
กว่าจะผ่านมาถึงวัยผู้ใหญ่ ในช่วงวัยเด็กหลายคนคงเคยไปเที่ยว ฟาร์มจระเข้และสวนสัตว์สมุทรปราการมาบ้าง บางคนอาจจะครอบครัวพ่อแม่พาไป หรือโรงเรียนพาไป ฟาร์มจระเข้ฯ สมุทรปราการ จึงเป็นสิ่งที่คุ้นเคย เป็นประสบการณ์ครั้งหนึ่งในอดีตที่ยังอยู่ในความทรงจำ ซึ่งสมัยก่อนที่นี่ถือเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตของคนกรุงเทพฯ เพราะเดินทางไม่ไกล หลายคนยังคงจำความรู้สึก ตื่นตาตื่นใจการแสดงขระเข้กับคนก็สุดแสนจะหวาดเสียว ระหว่างดูจะต้องเอามือปิดตาไว้ข้างหนึ่ง อะดรีนาลีนก็พุ่งพล่าน หรือ การแสดงของช้างน่ารักๆ ที่เรียกรอยยิ้มและเสียงหัวะราะให้กับเรา รวมถึงสัตว์นานาชนิด เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่เด็ก ๆ ในยุคนั้นมักมีภาพความทรงจำร่วมกัน
แต่วันเวลาก็ผ่านไป จากยุคโทรศัพท์บ้านมาถึงโทรศัพท์มือถือ มายุคอินเตอร์เน็ต โซเชียลเน็คเวิร์ค และมาถึงยุคAI ในวันนี้ ฟาร์มจระเข้ฯสมุทรปราการ ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเป็นเวลาประมาณ 70 ปี ก็เข้าสู่ความเปลี่ยนแปลง จากที่เคยคึกคัก มีผู้คนเดินทางเข้ามาชมการแสดงไม่ขาดสาย กลับเริ่มเงียบเหงาลงในบางช่วงบางเวลา นั่นเป็นเพราะคนยุคสมัยนี้ มีตัวเลือกของสถานที่ท่องเที่ยวมากมายก่ายกอง

แต่แล้วนับว่าเป็นอานิสงส์ของโซเชียลเน็ตเวิร์ค เมื่อมีชายคนหนึ่งได้โพสต์เรื่องราวผ่านเฟซบุ๊ก ถ่ายทอดความรู้สึกเมื่อเข้ามาชมการแสดงที่ฟาร์มจระเข้ฯ แห่งนี้ ที่มีเขานั่งชมอยู่เพียงคนเดียว ใช่ !คนเดียว เขาบอกเล่าความซาบซึ้งใจว่า แม้จะมีเขาคนเดียว แต่ทีมงานแสดงโชว์ยัง มีความตั้งอกตั้งใจแสดงอย่างเต็มเปี่ยม เป็นความเศร้าลึกๆ ที่เขาอยากบอกเล่าให้คนอื่นรับทราบ
หลังจากโพสต์ไป ได้เกิดกระแสบนโลกออนไลน์อย่างมาก เพราะแม้จะมีผู้ชมเพียงคนเดียว แต่ทางฟาร์มจระเข้ยังคงแสดงให้ผู้ชมเพียงคนเดียวได้ชม ประหนึ่งว่ามีคนดูเป็นร้อยๆคน เรื่องราวเล็ก ๆ จากวันนั้นถูกส่งต่อและกลายเป็นไวรัล จนเกิดปรากฏการณ์ที่ผู้คนจำนวนมากหันกลับมาให้ความสนใจ และเดินทางกลับมายัง ฟาร์มจระเข้และสวนสัตว์สมุทรปราการ อีกครั้ง

เช่นเดียวกับเราที่ได้เดินทางมาเปิดประสบการณ์ครั้งแรกกับเพื่อน ซึ่งเพื่อนเคยมาแล้วยังเอ่ยขึ้นมาว่า ที่นี่ยังมีบางมุมที่เหมือนเดิมเลย ยิ่งเป็นวันธรรมดาที่คิดว่านักท่องเที่ยวน่าจะไม่มาก กลับพบว่ามีทั้งครอบครัวที่จูงมือลูกหลาน คู่รัก และนักท่องเที่ยวเดินเที่ยวกันอย่างคึกคัก เป็นภาพที่ทำให้เราอดยิ้มตามไม่ได้ และชวนให้รู้สึกว่า สถานที่แห่งนี้ยังคงมีเสน่ห์บางอย่างที่ทำให้ผู้คนอยากกลับมาเยือนพรานแสดงกับจระเข้อย่างใกล้ชิด
เรามีโอกาสได้พูดคุยกับ จรูญ ยังประภากร ผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร บริษัท ฟาร์มจระเข้และสวนสัตว์สมุทรปราการ ซึ่งเล่าให้ฟังถึงจุดเริ่มต้นของสถานที่แห่งนี้ว่า มาจากความคิดของ อุทัย ยังประภากร ผู้เป็นพ่อ ซึ่งต้องการสร้างธุรกิจของตัวเองจากสิ่งที่คนอื่นยังไม่ทำ หลังเห็นกระเป๋าหนังจระเข้ราคาสูง จึงเริ่มศึกษาการจับจระเข้จากนายพราน ก่อนเปลี่ยนมาเป็นการทดลองเลี้ยงลูกจระเข้ที่บ้าน จากจระเข้เพียง 10-15 ตัว ค่อย ๆ เรียนรู้การเลี้ยงและเพาะพันธุ์จนพัฒนาเป็นธุรกิจอย่างจริงจัง โดยในยุคนั้นยังไม่มีกฎหมายคุ้มครองจระเข้อย่างในปัจจุบัน

เมื่อจำนวนจระเข้เพิ่มขึ้น ฟาร์มเริ่มเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมราวปี พ.ศ. 2500 และพัฒนาสู่สถานที่ท่องเที่ยวจากการแสดงจับจระเข้ ต่อมาสัตว์ชนิดอื่น ๆ ก็เริ่มเข้ามาในฟาร์ม โดยนายพรานนำลูกเสือ ลิง ชะนี และสัตว์ป่าที่พลัดหลงจากธรรมชาติมาให้คุณพ่อเลี้ยง ก่อนจะมีการนำสัตว์จากต่างประเทศเข้ามาเพิ่มเติม เช่น ฮิปโปโปเตมัส นกกระจอกเทศ รวมถึงนกชนิดต่าง ๆ ทำให้จากฟาร์มจระเข้ค่อย ๆ กลายเป็นสวนสัตว์ที่มีสัตว์หลากหลายชนิด และมีทั้งการแสดงจระเข้และการแสดงช้างเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยว

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในช่วงโควิด-19 เมื่อนักท่องเที่ยวหายไป รายได้จากการท่องเที่ยวหยุดลง แต่ค่าใช้จ่ายในการดูแลสัตว์ยังคงอยู่ หลังผ่านวิกฤต ฟาร์มกลับมาเปิดอีกครั้งในวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2567 พร้อมประกาศยุติการเลี้ยงจระเข้เพื่อทำหนัง โดยจระเข้ที่มีอยู่จะเลี้ยงต่อจนตายตามธรรมชาติและการท่องเที่ยว ส่วนสินค้าหนังที่ยังจำหน่ายเป็นสต็อกเดิม ทำให้ฟาร์มเงียบเหงาลง แต่สิ่งที่ทีมบริหารและพนักงานยังคงดำเนินต่อคือ ความซื่อสัตย์กับนักท่องเที่ยวแม้จะเพียงคนเดียว การแสดงทุกอย่างยังคงจัดการแสดงให้เต็มที่ เพราะเชื่อว่าทุกคนที่เดินทางมาถึงควรได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุด และการแสดงในวันนั้นถูกถ่ายคลิปและกลายเป็นไวรัล ทำให้จากวันที่แทบไม่มีนักท่องเที่ยว กลายเป็นวันที่คนแห่มาเที่ยวจนต้องเร่งปรับระบบรองรับผู้คนจำนวนมาก

ปัจจุบันมีจระเข้ประมาณ 3,000-4,000 ตัว มีดาวเด่นคือ “เจ้าก็อตซิลล่า” จระเข้ที่ตัวใหญ่ที่สุด และยังมีสัตว์หลากหลายชนิด โดยมีสัตว์ที่กลายเป็นดาวเด่นในโซเชียลมีเดีย เช่น ชิมแปนซี “เอ็มกับโดโด้” ช้างอย่างน้องแบงค์ และสมรักษ์ และฟาร์มตั้งใจจะเป็นทั้งสถานที่ท่องเที่ยว พื้นที่เรียนรู้ และพื้นที่อนุรักษ์ โดยเฉพาะการสร้างประสบการณ์ให้เด็กและคนรุ่นใหม่ได้ใกล้ชิดกับสัตว์ เรียนรู้ธรรมชาติ และกลับมาสถานที่แห่งนี้ได้อยู่เสมอ

หลังจากทำความรู้จักฟาร์มจระเข้กันพอหอมปากหอมคอ ก็ถึงเวลาไปชมอีกหนึ่งไฮไลต์อย่างการแสดงจระเข้ ที่บ่อการแสดงเต๋มไปด้วยจระเข้ขนาดใหญ่และเล็กกว่า 4-5 ตัว ที่บนโซนอัฒจรรย์ชั้น 2 นักท่องเที่ยวต่างจับจองที่นั่งจนเกือบเต็ม ก่อนเสียงปรบมือจะดังขึ้นเมื่อ เจ้าวันเฉลิม จระเข้ตัวใหญ่ปรากฏตัวพร้อมพราน 2 คน ที่ไม่มีทีท่าหวาดกลัว กลับจับ สัมผัส และหยอกล้อกับจระเข้แบบสนิทสนม สร้างทั้งเสียงหัวเราะและความตื่นเต้นตลอดการแสดง



ฉากไฮไลท์คือ พรานอีกคนไถลตัวเข้าไปในปากของเจ้าวันเฉลิม ทำเอาคนดูส่งเสียงฮือฮากันทั้งอัฒจรรย์ ก่อนจะพาเจ้าสำลีจระเข้อีกตัวขึ้นมา และขึ้นไปนอนบนหลังอย่างสบาย ๆ ราวกับเป็นฟูกนุ่ม ๆ ปิดท้ายด้วยการเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวลงไปถ่ายภาพกับจระเข้ โดยมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลอย่างใกล้ชิด เรียกได้ว่าเป็นโชว์ที่ทั้งลุ้น สนุกสุดๆ

เดินมาชมต่อที่โซน ช้างแสนรู้ บรรยากาศคึกคักตั้งแต่ยังไม่เริ่ม เพราะคนดูส่งเสียงเชียร์กันสนุก ๆ ก่อนที่เจ้าแบงค์ และเจ้าสมรักษ์ สองดาราช้างจะออกมาพร้อมควาญ โชว์ทั้งเต้น เตะฟุตบอล และรับส่งบอลกันแบบเพลิน ๆ แถมยังเปิดโอกาสให้คนดูลงไปร่วมรับบอลกับช้างด้วย งานนี้ได้ทั้งลุ้นทั้งหัวเราะไปตาม ๆ กัน ความสนุกยังต่อเนื่องกับช่วงให้ได้ลอดท้องช้างแบบใกล้ชิด ก่อนปิดท้ายด้วยการถ่ายรูปคู่กับน้องช้าง แต่ละคนต่างได้ภาพน่ารัก ๆ กลับไปเป็นที่ระลึก

เอ็มกับโดโด้ ตัวแสบของฟาร์มจระเข้ฯ
ชมโชว์กันจนสำราญแล้ว เราก็เดินเล่นชมบรรยากาศรอบ ๆ ฟาร์มต่อ ที่นี่จัดสวนหย่อมไว้ค่อนข้างร่มรื่น มีมุมให้นั่งพักเป็นระยะ รวมถึงห้องน้ำที่มีให้บริการหลายจุด ไม่ต้องเดินกันจนเมื่อยเลย เดินต่อมาถึงบ่อจระเข้ที่เป็นบ้านของเจ้าก็อตซิลล่า พร้อมสะพานให้เดินชมได้รอบ แต่เจ้าตัวนี้ต้องใช้ความพยายามในการมองหากันสักหน่อย เพราะอายุมากแล้ว แถมขี้ร้อนและค่อนข้างขี้อาย ช่วงกลางวันเลยไม่ค่อยออกมาให้เห็น เจ้าหน้าที่แนะนำให้ลองสังเกตดี ๆ และเรียกชื่อ เพราะเจ้าก็อตซิลล่ามีรอยด่างบนใบหน้าค่อนข้างเยอะ ลองเดินหาอยู่พักใหญ่ จนในที่สุดก็ได้เห็นเจ้าตัวใหญ่ว่ายน้ำอยู่จริง ๆ ใบหน้าที่มีทั้งรอยด่างและรอยแผลเล็ก ๆ ยิ่งทำให้เห็นถึงความแข็งแรงและความน่าเกรงขามของเจ้าจระเข้ตัวนี้

บริเวณใกล้ ๆ กันยังมีจุดให้ชมจระเข้สายพันธุ์ต่าง ๆ อีกหลายตัว รวมถึงบ่อที่อยู่ติดกับโซนการแสดงจระเข้ ซึ่งทั้งสองจุดสามารถให้อาหารได้ด้วย โดยใช้ไม้ไผ่ยาว ๆ ช่วยให้ได้ใกล้ชิดแบบปลอดภัย เดินต่อไปหาสัตว์อื่นทั้งเสื้อ นกกระจอกเทศ ฮปโป หมี ม้า คาปิบารา เต่า ไก่ งู ฯลฯ และมาดูน้องเฉาก๊วย ลูกลิงชิมแปนซี ที่ดูจะเป็นขวัญใจของบรรดาแม่ ๆ ที่มาเที่ยว ถึงขั้นซื้อของเล่นและตุ๊กตามาฝากกันเลยทีเดียว ส่วนเอ็ม กับโดโด้ วันนี้ดูสงบเรียบร้อยกว่าที่คิด แม้ป้ายจะเตือนว่าต้องระวังความซน ทั้งปาข้าวของหรืออึใส่คนก็ตาม แต่เจ้าหน้าที่เล่าให้ฟังว่าเคยมีนักท่องเที่ยวเจอเหตุการณ์มาแล้ว ซึ่งก็คงเป็นความซนตามวัยของลิงวัยรุ่นนั่นเอง

เดินชมสัตว์มาเกือบทั่วแล้ว ใครที่รู้สึกว่าเดินไม่ไหว ที่นี่ก็มีทั้ง รถกอล์ฟให้เช่าและรถราง คอยพาไปลงตามจุดต่าง ๆ ถือว่าสะดวกมาก ๆ สำหรับการเที่ยวแบบครอบครัวหรือผู้สูงอายุ ส่วนตัวเราเดินชมไปเรื่อย ๆ ก็ได้เห็นอีกมุมที่น่าประทับใจ เพราะสัตว์แต่ละตัวดูได้รับการดูแลเป็นอย่างดี มีอาหารสดอย่างผลไม้ให้กิน และพื้นที่โดยรอบก็ดูสะอาด เจ้าหน้าที่ที่ประจำอยู่แต่ละจุดไม่ได้มีหน้าที่แค่ให้อาหาร แต่ยังคอยดูแลความเป็นอยู่ของสัตว์กันอย่างใกล้ชิด เหมือนดูแลสมาชิกตัวหนึ่งในบ้าน ทำให้การเดินเที่ยวครั้งนี้ไม่ได้มีแค่ความสนุก แต่ยังได้เห็นความใส่ใจที่อยู่เบื้องหลังการดูแลสัตว์แต่ละตัวด้วย


