อีกครั้งกับ'สี่พิกัดกรุงเก่า' จากเครื่องทองสู่วัดคู่เมือง

ประชาชนเดอนทางมาสักการะ หลวงพ่อโต หรือพระพุทธไตรรัตนนายก

เสน่ห์ของอยุธยาไม่ได้อยู่แค่ภาพจำของเมืองประวัติศาสตร์ แต่ยังอยู่ในรายละเอียดที่ซ่อนตามสถานที่เก่าแก่ ทั้งเครื่องทองล้ำค่าที่สะท้อนความรุ่งเรืองของราชธานี สถาปัตยกรรมที่มีเอกลักษณ์ เบื้องหลังร่องรอยเหล่านี้ยังมีเรื่องราวอีกมากมายให้ค้นหา แม้จะไม่มีทิวเขาหรือธรรมชาติอันตระการตา ทว่าเสน่ห์ของเมืองเก่าแห่งนี้กลับอยู่ที่งานศิลปกรรมอันประณีต สถาปัตยกรรมที่ผ่านกาลเวลา และศรัทธาที่ผูกพันกับวิถีชีวิตของผู้คน ทริปนี้จะพาออกเดินทางไปสัมผัสอยุธยาในอีกมุมหนึ่ง ผ่านสถานที่อย่างพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา วัดเชิงท่า วัดพระนอนอายุ 600 ปี และวัดพนัญเชิง ที่คุณค่าทางศิลปะ ประวัติศาสตร์ และความเชื่อที่ยังคงสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน

จุดแรกของทริปอยุธยา แวะมาที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา โดยมุ่งตรงไปยังอาคารเครื่องทองอยุธยา ซึ่งจัดแสดงโบราณวัตถุเครื่องทองที่ค้นพบจากแหล่งโบราณคดีในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ภายในแบ่งเป็น 3 ห้อง นำเสนอเรื่องราวและความงดงามของเครื่องทองจากกรุต่าง ๆ  บางชิ้นยังนำมาจัดแสดงเป็นครั้งแรก การเดินชมครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการดูโบราณวัตถุ แต่ยังได้ย้อนมองความรุ่งเรืองของกรุงศรีอยุธยาผ่านสิ่งของล้ำค่าที่หลงเหลือมาจนถึงปัจจุบัน

อาคารพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา

ห้องแรกจัดแสดงเครื่องทองจากกรุวัดราชบูรณะ ทั้งเครื่องราชกกุธภัณฑ์ เครื่องสูง เครื่องราชูปโภค และเครื่องถนิมพิมพาภรณ์ โดยมีพระแสงขรรค์ชัยศรีเป็นชิ้นสำคัญ ตั้งอยู่โดดเด่นกลางห้อง เป็นโบราณวัตถุศิลปะอยุธยาตอนต้น ราวพุทธศตวรรษที่ 20 ตัวพระแสงทำจากเหล็ก หินเขี้ยวหนุมาน และทองคำประดับแก้วสี สิ่งที่น่าสนใจคือลวดลายตกแต่งที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะเปอร์เซีย-อิสลาม ทั้งลายดอกไม้สามกลีบและลายใบไม้ประดิษฐ์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมโยงทางวัฒนธรรมของอยุธยากับดินแดนอื่น

ภายในห้องเดียวกันยังมีพระคชาธารจำลอง รูปช้างหมอบทำจากทองคำประดับแก้วสี รวมถึงจุลมงกุฎ เครื่องประดับศีรษะทองคำประดับแก้วสีเขียวและแก้วใส ชิ้นส่วนฉัตรทองคำ และเครื่องประดับอีกหลายรายการ แต่ละชิ้นมีรูปทรงและลวดลายละเอียดประณีต ก่อนเข้าสู่ห้องที่ 2 ซึ่งจัดแสดงเครื่องทองที่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนาและการอุทิศถวาย ทั้งพระพิมพ์ ต้นไม้ทอง พระเครื่อง พระพุทธรูป และพระบรมสารีริกธาตุ พร้อมภาพจิตรกรรมจำลองจากกรุวัดราชบูรณะที่แสดงอิทธิพลศิลปะจีน และกรุจำลองที่ช่วยให้เห็นภาพการค้นพบโบราณวัตถุได้ชัดเจนขึ้น

สถูปบรรจุพระบรมสารีริกธาตุทำจากทองคำประดับอัญมณี
เครื่องราชกกุธภัณฑ์
พระแสงขรรค์ชัยศรี
พระคชาธารจำลอง ศิลปะอยุธยาตอนต้น
ประชาชนเข้าชมเครื่องทองโบราณ
จัดแสดงเครื่องทองจากวัดราชบูรณะ

ห้องที่ 3 นำเสนอคติการบรรจุพระบรมสารีริกธาตุจากวัดสำคัญ 4 แห่งในอยุธยา ได้แก่ พระเจดีย์ศรีสุริโยทัย วัดพระศรีสรรเพชญ์ วัดพระราม และวัดมหาธาตุ ไฮไลต์คือสถูปบรรจุพระบรมสารีริกธาตุทำจากทองคำประดับอัญมณี ซึ่งพบในกรุประธานและบรรจุอยู่ภายในสถูปชั้นที่ 5 ของพระปรางค์ประธาน เมื่อได้ชมรายละเอียดของเครื่องทองแต่ละชิ้นอย่างใกล้ชิด จึงเห็นทั้งความประณีตของงานช่าง ความเชื่อทางศาสนา และเรื่องราวของราชสำนักที่ถ่ายทอดผ่านโบราณวัตถุเหล่านี้ ทำให้อาคารเครื่องทองอยุธยาเป็นอีกจุดที่ช่วยให้เราเข้าใจความรุ่งเรืองของอดีตราชธานี

 พระปรางค์ห้ายอดสมัยอยุธยา

เดินทางต่อมายังวัดเชิงท่า วัดเก่าแก่ริมแม่น้ำในเขตพระนครศรีอยุธยา ตั้งอยู่บริเวณท่าข้ามเรือจากฝั่งเกาะเมืองมายังอีกฝั่ง จึงเป็นที่มาของชื่อวัดเชิงท่าหรือวัดตีนท่า ที่นี่มีตำนานการสร้างหลายสำนวน หนึ่งในนั้นเล่าว่าเศรษฐีถวายเรือนหอของบุตรสาวที่หนีตามคนรักไปให้เป็นวัดชื่อวัดคอยท่าขณะที่หลักฐานทางประวัติศาสตร์ระบุว่า พระยาโกษาปานได้ปฏิสังขรณ์วัดหลังกลับจากฝรั่งเศสในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช และเปลี่ยนชื่อเป็นวัดโกษาวาส ยังมีเรื่องเล่าว่าสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ เคยศึกษาภาษาไทย ภาษาขอม และพระไตรปิฎกที่วัดแห่งนี้เมื่อครั้งทรงพระเยาว์

พระพุทธศรีอยุธยาประชาพิทักษ์ หรือพระนอน
พระนอนอายุกว่า 600 ปี

จุดเด่นของวัดคือพระปรางค์ห้ายอดสมัยอยุธยา ซึ่งมีรูปแบบสถาปัตยกรรมเป็นเอกลักษณ์ ฐานพระปรางค์เป็นทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีวิหารยื่นออกไปเป็นรูปกากบาท โดยด้านทิศใต้ซึ่งเคยเป็นด้านหน้าวัด มีวิหารขนาดใหญ่ลักษณะคล้ายมหาปราสาทยอดปรางค์ที่พบได้ไม่บ่อย ภายในวัดยังมีศาลาการเปรียญที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 ประดิษฐานธรรมาสน์ปิดทองคำเปลว พร้อมงานจำหลักไม้บริเวณหน้าบันที่เชื่อกันว่าย้ายมาจากวัดพระศรีสรรเพชญ์ในพระราชวังโบราณ

เมื่อเข้าไปชมภายในศาลาการเปรียญ ภาพจิตรกรรมบนผนังและลวดลายบนบานประตูหน้าต่างชวนให้หยุดมอง ทั้งเรื่องพุทธประวัติ ทศชาติชาดก และภาพสะท้อนวิถีชีวิตของผู้คนในอดีต ผสมผสานศิลปะไทย จีน และตะวันตก แม้ภาพบางส่วนจะเลือนรางไปตามกาลเวลา แต่หลายจุดยังคงมองเห็นลวดลายและสีสันได้อย่างชัดเจน ยิ่งเดินชมใกล้ ๆ ยิ่งสัมผัสได้ถึงฝีมือช่างและเสน่ห์ของงานศิลปะเก่า ขณะที่เสาแต่ละต้นยังมีชื่อช่างผู้ตกแต่งลวดลายเขียนกำกับไว้อย่างบรรจง เป็นรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ทำให้การเดินชมวัดเชิงท่ามีเรื่องราวให้ค้นพบมากกว่าความงดงามที่เห็นจากภายนอก

หลวงพ่อโต หรือพระพุทธไตรรัตนนายก 
 พระพุทธรูปสำคัญ 3 องค์ ได้แก่ พระพุทธรูปทองคำ พระพุทธรูปปูนปั้น และพระพุทธรูปนาค

อีกวัดที่ควรมาสักครั้งคือ วัดพระนอน ที่นี่เป็นที่ประดิษฐานพระนอนองค์สำคัญของเมืองอยุธยา ซึ่งมีอายุเก่าแก่กว่า 600 ปี จากการสันนิษฐานคาดว่าสร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนกลาง ช่วง พ.ศ. 1900–2000 แม้ไม่ปรากฏหลักฐานบันทึกประวัติการสร้างอย่างชัดเจน แต่ความงดงามขององค์พระยังสะท้อนให้เห็นถึงศิลปกรรมในอดีต โดยวัดแห่งนี้ได้รับการจัดอยู่ในกลุ่มโบราณสถานอโยธยา

เดิมบริเวณวัดเป็นพื้นที่รกร้างกลางทุ่ง มีหญ้าปกคลุมองค์พระนอนจนชาวบ้านในละแวกนั้นช่วยกันถางหญ้าและดูแลรักษา ก่อนที่กรมศิลปากรจะเข้าบูรณะจนมีสภาพดังที่เห็นในปัจจุบัน พร้อมถวายพระนามว่า พระพุทธศรีอยุธยาประชาพิทักษ์ และสร้างศาลาครอบองค์พระไว้ เมื่อเดินเข้ามาชมจะเห็นองค์พระนอนที่มีความเก่าแก่ มีร่องลอยของการผุพังแต่ยังคงงดงาม  

ปิดท้ายที่วัดพนัญเชิงวรวิหาร อีกหนึ่งวัดเก่าแก่คู่เมืองอยุธยาที่มีผู้คนเดินทางมากราบไหว้ไม่ขาดสาย โดยเฉพาะ หลวงพ่อโต หรือพระพุทธไตรรัตนนายก ที่ชาวไทยและชาวไทยเชื้อสายจีนต่างให้ความเคารพนับถือ และเรียกกันว่าเจ้าพ่อซำปอกง วัดแห่งนี้สร้างขึ้นก่อนการสถาปนากรุงศรีอยุธยา แม้ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าใครเป็นผู้สร้าง แต่มีเรื่องราวปรากฏในพงศาวดาร สะท้อนความสำคัญของวัดที่สืบทอดมายาวนานหลายร้อยปี

จิตรกรรมที่เลือนราง ในศาลาการเปรียญฯ

เมื่อเดินเข้าไปภายในวิหาร จุดที่ผู้คนมุ่งหน้ามากราบสักการะคือหลวงพ่อโต พระพุทธรูปปูนปั้นลงรักปิดทองปางมารวิชัย ขนาดใหญ่ที่โดดเด่นเต็มพื้นที่ มองขึ้นไปจะเห็นองค์พระสีทองอร่ามและบรรยากาศของผู้คนที่ทยอยเข้ามานมัสการ ทั้งชาวไทยและชาวจีนที่เดินทางมาอย่างต่อเนื่อง นอกจากความศรัทธาที่มีต่อหลวงพ่อโตแล้ว พระพุทธรูปองค์นี้ยังมีความผูกพันกับประวัติศาสตร์อยุธยา โดยมีหลักฐานกล่าวถึงการสร้างพระพุทธรูปที่วัดแห่งนี้ตั้งแต่ก่อนการสถาปนากรุงศรีอยุธยา

อีกจุดที่ไม่ควรพลาดคือพระอุโบสถ ซึ่งประดิษฐานพระพุทธรูปสำคัญ 3 องค์ ได้แก่ พระพุทธรูปทองคำ พระพุทธรูปปูนปั้น และพระพุทธรูปนาค โดยพระทองคำและพระนาคมีเรื่องเล่าว่า ในอดีตเคยถูกฉาบปูนปิดทับไว้เพื่อป้องกันการสูญหายหรือถูกโจรกรรม ก่อนจะค้นพบเนื้อโลหะด้านในเมื่อปูนกะเทาะออกตามกาลเวลา ปัจจุบันพระพุทธรูปทั้งสามองค์ยังคงเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้มาเยือนแวะเข้าไปสักการะ

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อัยการคุมตัว 'อดีตผอ.พศ.' ส่งฟ้องศาลทุจริตฯ คดีเงินทอนวัด

อัยการนำตัว 'นพรัตน์' อดีตผอ.สำนักพุทธฯ ฝากขังศาลอาญาคดีทุจริตภาค 7 คดีเงินทอนวัดพนัญเชิง-65 วัดชายเเดนใต้ ค้านประกันหวั่นหนีซ้ำ

ในหลวง ทรงประกอบพิธีสมโภช 'พระพุทธไตรรัตนนายก' ครบ 700 ปี วัดพนัญเชิงฯ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่ง จากพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ไปทรงประกอบพิธีสมโภช “พระพุทธไตรรัตนนายก” ครบ 700 ปี ณ วัดพนัญเชิงวรวิหาร อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา