็กทางภาคเหนือ คราวนี้ไปไกลถึงรัสเซียโน่น
“พี่น้องคารามาซอฟ” ของ ฟีโอโดร์ ดอสโตเยฟสกี ฉบับแปลภาษาไทยโดย “สดใส”
เล่มนี้ผมเคยอ่านตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษา ตอนนั้นเป็นหนังสือของชมรมค่าย หยิบมาอ่านอยู่พักหนึ่ง แต่ไม่จบ
มันทั้งเล่มใหญ่ ทั้งยาว และเรื่องก็หนักเอาการ
ผ่านมาหลายปี เมื่อเร็วๆ นี้บังเอิญไปเจอพรรคพวก เห็นหนังสือเล่มนี้อยู่กับเขา ความทรงจำเก่าก็กลับมา
เลยขอยืมมาอ่านอีกครั้ง
คราวนี้ตั้งใจว่าจะอ่านให้จบ ตอนนี้ว่างเมื่อไหร่ก็ค่อยหยิบมาอ่าน
ยังไม่ถึงหน้าสุดท้ายครับ
อ่านจบหรือเปล่ายังไม่รู้
แต่จะคืนเพื่อนหรือเปล่า นี่ยิ่งไม่รู้ใหญ่ (ฮา)
พูดถึงหนังสือเล่มใหญ่ๆ อย่าง “พี่น้องคารามาซอฟ” แล้วก็อดคิดไม่ได้ว่า ถ้าเป็นหนังสือที่เพิ่งออกในยุคนี้ จะมีคนยอมอยู่กับมันยาวๆ สักเท่าไหร่
ไม่ใช่ว่าคนสมัยนี้ไม่อ่าน
เราอ่านกันเยอะ แต่เราอ่านสั้นลง
ข่าวก็เอาสั้นๆ โพสต์ก็เอาสั้นๆ คลิปยังต้องสั้น อะไรยาวหน่อย บางคนเห็นความยาวก็เลื่อนผ่านเสียแล้ว
หน้าจอทำให้เราชินกับการรับเรื่องหนึ่งไม่กี่นาที แล้วไปอีกเรื่อง
อ่านข้อความอยู่ เดี๋ยวไลน์เด้ง เปิดเฟซบุ๊กต่อ ไปดูคลิปอีกหน่อย แล้วค่อยกลับมา
อ้าว…เมื่อกี้อ่านถึงไหนแล้ว
ผมเองก็เป็นครับ
นี่อาจเป็นความต่างอย่างหนึ่งระหว่างการอ่านบนหน้าจอกับการอ่านหนังสือ โดยเฉพาะวรรณกรรม
วรรณกรรมบางเรื่องไม่รีบพาเราไปถึงตอนจบ
มันค่อยๆ พาเราไปรู้จักคน รู้จักชีวิตของเขา แล้วบางครั้งก็พาเรากลับมารู้จักชีวิตของตัวเอง
อย่าง “วัยฝันวันเยาว์” เล่าเรื่องเด็กทางเหนือ แต่เด็กจากที่ราบสูงอย่างผมกลับเห็นวัยเด็กของตัวเองอยู่ในนั้น
“พี่น้องคารามาซอฟ” พาไปถึงรัสเซีย คนละบ้าน คนละเมือง คนละยุค แต่เรื่องครอบครัว ความรัก ความขัดแย้ง ความผิด ความดี และความยุ่งเหยิงในใจคน ผ่านไปกี่ยุคก็ยังเป็นเรื่องของมนุษย์
นี่กระมังที่ทำให้วรรณกรรมบางเรื่องอยู่ได้นานกว่าคนเขียน
และหนังสือบางเล่มอยู่บนชั้นของเราได้นานกว่าของหลายอย่างที่ซื้อมาแพงกว่ามันเสียอีก
ผมจึงเข้าใจที่คุณรสิเป็นห่วงหนังสือที่ตัวเองหวง
สำหรับคนที่ไม่เคยอ่าน มันอาจเป็นเพียงหนังสือเก่ากองหนึ่ง
แต่สำหรับคนที่เคยอ่าน มันมีชีวิตบางช่วงของเราเก็บอยู่ในนั้นด้วย
ที่คุณรสิบอกว่า “ได้อาศัยอ่านไทยโพสต์ทุกวัน และรออ่านเปิดซองของคุณเสมอต้นด้วย”
ประโยคนี้คนเขียนอ่านแล้วชื่นใจครับ
คุณรสิบอกให้ผมเขียนให้อ่านไปพลางๆ ก่อน
วันเสาร์นี้ก็เลยทำตามเสียหน่อย
พักเรื่องบ้านเมืองไว้สักวัน มาคุยกันเรื่องหนังสือ
วันไหนคุณรสิอยากเขียนเรื่องหนังสือที่หวงมาเล่า หรือคุณ Jim Oldman อยากเข้ามาคุยอย่างที่บอกไว้ ก็เขียนมาได้
ท่านอื่นก็เหมือนกันครับ
การเมือง สังคม หนังสือ หนังที่ดู เรื่องที่เจอมา หรือจะเขียนมาเถียง “เสมอต้น” ก็ได้
“เปิดซองออนไลน์” เปิดทุกเรื่อง
ส่งมาที่ 📩 [email protected]
ใครมีเรื่องอยากคุย ซองต่อไปอาจเป็นของคุณครับ
วันนี้รู้แล้วว่ามีคนส่งจริง
และผมก็เปิดจริง
ส่วน “พี่น้องคารามาซอฟ” ของเพื่อน…
ขออ่านให้จบก่อน เรื่องคืนค่อยว่ากัน (ฮา)
—เสมอต้น
29 สิงหาคม 2569.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
🔴LIVE ‘ดร.ปณิธาน’ เปิดสูตร..ปักหมุด หยุดBRNแยกดินแดน..!! | อิสรภาพแห่งความคิด กับ..สำราญ รอดเพชร
อิสรภาพแห่งความคิด กับ..สำราญ รอดเพชร : วันเสาร์ที่ 29 สิงหาคม 2569
‘พยอม’ อย่า ‘ปลอมธรรม’
วันนี้.... ต้องการ “สนทนาธรรม” กับ “พระพยอม กัลยาโณ” วัดสวนแก้ว สัก ๓-๔ ประโยค
ทนายอั๋นก็ช่างร้อง รัฐมนตรีก็ช่างขุด
ช่วงนี้ชื่อ “ทนายอั๋น บุรีรัมย์” เห็นบ่อยเหลือเกิน
‘ป๋าดัน’ ของ ‘เนเน่’
ผมยังไม่ได้กรี๊ดดดให้กับ “Rock Girl” ของโลก ที่ชื่อ “เนเน่ Royal” เลยครับ! ฉะนั้น วันนี้ ขอมีเอี่ยวหน่อย ผมว่า ประเทศไทยตอนนี้
คุณยิ่งชีพครับ ไม่เรียก 'พลีชีพ' ก็ได้
คอลัมน์ “เปิดซองออนไลน์” มาถึงวันที่สามแล้วครับ สองวันแรกยังไม่มีซอง วันนี้เปิดอีเมลดูอีกที…ก็ยังไม่มี
'ยิวเกิดมาเพื่อเนรคุณ'
พวกนอมินียิวก็ดี พวกขายที่ดินให้ยิวก็ดี พวกอำเภอ ก็ดี จังหวัด ก็ดี พวกข้าราชการส่วนท้องถิ่น เช่นพวก อบต.ก็ดี

