
ทะเลเป็นทั้งแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่หล่อเลี้ยงระบบนิเวศและฐานชีวิตของผู้คน แต่ในช่วงที่ผ่านมา ความเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรได้ส่งผลให้ระบบนิเวศทางทะเลต้องเผชิญกับแรงกดดันมากขึ้น สถานการณ์ในปี 2567 จึงเป็นอีกหนึ่งภาพสะท้อนที่น่าจับตา เมื่อพบสัตว์ทะเลหายากเกยตื้นรวม 966 ตัว เพิ่มขึ้นจากปี 2566 ถึง 205 ตัว โดยส่วนใหญ่เป็นเต่าทะเล 665 ตัว รองลงมาคือโลมาและวาฬ 265 ตัว พะยูนพบ 33 ตัว ส่วนฉลามวาฬและกระเบนแมนต้าพบ 2 ตัว และ 1 ตัวตามลำดับ
ขณะเดียวกัน การกัดเซาะชายฝั่งก็ยังเป็นปัญหาที่ต้องเฝ้าระวัง เมื่อพื้นที่ได้รับผลกระทบเพิ่มจาก 794.37 กิโลเมตร เป็น 861.28 กิโลเมตร แม้จะมีการแก้ไขแล้ว 780.87 กิโลเมตร แต่ยังเหลือพื้นที่อีก 80.41 กิโลเมตรที่ต้องดำเนินการ ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า การดูแลทะเลไม่ใช่เพียงเรื่องของการรักษาสิ่งแวดล้อม แต่เป็นโจทย์ที่ต้องอาศัยข้อมูล องค์ความรู้ และเทคโนโลยีเข้ามาช่วยทำความเข้าใจปัญหาอย่างแม่นยำ ตั้งแต่การติดตามการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศ การฟื้นฟูทรัพยากร ไปจนถึงการวางแนวทางใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างเหมาะสม เพื่อให้การอนุรักษ์สามารถตอบโจทย์ทั้งธรรมชาติและผู้คนที่พึ่งพาทะเลได้ในระยะยาว

ด้วยเหตุนี้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) จึงลงนามแสดงเจตจำนงว่าด้วยความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เพื่อการพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนและมุ่งสู่ธรรมชาติเชิงบวก นำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเล พร้อมต่อยอดผลจากการฟื้นฟูให้กลับมาเป็นทุนชุมชน สร้างอาชีพและรายได้อย่างยั่งยืน ภายใต้เป้าหมายการพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติในแนวทางธรรมชาติเชิงบวก และการน้อมนำแนวพระดำริสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา สู่การปฏิบัติจริง
ศ. ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. กล่าวว่า ที่ผ่านมา อว. และ ทส. ได้ร่วมกันขับเคลื่อนการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเล ทั้งการฟื้นฟูชายฝั่ง การต่อยอดโครงการธนาคารปูม้า และการอนุรักษ์โลมาอิรวดีร่วมกับธนาคารโลก สำหรับระยะต่อไปจะเร่งนำเทคโนโลยีของ สวทช. มาฟื้นฟูสมดุลความหลากหลายทางชีวภาพและแก้ปัญหาแพลงก์ตอนบลูม พร้อมวิจัยระบบคลื่นเตือนภัยเพื่อลดการตายของพะยูนจากอุบัติเหตุทางเรือ รวมถึงพัฒนาระบบเฝ้าระวังสิ่งแวดล้อมทางทะเลและจัดระเบียบเรือท่องเที่ยวบริเวณเกาะราชาใหญ่

“การขับเคลื่อนแนวคิดธรรมชาติเชิงบวก ควบคู่กับเป้าหมาย Net Zero โดยใช้เทคโนโลยีอวกาศและดาวเทียมจาก GISTDA และ NARIT รวมถึงการตรวจ eDNA เพื่อประเมินความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ ก่อนเชื่อมโยงข้อมูลสู่กลไก “Nature Finance” ที่สามารถต่อยอดการอนุรักษ์และลดการเผาไปสู่คาร์บอนเครดิต และสร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชน แนวทางดังกล่าวสะท้อนการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาเป็นเครื่องมือแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ ทั้งทางทะเล ป่าไม้ และประเด็นเร่งด่วนอย่าง PM2.5 โดยมีเป้าหมายร่วมกันคือการสร้างประโยชน์ให้กับประเทศไทยในระยะยาว” ศ. ดร.ยศชนัน กล่าว
สุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวง ทส. กล่าวว่า ปัจจุบันวิกฤตสิ่งแวดล้อมส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ การแก้ปัญหาจึงต้องอาศัยวิทยาศาสตร์ วิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมเข้ามาสนับสนุนอย่างเป็นระบบ โดยความร่วมมือของ อว. และ ทส. มุ่งนำองค์ความรู้ไปสู่การปฏิบัติจริง ทั้งการอนุรักษ์สัตว์ทะเลหายาก การพัฒนานวัตกรรมเฝ้าระวังและเตือนภัย ตลอดจนการพัฒนานักวิจัยและสร้างเครือข่ายองค์ความรู้ เพื่อให้สามารถรับมือกับปัญหาสิ่งแวดล้อมได้อย่างทันท่วงทีและเกิดประโยชน์ต่อประเทศ
รมว.ทส. กล่าวต่อว่า การขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมด้านทรัพยากรทางทะเลมุ่งเน้น 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ การอนุรักษ์สัตว์ทะเลหายากและใกล้สูญพันธุ์ โดยเฉพาะพะยูนและโลมาอิรวดี การฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมทางทะเล ด้วยเทคโนโลยีเฝ้าระวังและเตือนภัยปัญหายูโทรฟิเคชันหรือแพลงก์ตอนบลูม และการสร้างสมดุลด้านการท่องเที่ยวทางทะเล ผ่านการจัดระเบียบเรือ กำหนดพื้นที่ใช้ประโยชน์ และส่งเสริมการท่องเที่ยวที่สอดคล้องกับขีดความสามารถในการรองรับของธรรมชาติ

ด้านดร.ปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กล่าวว่า ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งของไทยกำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งการใช้ประโยชน์ของมนุษย์ การเสื่อมโทรมของระบบนิเวศ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และระดับน้ำทะเลที่เปลี่ยนแปลง โดยแนวปะการังที่อยู่ในสภาพดีมีไม่ถึง 40% ขณะที่แหล่งหญ้าทะเลอยู่ที่ประมาณ 50–60% สถานการณ์ยังสะท้อนผ่านประชากรสัตว์ทะเลหายาก โดยโลมาอิรวดีในทะเลสาบสงขลาจากเดิมราว 50 ตัว เหลือน้อยกว่า 10 ตัว ขณะที่พะยูนมีจำนวนลดลงอย่างต่อเนื่อง
สำหรับพะยูน ประเทศไทยเคยมีประชากรราว 270 ตัว หรือเกือบ 300 ตัว แต่ตลอดช่วง 30 ปีที่ผ่านมา สูญเสียไปประมาณ 30% ขณะที่การใช้ประโยชน์ทางทะเลยังเพิ่มความเสี่ยงต่อสัตว์หายาก โดยเฉพาะอุบัติเหตุจากเรือที่มีส่วนต่อการตายของสัตว์ทะเลหายากมากกว่า 10% ทั้งเต่าทะเลและพะยูน รวมถึงความเสี่ยงต่อนักท่องเที่ยวและผู้ปฏิบัติงาน จึงต้องเร่งจัดระเบียบกิจกรรมทางทะเลควบคู่กับการอนุรักษ์

“หนึ่งในแนวทางสำคัญคือการนำวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมเข้ามาแก้ปัญหาให้ตรงกับสภาพพื้นที่ โดยเกาะราชาใหญ่ถูกกำหนดเป็นพื้นที่นำร่องจัดระเบียบการใช้ประโยชน์ทางทะเล ตั้งแต่การกำหนดเส้นทางและโซนการเดินเรือแบบมีส่วนร่วม ไปจนถึงการพัฒนาระบบติดตามเรือและกลไกตรวจสอบการปฏิบัติตามกติกา ขณะเดียวกันยังเร่งพัฒนาเครื่องมือประมงที่ลดการสูญเสียสัตว์ทะเลหายาก และใช้เทคโนโลยีติดตามคุณภาพสิ่งแวดล้อม รวมถึง eDNA เพื่อประเมินความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ” ดร.ปิ่นสักก์ กล่าว
ดร.ปิ่นสักก์ กล่าวต่อว่า แม้ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานจะมีกรอบระยะเวลา 5 ปี แต่เป้าหมายสำคัญคือการทำให้เกิดผลเป็นรูปธรรมตั้งแต่ประมาณ 1 ปีแรก โดยเร่งนำองค์ความรู้และนวัตกรรมที่มีอยู่ไปจับคู่กับปัญหาและพื้นที่ให้เร็วที่สุด พร้อมขับเคลื่อนแนวคิด Nature Positive ควบคู่กับ Net Zero เพื่อให้การอนุรักษ์ไม่ได้มุ่งเพียงลดผลกระทบ แต่ต้องทำให้ธรรมชาติฟื้นตัว และต่อยอดทรัพยากรที่กลับคืนมาเป็นทุนสร้างอาชีพและรายได้ให้ชุมชนอย่างยั่งยืน
ตัวอย่างนวัตกรรมที่จะนำมาใช้ในการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเล อาทิ ผลงานวิจัย C-Fences นวัตกรรมโครงสร้างรั้วชะลอคลื่นและม่านดักตะกอนจากวัสดุย่อยสลายได้ทางชีวภาพ ดร. สมประสงค์ ทองคำ นักวิจัย ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ กล่าวว่า ระบบ C-Fences พัฒนาขึ้นเพื่อช่วยลดความรุนแรงของคลื่นและเร่งการฟื้นฟูชายฝั่ง โดยประกอบด้วย 4 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ รั้วชะลอคลื่นจากไบโอพลาสติก 100% ม่านดักตะกอน ระบบมอนิเตอร์ริงเพื่อติดตามการสะสมของดิน และทีมปลูกป่าหลังแนวรั้วที่ทำงานร่วมกับชุมชนและเยาวชน เมื่อคลื่นถูกลดความรุนแรงลง ม่านดักตะกอนจะช่วยเพิ่มการสะสมของตะกอนด้านหลังแนวรั้ว ทำให้พื้นที่ค่อย ๆ ฟื้นตัวตามกระบวนการธรรมชาติ
“แนวคิดของ C-Fences จึงมีทั้งProtection และRestoration โดยใช้แนวรั้วเป็นตัวช่วยป้องกันและชะลอแรงคลื่น ขณะที่การฟื้นฟูยังอาศัยธรรมชาติเป็นหลัก ปัจจุบันมีการนำไปทดลองใช้งานจริงใน จ.สมุทรสงคราม และต่อยอดกับพื้นที่ภาคเอกชน โดยต้องออกแบบให้เหมาะกับสภาพกระแสน้ำของแต่ละพื้นที่ นอกจากช่วยชะลอคลื่นและดักตะกอนแล้ว แนวรั้วยังช่วยดักขยะไม่ให้ไหลลงทะเล ทำให้ชุมชนสามารถเก็บขยะบริเวณแนวชายฝั่งได้ง่ายขึ้น

นอกจากนี้กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งพัฒนาระบบ Auto Station ระบบเฝ้าระวังและเตือนภัยคุณภาพน้ำทะเลแบบ Near Real-time เพื่อให้ติดตามสถานการณ์คุณภาพน้ำทะเลได้ทุกที่ทุกเวลา ช่วยสนับสนุนการวิเคราะห์ข้อมูลและการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน
ระบบรวบรวมข้อมูลจากสถานีตรวจวัดทั่วประเทศ พร้อมแสดงตำแหน่งสถานีผ่านแผนที่ และ Dashboard ที่รายงานค่าคุณภาพน้ำล่าสุดและข้อมูลย้อนหลัง ได้แก่ อุณหภูมิ ความเค็ม pH ออกซิเจนละลาย (DO) คลอโรฟิลล์-เอ ความขุ่น แบคทีเรียโคลิฟอร์ม และดัชนีคุณภาพน้ำทะเล รวมถึงระบบแจ้งเตือนเมื่อพบความเสี่ยงด้านคุณภาพน้ำ โดยสามารถใช้งานผ่านเว็บไซต์และ Mobile Application ได้
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
“รมว.สุชาติ” สั่งเพิ่มกำลัง ทส. เร่งช่วยน้ำท่วมร่มเกล้า–ลาดกระบัง ส่งอาหาร–น้ำดื่มถึงประชาชน
วันนี้ (28 กันยายน 2569) นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
รมว.สุชาติ สั่งลุยเด็ดขาด! ส่งอธิบดีกรมอุทยานฯ พร้อมทีมพญาเสือ เข้าแจ้งความ บก.ปทส. เอาผิดขบวนการออกเอกสารสิทธิทับอุทยานฯ แหลมสน จ.ระนอง
นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส. ) มอบหมายให้ นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช, นายนฤพนธ์
'สุชาติ' สั่งเร่งระบายน้ำทั่วประเทศ ห่วงประชาชน-ผู้ป่วย ระดมเครื่องสูบน้ำช่วยแล้วกว่า 9,000 ครัวเรือน
นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สั่งการกรมทรัพยากรน้ำผนึกกำลังจังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เร่งช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยและน้ำท่วมขัง โดยระดมเจ้าหน้าที่ เครื่องสูบน้ำ และเครื่องจักรลงพื้นที่เร่งระบายน้ำจากชุมชน เส้นทางสัญจร และพื้นที่สำคัญ พร้อมเปิดพื้นที่หน่วยงานเป็นจุดพักพิงและที่จอดรถรองรับประชาชนผู้ประสบภัย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้เร็วที่สุด
รมว.สุชาติ สั่งการกรมป่าไม้ นำกำลังลุยน้ำท่วม ช่วยอพยพชาวบ้าน-กลุ่มเปราะบาง เร่งขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูงในพื้นที่สระแก้วและฉะเชิงเทรา
นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แสดงความห่วงใยพี่น้องประชาชนที่กำลังได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์อุทกภัยในหลายพื้นที่ โดยสั่งการเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานในสังกัด ทส. ทั้งในพื้นที่ภาคกลาง ภาคตะวันออก และทุกภูมิภาคทั่วประเทศ บูรณาการทำงานร่วมกับจังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการเร่งเข้าช่วยเหลือประชาชนอย่างใกล้ชิดและเต็มความสามารถ
'สุชาติ' เผย นายกฯ สั่งเร่งล่าจระเข้หลุด 4 ตัวสระแก้ว ระดมทีมไล่ล่า ใช้เครื่องมือ ที่เหมาะสม คุมสถานการณ์ให้ประชาชนอุ่นใจ
นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยถึงกรณีจระเข้จำนวน 4 ตัวหลุดออกจากพื้นที่ในจังหวัดสระแก้วว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการตั้งแต่ช่วงบ่าย ขณะปฏิบัติภารกิจอยู่ที่ต่างประเทศ ให้เร่งติดตามและควบคุมจระเข้ทั้ง 4 ตัว เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายต่อประชาชนในพื้นที่
'สุชาติ' ลงพื้นที่ชลบุรี สั่ง ทส.ระดมกำลัง-เครื่องมือ เร่งช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม ตั้งศูนย์บัญชาการส่วนหน้ารับมือสถานการณ์
นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์และให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดชลบุรี ณ หมู่บ้านมณีแก้ว ตำบลเหมือง อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี โดยกำชับทุกหน่วยงานเร่งเข้าช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มกำลัง พร้อมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

