ร่างพ.ร.บ.สุขภาพจิตฉลุย ชงตั้งกองทุนฯ -ปล่อยข่าว'เฟกนิวส์'ป่วนสังคม เจอโทษหนัก

14ส.ค.2567-”ตรีชฎา“เผยกระบวนการรับฟังความเห็น ร่างพ.ร.บ.สุขภาพจิต เห็นด้วย 98 % ขยายความหมาย อาการผิดปกติทางจิตให้ครอบคลุมสาเหตุจากสุรา ยาเสพติด ตั้งกองทุนสุขภาพจิตแห่งชาติ ระดมเงินบริจาคมาฟื้นฟูรักษาผู้ป่วย ใครเสนอข่าวเฟคนิวส์ทำให้ประชาชนหวั่นไหวถือเป็นความผิด เจอโทษหนัก

น.ส.ตรีชฎา ศรีธาดา โฆษกกระทรวงสาธารณสุข ฝ่ายการเมืองเปิดเผยว่า ผลสรุปการแสดงความคิดเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติสุขภาพจิต (ฉบับที่ …) พ.ศ…..ที่เปิดการรับฟังหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน แลเะประชาชนทั่วไประหว่างวันที่ 24 กรกฎาคม – 8 สิงหาคม 2567 ได้ปรากฎออกมาแล้ว จากผู้ตอบแบสอบถาม 1,143 คน เห็นด้วยกับการจัดตั้ง “กองทุนสุขภาพจิตแห่งชาติ” จำนวนมากถึง 97.99% (1,120 คน) เห็นด้วยกับร่างพ.ร.บ.สุขภาพจิต (ฉบับที่…) พ.ศ…98.69 %(1,128 คน) ไม่เห็นด้วย 1.31 % (15 คน) จากนี้จะได้นำเสนอต่อคณะกรรมการสุขภาพจิตเพื่อพิจารณาปรับปรุงร่างพ.ร.บ.นี้ให้สมบูรณ์ต่อไป ก่อนจะเสนอต่อนายสมศักดิ์ เทพสุทินรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เพื่อเสนอขอความเห็นชอบต่อคณะรัฐมนตรีและเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร

น.ส.ตรีชฎากล่าวว่า สาระสำคัญของร่างพ.ร.บ.สุขภาพจิตแห่งชาติ (ฉบับที่…) พ.ศ.เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมพ.ร.บ.สุขภาพจิต พ.ศ. 2551 และแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2562 โดยฉบับใหม่นี้ มีผู้เห็นชอบจากการรับฟังความเห็นเป็นส่วนใหญ่ มีสาระสำคัญ 2 ประการ คือ ประการแรก ปรับแก้นิยามศัพท์ “อาการผิดปกติทางจิต” ให้หมายรวมถึงอาการผิดปกติของจิตใจที่เกิดจากสุรา ยาเสพติดและสารอื่นที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท ซึ่งพ.ร.บ.ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันไม่ครอบคลุมยาเสพติด ประการที่สอง จัดตั้ง “กองทุนสุขภาพแห่งชาติ” กำหนดที่มาของแหล่งเงินไว้ 10 ประการ เช่น เงินทุนประเดิมที่รัฐบาลจัดสรรให้และเงินอุดหนุนจากรัฐบาล, เงินและทรัพย์สินที่มีผู้บริจาค มอบ หรืออุทิศให้, เงินและทรัพย์สินที่ได้จากภาคเอกชนทั้งภายในและภายนอกประเทศ เป็นต้น


เงินที่ได้จากแหล่งต่างๆ ในร่างพ.ร.บ.ใหม่นี้ กำหนดให้นำไปใช้ประโยชน์ เช่น ส่งเสริมและสนับสนุนให้มีระบบการดูแลและผู้มีปัญหาสุขภาพจิตและปัญหาพัฒนาการที่ไม่สามารถกลับคืนสู่สุขภาวะหรือกลับคืนสู่สังคมเพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและเพื่อความปลอดภัยต่อสังคม


โฆษก สธ.ฝ่ายการเมืองกล่าวว่า เนื้อหาในร่างพ.ร.บ.ยังเสนอให้กองทุนสุขภาพจิตแห่งชาติ มีอำนาจควบคุมเนื้อหาข้อมูลข่าวสารที่คุกคามต่อสุขภาพจิต เพื่อปกป้อง คุ้มครองสังคมจากการนำเสนอข่าวเฟคนิวส์ หรือข่าวสารลักษณะอื่นๆที่เผยแพร่ทางสื่อต่างๆโดยเฉพาะสื่อออนไลน์ที่เกิดผลกระทบกระเทือนจิตใจ ทำให้ประชาชนเกิดความรู้สึกหวั่นไหว จะเป็นโรคจิต หรืออาการผิดเพี้ยนทางอารมณ์และจิตใจ โดยอาจจำเป็นต้องมีบทลงโทษ ทั้งนี้ อธิบดีกรมสุขภาพจิตจะเป็นผู้ควบคุมดูแลเนื้อหาในส่วนนี้ั

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

รัฐบาลจับมือ WHO ผลักดัน 'กระเป๋าสุขภาพดิจิทัล'

รัฐบาลจับมือ WHO ผลักดัน 'Digital Health Wallet' ยกระดับประชาชนเป็นเจ้าของข้อมูลสุขภาพของตนเอง เชื่อมข้อมูลรักษาพยาบาลไร้รอยต่อ รองรับอนาคตสาธารณสุขดิจิทัลระดับโลก

ปลื้ม! นวัตกรรมไทย 'ฮีมาเดิร์ม' รักษาโรคสะเก็ดเงินชนิดผื่นหนา

รัฐบาลชื่นชมนวัตกรรมไทยสร้างชื่อเสียง คว้ารางวัลบนเวทีนานาชาติ เพิ่มทางเลือกใหม่เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินชนิดผื่นหนา

รมช.ดีอี ลุยสร้างเครือข่ายต้าน “เฟกนิวส์” ภาคอีสาน ยกระดับสร้างภูมิคุ้มกัน รู้เท่าทันภัย “สแกมเมอร์”

วันที่ 12 มิถุนายน 2569 นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานเปิดงาน การจัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อสร้างการรับรู้ให้รู้เท่าทันและรับมือกับข่าวปลอม ครั้งที่ 2 ภายใต้โครงการศูนย์ประสานงานและแก้ไขปัญหาข่าวปลอม (Anti Fake News Center: AFNC) จังหวัดอุบลราชธานี

กอ.รมน. เตือน! หยุดแชร์ภาพ AI ปลอม 'ในหลวง–พระราชินี'

กอ.รมน. เตือนหยุดแชร์ภาพ AI ปลอม 'ในหลวง–พระราชินี' และพระบรมวงศานุวงศ์ วอนปชช.ใช้วิจารณญาณ ตรวจสอบแหล่งที่มาทุกครั้ง ป้องเฟกนิวส์ไม่ให้สังคมสับสน

รัฐบาลยกมาตรฐาน 'เครื่องมือแพทย์' เริ่มใช้เกณฑ์ใหม่ 20 มิ.ย.

รัฐบาลยกระดับมาตรฐานเครื่องมือแพทย์ เริ่มใช้เกณฑ์ใหม่ 20 มิ.ย. นี้ กำชับฉลาก–เอกสารกำกับต้องชัดเจน ปลอดภัย ไม่โอ้อวดเกินจริง

รมช.ดีอี ลุยสร้างเครือข่ายต้าน 'เฟกนิวส์' ภาคอีสาน ยกระดับสร้างภูมิคุ้มกัน รู้เท่าทันภัย 'สแกมเมอร์'

นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานเปิดงาน การจัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อสร้างการรับรู้ให้รู้เท่าทันและรับมือกับข่าวปลอม ครั้งที่ 2 ภายใต้โครงการศูนย์ประสานงานและแก้ไขปัญหาข่าวปลอม (Anti Fake News Center: AFNC) จังหวัดอุบลราชธานีจัดการตนเองขององค์กรชุมชนทั่วประเทศเพื่อความยั่งยืนจากฐานราก