เหตุใด 'ปลาหมอคางดำ' ถึงไม่รุกราน 'ระบบนิเวศอัฟริกา'

การแพร่ระบาดอย่างหนักของปลาหมอคางดำตามลุ่มน้ำประเทศไทย ซึ่งมีการสำรวจแล้วพบว่ากินพื้นที่ 17จังหวัด และหลายฝ่ายเกิดความวิตกกังวลว่า อาจจะแพร่ระบาดไปยังพื้นที่อื่นๆของประเทศไทย เนื่องจาก วงจรชีวิตปลาหมอคางดำมีการขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว ในทุกๆ 22 วัน  ตลอดจนมันมีนิสัยดุร้าย กินแหลก เมื่อมีการผ่าท้องปลาหมอคางดำพบว่า ลำไส้ยาวกว่าตัวถึง 9 เท่า ทำให้มีความต้องการอาหารตลอดเวลา แถมยังสวมบทเป็นนักล่าเวลากลางคืน ซึ่งแตกต่างจากปลาหรือสัตว์น้ำในระบบนิเวศน์ของไทย ด้วยเหตุนี้ การแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ จึงมีความเสี่ยงที่จะส่งผลให้ปลาชนิดอื่นในพื้นถิ่นของธรรมชาติดั้งเดิมสูญพันธุ์ได้

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการระบาดใน 17 จังหวัด และล่าสุดมีผู้จับปลาหมอคางดำได้ในภาคใต้ จังหวัดภูเก็ต ส่วนในแถบภาคอีสาน ก็เป็นที่หวั่นๆใจว่า หมอคางดำอาจจะแพร่ระบาดไป

ปัญหาการระบาดของปลาหมอคางดำ ได้ถูกยกให้เป็น "ปัญหาระดับชาติ" ซึ่งไม่เกินเลยความเป็นจริงนัก เพราะหากปล่อยโดยไม่ทำอะไรเลย สัตว์น้ำชนิดอื่นในประเทศก็อาจจะสูญพันธุ์ได้ ดร.ชวลิต วิทยานนท์ นักวิชาการอิสระด้านความหลากหลายของสัตว์น้ำ ประเมินว่า หากไม่มีการแก้ปัญหาอย่างรวดเร็วและทันท่วงที การระบาดจะข้ามไปมาเลเซียอ้อมไปสิงค์โปร์  จ.ภูเก็ต  อย่างรวดเร็ว ภายใน 10 ปี  ตลอดจน  คนในภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้ เวียดนามจนถึงบังคลาเทศจะเดือดร้อนได้รับผลกระทบ ที่สำคัญไทยจะสูญเสียความมั่นคงทางอาหาร การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งของสามสมุทร และอ่าวไทยตอนบน เพชรบุรี ชลบุรี  ซึ่งได้ผลผลิตสัตว์น้ำหลายหมื่นตันต่อปี ไม่ได้เลี้ยงคนกรุงเทพ แต่หล่อเลี้ยงคนเชียงใหม่ ลาว ส่งออกกุ้ง หอยแครง หอยแมลงภู่  ความเสียหายมูลค่านับหมื่นล้านบาท

 ในการแก้ปัญหามีทั้งมาตรการจากภาครัฐ พรรคการเมือง และเอกชน อย่างบริษัทเอกชนที่นำเข้าปลาหมอคางดำเข้ามาที่ประเทศไทยเมื่อ 14ปี ได้ประกาศรับซื้อปลาหมอคางดำ ในราคากิโลละ 15บาท  พร้อมกับคำปฎิเสธว่าไม่ได้เป็นต้นตอการแพร่กระจายของ หมอคาดดำ ส่วนประชาชนก็มีความร่วมมือร่วมใจ ช่วยกันออกไล่ล่า ปลาหมอคางดำ กันจ้าละหวั่น แต่นั่นก็ไม่ใช่หลักประกันว่าจะสามารถสะกัดกั้นปลาหมอคางดำให้ลดปริมาณลงได้ ที่สำคัญคือสามารถทำให้มันสูญหายออกไปจากระบบนิเวศของไทยได้ในที่สุด

มีคำถามเกิดขึ้นว่า เหตุใดปลาหมอคางดำถึงไม่รุกรานระบบนิเวศของทวีปแอฟริกา ที่เป็นถิ่นกำเนิดของมัน แต่กลับเป็นปัญหากับระบบนิเวศประเทศอื่น โดยเฉพาะประเทศไทย

คำตอบอย่างแรกก็คือ เป็นเพราะความแตกต่างระหว่างสภาพทางภูมิศาสตร์และระบบนิเวศของไทยกับทวีปแอฟริกา ที่ไม่เหมือนกัน  โดยปลาหมอคางดำ วิวัฒนาการมาพร้อมกับระบบนิเวศน์ของอัฟริกา โดยมันเป็นส่วนหนึ่งของ Food web  ของทวีปแห่งนี้ที่มีทั้ง  ผู้ล่า, คู่แข่งในการล่า  ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ เป็นการจัดการตามธรรมชาติ และมีผลทำให้ควบคุมประชากรของปลาหมอคางดำไม่ให้มีมากเกินไป จนส่งผลเสียต่อระบบนิเวศโดยรวม

ผู้ล่าหลักๆ ในถิ่นเดิมของอัฟริกา ก็คือ ปลาในอัฟริกานั่นเอง  เช่น ปลาดุกแอฟริกา, ปลากระพงขาวแอฟริกา, ปลาแอฟริกันไพด์ , ปลาเสือแอฟริกัน  ปลาหมอสี 5 แถบ  สัตว์นักล่าเจ้าถิ่นเหล่านี้ จัดว่าเป็นเป็น Predatorหรือเป็นปลานักล่าที่โหด และมีขนาดใหญ่กว่าปลาหมอคางดำหลายเท่ามาก เช่น ปลากระพงแม่น้ำไนล์  ที่ตัวใหญ่หนักเป็น 100 กิโลกรัม  ไหญ่กว่ากระพงขาวไทยหลายเท่า อีกทั้งยังมีความดุร้ายและกินจุกว่ากระพงไทยมาก   ขนาดที่มันสามารถอ้าปากแต่ละครั้งก็กลืนปลาหมอคางดำได้หมดทั้งฝูง แถมยังมีปลาไทเกอร์โกไลแอต ปลาตะเพียนกินเนื้อที่มีทั้งความเร็วขนาดที่ไหญ่มหึมาและฟันที่คมกริบ คอยล่าปลาหมอคางดำ

แม้ปลาหมอคางดำจะเป็นนักล่าด้วยเช่นกัน แต่ม้นก็ไม่สามารถลงทะเลได้เพราะภูมิประเทศของอัฟริกาเป็นน้ำลึก ชัน ไม่เหมาะกับการเเพร่พันธุ์ และหากลงทะเลยังต้องเจอกับนักล่าทะเลลึกที่โหดขึ้นไปอีกระดับ  ด้วยเหตุนี้ปลาหมอคางดำเมื่ออยู่ในอัฟริกา จึงมีสภาพเป็นเหยื่อ   หรือหากมันจะว่ายมาริมฝั่งทะเล ก็จะต้องเจอพวกแรคคูน  และอาจปะหน้า พวกนกตระกูล Heron, Kingfisher ที่เป็นนักล่า อีกทั้ง บางแหล่งยังเป็นดงจระเข้

ด้วยเหตุนี้  พอมาอยู่ไทยปลาหมอคางดำจึงกลายเป็นนักล่า เพราะที่ไทยไม่มีนักล่าเจ้าถิ่นที่โหดกว่ามัน อีกทั้งสภาพแวดล้อมยังเหมาะกับการแพร่พันธุ์ แตกต่างจากสภาพแวดล้อมภูมิศาสตร์ของอัฟริกา ที่ปากแม่น้ำเป็นทั้งน้ำลึกมีความเค็มในระดับที่ปลาหมอคางดำไม่สามารถปรับตัวขยายพันธุ์ได้  

เมื่อปลาหมอคางดำถูกนำเข้าสู่ระบบนิเวศใหม่ อย่างประเทศไทยและประเทศอื่น ๆซึ่งปลาหมอคางดำจะปรับตัวได้ดีมากกับระบบน้ำกร่อย อีกทั้งระบบนิเวศใหม่ ไม่มีปัจจัยควบคุมตามธรรมชาติที่เพียงพอหรือไม่มีเลย   ตลอดจนความดุร้ายทำให้มันสามารถแย่งชิงทรัพยากรจากสัตว์น้ำท้องถิ่น  ทั้งแหล่งอาหารและที่อยู่อาศัยได้สำเร็จ  จึงทำให้สัตว์น้ำท้องถิ่นมีปัญหาในการอยู่รอด อีกทั้ง ปลาหมอคางดำมีความสามารถในการปรับตัวสูงและสามารถอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่หลากหลาย ตามที่พบปลาหมอคางดำในน้ำเน่าแถบบึงมักระสัน ทำให้มันสามารถแพร่พันธุ์ได้ในสภาพแวดล้อมที่เลวร้าย  มันจึงกลายเป็นชนิดพันธุ์Alien Species รุกรานที่ก่อให้เกิดปัญหา กับระบบนิเวศใหม่อย่างประเทศไทยที่ขาดทั้งผู้ล่าและโรคภัยในธรรมชาติ ที่จะมาควบคุมประชากรของพวกมัน.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'ณัฐชา' จี้ รมว.เกษตรฯ เร่งกวาดล้าง 'ปลาหมอคางดำ' หวั่นน้ำหลากทำระบาดอีสาน

นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ว่า เรื่องนี้ยังมีการต่อสู้ในชั้นศาล ซึ่งต้องใช้เวลาอีกยาวไกล โดยในคำพิพากษาของศาลปกครองกลางกว่า 120 หน้านั้น ความหมายจริงๆ คือสั่งหน่วยงานของรัฐทำตามหน้าที่ ซึ่งจริงๆ ถ้าเขาทำตามหน้าที่คงไม่จำเป็นที่จะต้องมาฟ้องร้องดำเนินคดีกันในวันนี้ ส่วนคดีที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ซึ่งประชาชนรวมตัวกันฟ้องแบบกลุ่มโดยมี ทนายวิจารณ์ โตลักข์ จากสภาทนายความเป็นผู้ทำคดี ซึ่งศาลนัดครั้งต่อไปในวันที่ 30 พ.ย.เพื่อพูดคุยเจรจาไกล่เกลี่ยกันของผู้เกี่ยวข้อง ส่วนจังหวัดอื่นๆ ก็มีการเตรียมฟ้องร้องต่อ อาจเป็นจังหวัดเพชรบุรี และเขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร

เคาะงบกลาง 350 ล้านบาท ดัน 7 มาตรการเร่งตัดวงจร 'ปลาหมอคางดำ' ลามหนักเขื่อนลำปาว

นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมศูนย์อำนวยการติดตามสถานการณ์และแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด 29 หน่วยงานเข้าร่วม

'ณัฐชา' บอก 3 เดือนแก้ปลาหมอคางดำไม่ได้เก้าอี้ รมว.กษ.เปลี่ยนแน่!

'ณัฐชา' ซัด 'รัฐบาล' ตั้งศูนย์แก้ 'ปัญหาปลาหมอคางดำ' แค่ปาหี่ ลั่น 3 เดือนไม่คืบ 'รมว.เกษตรฯ' อาจโดนเปลี่ยนเก้าอี้ แนะรัฐใช้มาตรการแดง-เหลือง-ขาว-เขียว ด้าน 'เกษตรกร' โอดปัญหาเอาไม่อยู่แล้ว

'สุริยะ' ฟุ้ง! ตั้งศูนย์แก้ไขปัญหาปลาหมอคางดำ เป็นเรื่องสำคัญระดับชาติ 3 เดือนเห็นผล

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงกรณีการลงนามในคำสั่งจัดตั้งศูนย์อำนวยการติดตามสถานการ

ศาลอุทธรณ์ ยืนรับฟ้องแบบกลุ่ม 'คดีปลาหมอคางดำ' ทนายคาดศาลตัดสินปลายปี 70

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืนรับฟ้องคดีปลาหมอคางดำเป็นคดีแบบกลุ่มก่อนนัดชี้สองสถานและฟังคำสั่งว่าเป็นคดีสิ่งแวดล้อมหรือไม่ 30 พ.ย. 69 หัวหน้าทีมทนายเผยคาดปี70 ศาลชั้นต้นตัดสิน