'ทิพานัน' เสนอมาตรการเข้มรับเปิดเทอม ห่วงกิจกรรมต้องถอดหน้ากาก

“ทิพานัน” เสนอมาตรการเข้มรับเปิดเทอม  ห่วงกิจกรรมที่ต้องถอดหน้ากาก ทานอาหาร-เล่นกีฬา ควรแยกจัดเวลาตามมาตรการ พร้อมเสริมความรู้เรื่องป้องกันโควิดอย่างถูกวิธี เชื่อหากทำได้ เปิดเทอมปลอดภัยคืนเด็กๆสู่การเรียนรู้

30 ต.ค.2564 - น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ในฐานะกรรมการประสานงานและติดตามนโยบายของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ประจำกลุ่มการปฏิบัติงานของสำนักงานเขต กลุ่มกรุงธนเหนือ กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการฯ ที่มีพล.ต.ท.โสภณ พิสุทธิวงษ์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธาน ว่า  ในที่ประชุมตนได้เสนอแนะถึงการเตรียมความพร้อมในการเปิดภาคเรียนที่ 2 ของโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานครในวันที่ 1 พฤศจิกายนนี้ ที่นอกเหนือจากการเร่งฉีดวัคซีนให้กับนักเรียนและบุคลากรของโรงเรียนแล้ว  ยังขอให้เร่งสร้างความเข้าใจกับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับนักเรียนและบุคลากรของโรงเรียนที่ยังมีความประสงค์ไม่ฉีดวัคซีน ให้เข้าใจความเสี่ยงที่เมื่อมีการติดเชื้อไวรัสโควิด-19แล้ว มีโอกาสที่จะเสียชีวิตมากกว่าผู้ที่ฉีดวัคซีนแล้วถึง 11 เท่า รวมถึงได้ขอให้ทางสำนักเขตในกลุ่มกรุงธนเหนือ ช่วยกระจายข้อมูลและอาจช่วยโรงเรียนสื่อสารถึงข้อมูลการป้องกันโควิด19 ที่ถูกต้องด้วย

น.ส.ทิพานัน กล่าวว่า พร้อมกันนี้ยังขอให้กทม.มีมาตรการที่เคร่งครัดการดำเนินมาตรการป้องกันโควิด-19ในโรงเรียน  ถึงแม้ว่าตลอดระยะเวลาการเรียน จะมีการประชาสัมพันธ์ให้สวมใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลา แต่จะมีบางช่วงเวลา ที่จะต้องถอดหน้ากากอนามัย เช่นช่วงเวลาของการรับประทานอาหาร หรือการเรียนวิชาพลศึกษาที่อาจจะต้องมีการถอดหน้ากากอนามัยเพื่อความปลอดภัย โดยสลับช่วงเวลากันเพื่อไม่ให้เกิดความแออัด  โดยเฉพาะเด็กเล็ก ต้องระมัดระวังเรื่องของการใช้ห้องน้ำในโรงเรียนที่นอกจากทางโรงเรียนต้องทำความสะอาดให้บ่อยครั้ง และต้องย้ำให้เด็กล้างมือให้สะอาดทุกครั้ง งดการใช้ของร่วมกับผู้อื่น เช่นดินสอ ยางลบ เป็นต้น

น.ส.ทิพานัน กล่าวว่า ตนได้ฝากที่ประชุมขอให้มีการเก็บข้อมูลและประเมินสถานการณ์ เพื่อปรับเปลี่ยนรูปแบบให้เกิดความเหมาะสมละทันต่อสถานการณ์ โดยยึดถือความปลอดภัยของนักเรียนและผู้ปกครองเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม ไม่ได้มีการบังคับให้ผู้ปกครองต้องให้ลูกมาเรียนที่โรงเรียนหรือ Onsite เท่านั้น หากยังกังวลเรื่องของความปลอดภัย ก็สามารถให้ลูกเรียน Online ได้

“หากมาตรการทุกอย่าง สามารถดำเนินไปได้ด้วยดี ก็เชื่อว่าจะสามารถเปิดเทอมได้อย่างปลอดภัย คืนเด็กๆสู่การเรียนรู้และสิ่งแวดล้อมที่มีความสุข ซึ่งขณะนี้รัฐบาลคุมสถานการณ์โควิดได้ดีขึ้น เริ่มมีการผ่อนคลายมาตรการเคอร์ฟิวต่างๆก็จริง แต่ยังต้องปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรค ทั้งเว้นระยะห่าง ล้างมือบ่อยๆ และสวมหน้ากากอนามัย เชื่อว่าความร่วมมือร่วมใจของคนไทยทุกคนจะทำให้ผ่านพ้นวิกฤติและที่สุดจะสามารถกลับมาเปิดภาคเรียนแบบOnsite ได้ทั้งหมดในไม่ช้า”น.ส.ทิพานัน กล่าว

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

หลายจังหวัดอีสาน พาเหรดขึ้น 10 อันดับติดเชื้อโควิดเพิ่มสูงสุด

ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค.แถลงสถานการณ์การแพร่ระบาดในประเทศไทย พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 6,305 ราย เป็นการติดเชื้อในประเทศ 6,271 ราย มาจากระบบเฝ้าระวังและระบบบริการ 6,254 ราย

สมช. ยันฝ่ายมั่นคงดูแลผู้หนีภัยสู้รบ เผยทะลักเข้ามาอีกนับร้อย ป้องกันโควิดอย่างดี

พล.อ.สุพจน์ มาลานิยม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการศูนย์บริหารสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) (ศปก.ศบค.) กล่าวก่อนการประชุมศปก.ศบค. ถึงการรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดนเมียนมาที่เกิดการปะทะกันอย่างต่อเนื่อง จะมีมาตรการป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลายอย่างไร

เลขาฯสมช. เล็งออกมาตรการแยกโซนผู้ติดโควิด รับเลือกตั้ง 22 พ.ค.

พล.อ.สุพจน์ มาลานิยม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการศูนย์บริหารสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) (ศปก.ศบค.) กล่าวก่อนการประชุมศปก.ศบค. ถึงการดูแลความมั่นคงในช่วงการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผู้ว่าฯ กทม.)

นายกฯ ถก ศบค. พรุ่งนี้เตรียมผ่อนคลายมาตรการ จ่อลดระดับเตือนภัย

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จะเป็นประธานการประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) ครั้งที่ 8/2565 ในวันศุกร์ที่ 20 พฤษภาคม นี้ โดยที่ประชุม ศบค.เตรียมพิจารณาในประเด็นต่างๆ

สธ. วางแผนรับโควิดสู่โรคประจำถิ่น เร็วกว่ากำหนดครึ่งเดือน ชี้โอมิครอนรุนแรงน้อยกว่าไข้หวัดใหญ่

นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า สถานการณ์โควิด 19 มีทิศทางดีขึ้นต่อเนื่อง น่าจะเข้าสู่การเป็นโรคประจำถิ่นเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ตามกำหนดกว่าครึ่งเดือน จึงให้ทุกหน่วยงานเตรียมวางแผนการดำเนินงานรองรับ โดยเฉพาะเรื่องระบบบริการสาธารณสุข