
AI กำลังเทำให้เกิดคลื่นการปลี่ยนรูปแบบการทำงานทั้งในระดับโลกและในประเทศไทย โดยในระดับสากล LinkedIn ประเมินว่า ภายในปี 2030 ทักษะที่จำเป็นในตำแหน่งงานส่วนใหญ่กว่า 70% จะเกิดการเปลี่ยนแปลงโดยมี AI เป็นตัวเร่งหลัก ขณะที่ระหว่างปี 2023 ถึง 2025 ที่ผ่านมามีตำแหน่งงานทักษะสูงด้าน AI กว่า 1.3 ล้านตำแหน่งเกิดขึ้นทั่วโลก ส่งผลให้นายจ้างต่างปรับตัว โดย 66% ของผู้นำองค์กรระบุว่าจะพิจารณาคัดเลือกผู้ที่มีทักษะ AI Literacy เข้าทำงานเท่านั้นสำหรับประเทศไทย ข้อมูลจาก JobsDB by SEEK ชี้ว่าตลาดแรงงานยังคงมีการแข่งขันสูง ยอดใบสมัครงานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องถึง 13% โดยประกาศรับสมัครงานระบุทักษะด้าน AI มากขึ้นเรื่อย ๆ
ขณะเดียวกัน ยังคงมีช่องว่างด้านความพร้อมอีกมาก โดยงานวิจัย AI in Education ปี 2026 ของไมโครซอฟท์ (2026 AI in Education research) พบว่า 77% ของนักเรียนและนักศึกษายังไม่เคยได้รับการฝึกอบรมทักษะ AI อย่างเป็นทางการจากสถานศึกษา ขณะที่ 66% ของผู้สอนต้องการให้สถาบันการศึกษาจัดอบรม AI ทุกเดือนหรือทุกไตรมาส โครงการ Microsoft Elevate AI and Jobs for Thailand มีเป้าหมายที่จะช่วยปิดช่องว่างเหล่านี้ โดยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้สถาบันและระบบที่รองรับการพัฒนาทักษะและเส้นทางสู่การจ้างงาน
ในฐานะที่ไมโครซอฟท์ เป็นหนึ่งในผู้ที่นำ AI มาให้บริการ จึงเข้ามามีบทบาทในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ระบบการพัฒนากำลังคน และการจ้างงานระดับประเทศ การฝึกอบรม ที่จำเป็นต้องมีทักษะด้าน AI และใช้AI อย่างมีความรับผิดชอบ ซึ่งเป็นการสร้างแรงงาน รองรับตลาดแรงงานยุคใหม่ ผ่านโครงการ Microsoft Elevate AI and Jobs for Thailand ซึ่งไมโครซอฟท์ ได้จัดทำแผน AI and Jobs ระดับประเทศที่ผสานข้อมูลเชิงลึกด้านแรงงาน ภายใต้ความร่วมมือในรูปแบบภาคีเครือข่ายระดับชาติ อันมีพันธมิตรทั้งจากภาครัฐ เอกชน ขับเคลื่อนเชิงนโยบาย การพะฒนาทักษะนน

ความร่วมมือระดับชาติ มีพันธมิตรมาจากทั้งภาครัฐ ภาคการศึกษา ภาคอุตสาหกรรม แพลตฟอร์มการจ้างงาน และภาคประชาสังคม ได้แก่ ภาครัฐ การศึกษา และการพัฒนาทักษะ: กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.), สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.), กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน, กรมการจัดหางาน และสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) ในภาคอุตสาหกรรมและนายจ้างสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (FTI), สภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย (DCT) และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ยังมี แพลตฟอร์มหางาน: JobsDB by SEEK ส่วน ภาคประชาสังคมและองค์กรไม่แสวงหากำไร: Generation Thailand และมูลนิธิกองทุนไทย ทำให้ในช่วง2ปีที่ผ่านมา โครงการมีการอบรมทักษะด้านAI ให้แก่คนไทยไปแล้วกว่า 2.7 ล้านคน
สำหรับ โครงการ Microsoft Elevate AI and Jobs for Thailand มีแผนดำเนินงานในเฟสแรกเป็นระยะเวลาประมาณ 9 เดือน ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2569 ถึงมิถุนายน 2570 ครอบคลุม 4 ด้านสำคัญ ได้แก่1. การจัดตั้งภาคีและจัดทำกรอบการเปลี่ยนผ่านกำลังคน (Workforce Transformation Framework) 2. การพัฒนาหลักสูตรและการรับรองทักษะ AI ตามกรอบมาตรฐาน DigComp 2.2 ของสหภาพยุโรป3. การจัดกิจกรรมส่งเสริมการประยุกต์ใช้จริง เช่น Hackathonและ4. การเชื่อมโยงผู้ผ่านการอบรมเข้าสู่การจ้างงานจริง โดยอาศัยข้อมูลความต้องการของตลาดงานจริงจาก FTI และ JobsDB by SEEK เพื่อให้ทักษะที่พัฒนาตรงกับความต้องการของภาคธุรกิจอย่างแท้จริง
การต่อยอดโมเดลทักษะAI ครั้งนี้จะตอบโจทย์ความต้องการภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนสร้างเส้นทางการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงไร้รอยต่อตั้งแต่ในห้องเรียน สู่มหาวิทยาลัย และการทำงาน ให้แก่นักเรียนอาชีวะ นักศึกษาใกล้จบ บัณฑิตจบใหม่ ผู้กำลังมองหางาน และผู้ที่ต้องการเปลี่ยนสายอาชีพ ซึ่งนับว่าเป็นการสนับสนุนเป้าหมายของไทยในการก้าวสู่การเป็นประเทศสมาชิกองค์กรเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)

มร. เควิน เฟรย์ รองประธาน และประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายสร้างผลกระทบเชิงบวก (Vice President and Chief Impact Officer) Microsoft Elevate กล่าวว่า มีประมาณ 19 ประเทศในโลกที่ไมโครซอฟท์ นำโมเดล โปรแกรมการเสริมสร้างทักษะAI เพื่อการทำงานมาปฎิบัติใช้จริง สำหรับประเทศไทยมีความสำคัญในฐานะที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็วเป็นอันดับ 2 ของโลกในการใช้AI อย่างไรก็ตาม โอกาสจาก AI ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเข้าถึงเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่คือการเสริมสร้างทักษะและความมั่นใจให้ผู้คนสามารถนำ AI ไปใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีความรับผิดชอบ ควบคู่ไปกับการเปิดโอกาสที่จะได้นำทักษะเหล่านั้นไปใช้งานจริง ไมโครซอฟท์มุ่งมั่นสนับสนุนผู้คนอย่างครบวงจร ‘จากห้องเรียน สู่มหาวิทยาลัย จนถึงการทำงานจริง’ (Classroom to Campus to Career) เรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับรัฐบาลไทยและพันธมิตรทุกภาคส่วนผ่านโครงการ Microsoft Elevate AI and Jobs for Thailand เพื่อเชื่อมโยงการเรียนรู้สู่โอกาสการจ้างงานจริงซึ่งมีคุณค่าสำหรับคนไทยทุกคน
ศ. ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. กล่าวว่า การขับเคลื่อนประเทศไทยสู่มาตรฐาน OECD นอกเหนือจากเรื่องของนโยบายหรือกฎเกณฑ์แล้ว ยังมีโจทย์เร่งด่วนในการเตรียมแรงงานไทยให้พร้อมสำหรับโลกยุค AI เพื่อยกระดับทุนมนุษย์และขีดความสามารถทางการแข่งขัน ความร่วมมือระดับชาติครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ โดยกระทรวง อว. มุ่งมั่นที่จะปฏิรูปการศึกษาระดับอุดมศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยใช้ประโยชน์จากระบบคลังหน่วยกิตแห่งและเครือข่ายความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยกับภาคอุตสาหกรรม เพื่อติดอาวุธทักษะ AI ปิดช่องว่างระหว่างหลักสูตรในห้องเรียนกับความต้องการจริงของภาคอุตสาหกรรม ก่อเกิดกลายเป็นการจ้างงานที่มีมูลค่าสูง ขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศไทย
นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศธ .กล่าวว่า ปัจจุบันไทยมีอัตราการเติบโตในการใช้ AI สูงเป็นอันดับ 2 ของโลก และผลประเมินชี้ว่านักเรียนไทยใช้ AI ในการเรียนรู้สูงกว่าค่าเฉลี่ยของ OECD ส่วนข้อมูลความต้องการของตลาดแรงงาน ของ สอวช. พบว่า ในช่วงปี 2568 – 2572 ตลาดแรงงานต้องการบุคลากรทักษะสูงประมาณ 1 ล้านคน ขณะที่คนทำงานส่วนใหญ่มีความกังวลเรื่องการปรับตัว แต่ยังมีสัดส่วนน้อยที่มองว่ามีทักษะการคิดวิเคราะห์ควบคู่กับ AI ฃฃ

ศธ. ในฐานะต้นน้ำของการพัฒนากำลังคนยุค AI จึงขับเคลื่อนหลักการ ‘AI in All, All in AI และ AI for All’ ของรัฐบาล โดยสร้างพื้นฐานให้ผู้เรียน ‘คิดเป็น ใช้เป็น และรู้เท่าทัน’ ทั้งนี้ โครงการ Microsoft Elevate AI and Jobs for Thailand เป็นการต่อยอดความร่วมมือจากการสร้างทักษะไปสู่การเชื่อมทักษะเข้ากับงานจริง ซึ่งอาชีวศึกษาจะเป็นด่านหน้า นำหลักสูตรและการรับรองทักษะ AI ที่เชื่อมกับความต้องการของตลาดงานเข้าสู่การเรียนการสอน
“เราจะต่อยอดความสำเร็จจากเดิมที่เคยสร้างทักษะ AI ให้กับบุคลากรและนักเรียนไปแล้วราว 2-3 ล้านคน โดยมุ่งเป้าเดินหน้าวางกรอบการทำงานตั้งแต่ระดับต้นน้ำ เพื่อเตรียมความพร้อมให้เด็กไทยทุกระดับชั้น ตั้งแต่ปฐมวัยไปจนถึงอาชีวศึกษา ให้สามารถปรับตัวและใช้ประโยชน์จาก AI ได้อย่างเท่าเทียมและเท่าทัน “
ในมุมการใช้ AI อย่างระมัดระวังและรับผิดชอบ ให้เด็กรู้จักคิดงวิเคราะห์เป็น นายประเสริฐ กล่าวว่า ศธ.และไมโครซอฟท์ฯ เห็นร่วมตรงกันว่า จำเป็นที่ต้องเน้นว่า AI ไม่ใช่สิ่งที่จะมาแทนที่คนได้ แต่ถูกนำมาใช้เป็น “ผู้ช่วย” ในการเรียนรู้ของเด็กเท่านั้น เด็กจะต้องใช้เอไอ มาช่วยกันคิดวิเคราะห์ ตั้งคำถามที่ถูกต้อง ไม่ใช่การใช้AI จนขาดทักษะ คิดวิเคราะห์ไม่เป็น
“โจทย์ใหญ่ของศธ คือ ไม่ใช่เด็กใช้AI ไม่เป็น แต่อยู่ที่ว่า ใช้อย่างไรที่เรียกว่ามีความรู้ เป็น Literacy ใช้แล้วคิดเป็น วิเคราะห์เป็น “
นายประเสริฐ กล่าวอีกว่า ศธ.มีแผนที่จะสร้างรากฐาน 3 ชั้นเกี่ยวกับ AI เพื่อให้ผู้เรียนมีความพร้อมอย่างแท้จริง คือ 1 การ“คิดเป็น” ต้องฝึกให้เด็กคิด วิเคราะห์ และแก้ปัญหาด้วยตนเองก่อนพึ่งพาเทคโนโลยี เพื่อไม่ให้ AI คิดแทนทั้งหมด 2. การใช้เป็น เด็กจะต้องเข้าใจการทำงานของ AI และนำมาเป็นผู้ช่วยในการเรียนรู้ การแก้ปัญหา และการสร้างสรรค์ ตั้งแต่ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน อาชีวศึกษา จนถึงการเรียนรู้ตลอดชีวิตและ3. การใช้อย่างรู้เท่าทัน มีวิจารณญาณ ใช้แล้วปลอดภัย มีความรับผิดชอบ ตรวจสอบข้อมูลก่อนเชื่อ หรือมีภูมิคุ้มกัน ไม่ถูกหลอกจากมิจฉาชีพออนไลน์

นอกจากนี้ ศธ.ยังมีแผนขับเคลื่อน 4 นโยบายหลักที่เกี่ยวข้องกับAI ครอบคลุมผู้เรียนทุกกลุ่มดังนี้คือ 1. นโยบาย Active Learning เน้นหลักสูตรสมรรถนะและการลงมือทำจริง ให้ผู้เรียนฝึกคิดและแก้ปัญหาผ่านเทคโนโลยี 2. AI Literacy Framework อยู่ระหว่างการจัดทำกรอบความรู้พื้นฐานด้าน AI ให้สอดคล้องกับแต่ละช่วงวัย ซึ่งมีตั้งแต่ปฐมวัย – อาชีวศึกษา โดยวางแผนให้เห็นผลเป็นรูปธรรมในปี 2570 และสมบูรณ์ทั้งระบบในปี 2571 , 3. การ Upskill ครูและผู้บริหาร ให้พัฒนาทักษะดิจิทัลและ AI โดยใช้ครูเป็น “แกนนำและตัวคูณ” ในการกระจายความรู้สู่นักเรียน 4.การคืนเวลาให้ครู โดยนำ AI มาช่วยจัดการงานเอกสาร ลดภาระครู เพิ่มเวลาครูให้กับนักเรียน
“ศธ.จะทำงานหลาย ๆ ส่วนควบคู่กันไปเพื่อให้เด็กทุกพื้นที่ เข้าถึงทักษะด้าน AI อย่างเท่าเทียม ผ่านแพลตฟอร์มการเรียนรู้แห่งชาติ และบูรณาการทำงานร่วมกับกระทรวง อว., กระทรวงแรงงาน และภาคเอกชน เช่น ไมโครซอฟท์ ผ่านระบบธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) เพื่อส่งต่อกำลังคนจากห้องเรียนสู่ตลาดแรงงานอย่างไร้รอยต่อ โดยเริ่มต้นจาก ศธ. ในฐานะต้นน้ำ ขยายสู่กระทรวง อว. ประชาชนทั่วไป โดยยึดหลักการสร้าง “คนให้มีความพร้อม” และใช้AI อย่างมีความรู้เพื่อให้ประเทศก้าวสู่ยุค AI อย่างยั่งยืน“
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
สยบรอยร้าว! เพื่อไทยไม่ติดใจ 'หนู' กินข้าวกับ 'นัส' เหตุอัธยาศัยดี ยันซักฟอกโหวตไม่มีแต่แถว
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ ในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีปรากฏภาพนายอนุ
คุมเข้มความปลอดภัยโรงเรียน เพิ่มบทลงโทษผู้บริหารปกปิดเหตุ
รัฐบาลเพิ่มบทลงโทษผู้บริหารโรงเรียนปกปิดเหตุ เดินหน้าคุมเข้มความปลอดภัยในโรงเรียน รับมือภัยออนไลน์ เปิด Traffy Fondue แจ้งเหตุ
เกษตรฯ–ศึกษาธิการ ผนึกกำลังแก้หนี้ครู ตั้งคณะทำงานร่วม เร่งหาทางออกภายใน 30 วัน
วันที่ 2 กันยายน 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช
เร่งอัดฉีดงบ 40 ล้านบาท!ช่วยโรงเรียนเอกชนชายแดนใต้
รัฐบาลเร่งอัดฉีดงบ 40 ล้านบาท ช่วยโรงเรียนเอกชนชายแดนใต้ ก่อนปิดปีงบฯ ดูแลผู้ได้รับผลกระทบกว่า 3 หมื่นคน
เบรกสอบแข่งขันเด็กอนุบาล! ขัดกฎหมาย-สร้างแรงกดดัน
รัฐบาลสั่งเบรกสอบแข่งขันเด็กอนุบาล ชี้ขัดกฎหมาย-สร้างแรงกดดัน ย้ำปรับวิธีประเมิน เน้นสังเกตพฤติกรรม-พัฒนาการเรียนรู้
รัฐบาลจับมือออมสินหั่นดอกเบี้ย ช่วยครู 2.8 แสนบัญชี ปลดหนี้ไวขึ้น
ศธ.–สกสค.–ออมสิน ผนึกกำลังช่วยครูแก้หนี้ กว่า 2.8 แสนบัญชี ลดดอกเบี้ยเหลือ 3.50% พร้อมเดินหน้าส่งเสริมความรู้ทางการเงิน สร้างภูมิคุ้มกันครูกลับสู่วงจรหนี้ในระยะยาว

