
สปป.ลาว เป็นหนึ่งในประเทศอาเซียน ที่รอการพัฒนาอย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ สังคม ที่สำคัญก็คือการศึกษา ที่รอการวางรากฐานการพัฒนา เพื่อสร้างบุคคลากรของประเทศให้มีศักยภาพ อันจะส่งผลดีโดยรวมต่อการพัฒนาประเทศ แต่ในระยะสั้น สปป.ลาว มีความต้องการพัฒนาประชาชนเข้าสู่ตลาดแรงงานอย่างมีทักษะและศักยภาพ โดยเฉพาะในสายแรงงานอาชีพ โดยทางกระทรวงศึกษาธิการและกีฬา สปป.ลาว ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก
ในฐานะที่ประเทศไทย เป็นประเทศเพื่อนบ้านที่ใกล้ขิด และมีฐานะเป็นคู่ค้าและการลงทุนที่สำคัญในสปป.ลาว โดยเฉพาะ การลงทุนและการซื้อขายพลังงานไฟฟ้าจากสปป.ลาว ทำให้องค์กรเอกชน อย่างบริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน ) บริษัทชั้นนำด้านพลังงานและระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน ที่มีการลงทุนโครงการในประเทศไทย ออสเตรเลีย อินโดนีเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น รวมถึงสปป.ลาว ได้เข้าไปมีส่วนพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสปป.ลาว โดยร่วมมือระหว่างกระทรวงศึกษาธิการและกีฬา สปป. จัดทำโครงการการศึกษาเสริมทักษะสร้างอาชีพ สปป. ลาว (Education for Career Empowerment Project) โครงการนี้อย่างต่อเนื่องสู่ระยะที่ 3 (พ.ศ. 2567-2573) ล่าสุดได้ลงนามหนังสือแสดงเจตจำนงความร่วมมือในโครงการนี้เมื่อช่วงต้นเดือนกรกฎาคม 2567 ที่ผ่านมา
ก่อนหน้านี้ บริษัท ราช กรุ๊ป ได้เข้าไปสนับสนุนการศึกษาให้กับ สปป.ลาวมาแล้ว 2ระยะการดำเนินงาน โดยการดำเนินการโครงการในระยะที่ 1เป็นช่วงระหว่าง ปี 2554 – 2558 และระยะที่ 2 ปี 2559 – 2566 มีสถาบันการศึกษาที่เข้าร่วมโครงการรวม 2 ระยะ ประกอบด้วย 1. วิทยาลัยเทคนิคลาว-เยอรมัน 2. วิทยาลัยเทคนิควิชาชีพแขวงหลวงพระบาง 3. วิทยาลัยเทคนิควิชาชีพแบบผสมแขวงไซยะบุรี 4. วิทยาลัยเทคนิคสรรพวิชา 5. วิทยาลัยเทคนิคปากป่าสัก 6. วิทยาลัยเทคนิคแขวงเวียงจันทน์ 7.วิทยาลัยอาชีวศึกษาแขวงคำม่วน

ในสาขาวิชา ได้แก่ สาขาการควบคุมไฟฟ้า PLC สาขาการเชื่อมโลหะ สาขาช่างทั่วไป สาขาพลังงานทดแทน (การติดตั้งโซลาร์เซลเพื่อผลิตไฟฟ้า) สาขาพลังงานทดแทน (การปลูกพืชให้พลังงานและอาหารสัตว์) สาขาพลังงานทดแทน (การผลิตก๊าซชีวภาพจากขยะ) สาขาช่างกลโรงงาน ซึ่งตลอดระยะเวลาของการดำเนินโครงการช่วยเสริมสร้างพัฒนาทั้งความรู้และทักษะฝีมือแก่ครูและนักเรียนอาชีวศึกษา โดยเฉพาะในสาขาเชื่อมโลหะ ซ่อมบำรุงทั่วไป เครื่องกล ไฟฟ้าควบคุม และพลังงานทดแทน ให้มีความทันสมัยและสอดรับกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมได้ดียิ่งขึ้น
และในระยะที่ 3 นี้ ได้มีการปรับและเพิ่มจำนวนสถาบันการศึกษาเป็น แห่งประกอบด้วย 1. วิทยาลัยอาชีวศึกษาแขวงคำม่วน 2. วิทยาลัยเทคนิคแขวงเวียงจันทน์ 3. วิทยาลัยเทคนิคแขวงหลวงพระบาง 4. วิทยาลัยเทคนิควิชาชีพแบบประสมแขวงไซยะบุรี 5. โรงเรียนอาชีวศึกษาเทคนิคบอลิคำไซ 6. วิทยาลัยเทคนิคแขวงจำปาสัก 7. วิทยาลัยเทคนิควิชาชีพแบบประสมแขวงเซกอง 8. วิทยาลัยเทคนิควิชาชีพแบบประสมแขวงอัตตะปือ โดยมีการเพิ่มหลักสูตรจากในระยะ 1-2 เป็นการพัฒนาหลักสูตรการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ การพัฒนาสื่อการเรียนการสอน การติดตั้งและซ่อมบำรุงการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์

สุลิอุดง สูนดารา รัฐมนตรีช่วย กระทรวงศึกษาธิการและกีฬา สปป.ลาว กล่าวว่า ในการดำเนินการระยะที่ 3 ได้มีการปรับวัตถุประสงค์และแผนการดำเนินงานให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของสปป. ลาว สถานการณ์ของโลก และบริบทของสังคมด้วย โดยจะมุ่งเน้นการสร้างเสริมฐานการเรียนรู้และการฝึกปฏิบัติให้ทันกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม รวมทั้งยกระดับความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคนิค ทักษะต่างๆ ตลอดจนทัศนคติการทำงานให้กับนักเรียน เพื่อให้สามารถทำงานได้อย่างมีผลิตภาพและสอดคล้องกับความคาดหวังของตลาดแรงงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมพลังงาน รวมทั้งเน้นการพัฒนาความรู้และทักษะด้านพลังงานทดแทนเพิ่มขึ้นด้วย

“จากการติดตามผลการดำเนินงานโครงการระยะที่ 2 ได้สำรวจการมีงานทำของนักเรียนที่ผ่านมามีการเข้าอบรมเข้มของโครงการฯ จำนวน 1,035 คน ภายหลังจบการศึกษา ซึ่งสามารถติดตามผลของนักเรียนได้จำนวน 920 คน คิดเป็นร้อยละ 88.9ของจำนวนนักเรียนที่อบรมทั้งหมด ผลที่ได้รับพบว่า อัตราของนักเรียนที่มีงานทำและศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น อยู่ที่ร้อยละ 88.2 และคาดว่าในระยะที่ 3ครูและนักเรียนจาก 8 วิทยาลัยเทคนิคเป้าหมาย มีความรู้และทักษะการวางท่อ เชื่อมโลหะ การซ่อมอุปกรณ์ต่างๆ แมคคาโทรนิกส์ การเดินเครื่องและซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้าพลังน้ำ การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน (พืชพลังงาน ขยะ พลังงานลม และแสงอาทิตย์) และมีทัศนคติที่ดีในการทำงาน” สุลิอุดง กล่าว
สุลิอุดง กล่าวต่อว่า ปัจจุบันเยาวชนมีการเลือกเรียนสายอาชีวศึกษามีแนวโน้มสูงขึ้น เพราะมีตำแหน่งงานเปิดกว้างรองรับ และตลาดกำลังขยายตัวสูงขึ้นตาม ทั้งนี้ทางสปป.ลาว กำลังพัฒนาเสริมสร้างเพื่อให้ประเทศลาวหลุดพ้นจากประเทศที่ด้อยพัฒนาภายในปี 2026 ตามความคาดหมายของรัฐบาลลาว ซึ่งจะต้องมีการพิจารณาในการปรับโครงสร้างต่างๆ รวมถึงการผลักดันให้ประชากรลาวจบระดับการศึกษามัธยมต้นให้ได้ จึงต้องเร่งการพัฒนาบุคลากร โดยเฉพาะในระดับอาชีวศึกษา ทั้งนี้ทางรัฐบาลอยู่ในระหว่างการประเมินถึงประเทศที่เข้ามาลงทุน ซึ่งต้องเตรียมให้แรงงานลาวมีคุณภาพ ศักยภาพที่เพียงพอรองรับให้ผู้เข้ามาลงทุนว่าจ้างแรงงานลาวในการทำงานในอนาคต นอกจากนี้ในระหว่างปี 2024-2025 จะมีการนำหลักสูตรสายวิชาเข้าสู่ระบบสามัญศึกษา ซึ่งได้มีการนำร่องใช้ในบางโรงเรียนเพื่อให้นักเรียนในสายสามัญได้เรียนและฝึกทักษะวิชาชีพ เมื่อเรียนจบนักเรียนจะได้รับวุฒิการศึกษาทั้ง 2 ระบบ เพื่อให้ในการสมัครงานที่หลากหลายสา

ด้านนิทัศน์ วรพนพิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าในการดำเนินงานโครงการระยะที่ 3 ยังได้ยกระดับเป้าหมายไปสู่ SDGs เป้าหมายที่ 4 และเป้าหมายที่ 8 ในการส่งเสริมเพิ่มจำนวนผู้ที่มีทักษะทางเทคนิคและอาชีพสำหรับการจ้างงานและการเป็นผู้ประกอบการ รวมถึงการขยายโอกาสด้านทุนการศึกษา การฝึกอบรมทั้งในและต่างประเทศ ทั้งนี้ โครงการระยะที่ 3 ได้ให้ความสำคัญด้านพลังงานทดแทนมากขึ้น ได้แก่ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานจากขยะ และพืชพลังงาน จึงได้มีการพัฒนาหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว เพื่อให้นักศึกษาจะได้ฝึกปฏิบัติภาคสนามในการติดตั้งและบำรุงรักษาแผงโซลาร์ในชุมชนท้องถิ่นที่ยังขาดแคลนไฟฟ้า ซึ่งเป็นการสร้างคุณค่าทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างยั่งยืน
นิทัศน์ กล่าวต่อว่า หากสปป.ลาวจะก้าวพ้นจากประเทศด้อยพัฒนา สู่ประเทศกำลังพัฒนา จะต้องอาศัยกำลังของแรงงานที่ทักษะในอุตสาหกรรมต่างๆ ซึ่งในอาชีวศึกษาเป็นแหล่งในการบ่มเพาะบุคลากรของลาวได้เป็นอย่างดี เพราะปัจจุบันถือว่าลาวเป็นประเทศที่มีกลุ่มผู้ประการที่สนใจเข้ามาลงทุน อย่าง ในด้านพลังงาน ไม่ว่าจะเป็นพลังงานหมุนเวียน พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย SDGs ทั้งนี้ จะเน้นส่งเสริมผู้ประกอบการและวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก รวมถึงการพัฒนาประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรและการทำให้การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจไม่นำไปสู่ความเสื่อมโทรมทางด้านสิ่งแวดล้อม.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ในหลวง พระราชินี ทรงร่วมพิธีรับเสด็จฯ เยือนประเทศลาว ทอดพระเนตรตำหนักผ้าไหมลาวโบราณ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่ง จากโรงแรมคราวน์พลาซ่า เวียงจันทน์ ซึ่งเป็นเป็นโรงแรมที่ประทับ ไปยังหอคำ (ทำเนียบประธานประเทศ) เมื่อเสด็จพระราชดำเนินถึง
ในหลวง พระราชินี เสด็จฯถึง สปป.ลาว แล้ว ทรงขับเครื่องบินพระที่นั่งด้วยพระองค์เอง
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวอย่างเป็นทางการ ระหว่าง วันที่ 16-18 มีนาคม 2569 ตามคำกราบบังคมทูลเชิญของ นายทองลุน สีสุลิด ประธานประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ในการนี้ ทรงทำการบินด้วยพระองค์ โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงปฏิบัติหน้าที่นักบินที่ 1 สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงปฏิบัติหน้าที่นักบินผู้ช่วย
ประกาศสำนักพระราชวัง 'ในหลวง-พระราชินี' เสด็จฯเยือน สปป.ลาว อย่างเป็นทางการ 16-18 มี.ค.69
สำนักพระราชวังออกประกาศพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี จะเสด็จพระราชดำเนิน เยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 16 ถึงวันที่ 18 มีนาคม พุทธศักราช 2669 ตามคำทูลเชิญของนายทองลุน สีสุลิด ประธานประเทศแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
ราช กรุ๊ป โชว์ปี68กำไร 6,220 ล้านบาท
ราช กรุ๊ป ประกาศกำไร 6,220 ล้านบาทในปี 2568 จัดสรรเงินปันผลผู้ถือหุ้น 3,480 ล้านบาท หุ้นละ 1.60 บาท กำหนดจ่ายวันที่ 22 พฤษภาคม ศกนี้

