
คงต้องยอมรับอย่างมิอาจปฏิเสธได้เลยว่า...ไอ้สิ่งที่เรียกว่า ความอาย หรือจะเรียกภาษาพระ ภาษาบาลี ประมาณว่า หิริ-โอตตัปปะ ก็คงพอได้ นับวันมันชักเป็นอะไรที่ ขาดแคลน ชนิดหายาก-หาเย็น ยิ่งกว่าหาหนวดเต่า-เขากระต่าย เอาเลยก็ไม่แน่ เรียกว่า...ขนาดผู้นำโลก ผู้นำระบอบประชาธิปไตยเสรี อย่างคุณปู่ โจ ซึมเซา ประธานาธิบดีอเมริกา ยังถึงขั้นพร้อมที่จะ ทิ้งทวน ก่อนหมดวาระ หมดสถานะตำแหน่ง ด้วยการออกคำสั่งยกโทษ หรือ อภัยโทษ ให้กับลูกชายตัวเองซะเฉยเลย!!!
หรือผู้นำเกาหลีใต้...ที่ด้วยเหตุเพราะภรรเมียตัวเองกำลังจะถูกสอบสวนในคดีทุจริต และรัฐบาลตัวเองก็กำลังอยู่ในภาวะง่อนๆ แง่นๆ เลยตัดสินใจออกประกาศกฎอัยการศึก หรือ รัฐประหารตัวเอง เอาดื้อๆ!!! แต่ครั้นประชาชนและนักการเมืองเกาหลีใต้ไม่คิดจะเอาด้วย จนมีอันต้องยกเลิกกฎอัยการศึกไปภายในอีกไม่กี่อึดใจ แต่กระนั้น...ตัวเองก็ยังคงทู่ซี้ ยังคงอยากที่จะดำรงตำแหน่งเป็นประธานาธิบดีเกาหลีใต้ต่อไปเรื่อยๆ ไม่ได้คิดจะลาอ่ง ลาออก ไม่ได้คิดจะเอา ปี๊บคลุมกบาล ตัวเองเอาเลยแม้แต่น้อย ชนิดอะไรจะหนา จะด้านเท่านี้ ย่อมไม่มีอีกแล้ว...
ส่วน บ้านเรา นั้น...ก็แทบไม่ต้องเสียเวลาพูดถึง อะไรที่น่าอาย ควรอาย หรือยังไงๆ คงต้องอายขึ้นมามั่งไม่ว่ามากหรือน้อย แต่เอาไป-เอามา...คงไม่น่าจะต่างอะไรไปจากอเมริกาและเกาหลีใต้เขานั่นแหละ คือทั้งด้าน ทั้งหนา เสียยิ่งกว่าหนังแรด หนังช้าง หนังตะกวด ฯลฯ ด้วยเหตุเพราะถ้า ไม่อาย ซะอย่าง แล้วใคร??? จะทำอะไรได้!!! เหมือนอย่างผู้นำอิสราเอลนี่ก็อีกราย ถึงแม้ผู้คนในประเทศจะออกมา ลงถนน นับเป็นล้านๆ ทั้งที่ประชากรทั้งประเทศมีอยู่แค่ไม่ถึง 10 ล้านด้วยซ้ำ เพื่อขอให้ไปพ้นๆ หน้าให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ แถมยังมี ชาวโลก อีกไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ ที่พร้อมจะตำหนิ ประณามในข้อหา อาชญากรสงคราม แต่นอกจากจะดันทุรังอยู่ในตำแหน่งผู้นำต่อไปอย่างไม่คิดจะลด-ละ-เลิก ยังพร้อมส่งรถถังเข้าไป ผนวกดินแดน เพื่อนบ้านที่รัฐบาลถึงต้องกาลล่มสลาย มาเป็นของตัวเอง เป็นส่วนหนึ่งของอิสราเอลซะเฉยเลย...
นี่...คุณประโยชน์หรือคุณลักษณะแห่งความไม่อาย หรือจะเรียกว่า ความหน้าด้าน ก็คงพอได้ มันเลยเป็นอะไรที่ฮอตฮิตติดชาร์ต เป็นที่นิยมชนิดใกล้ๆ จะกลายเป็น ประเพณี ไปแล้วก็ว่าได้ โดยเฉพาะสำหรับผู้มีอำนาจ ผู้นำประเทศ ไล่เรียงลงมาถึงบรรดาพวกพ้องและบริวาร จนอาจกลายไปเป็น แบบอย่าง หรือเป็น ค่านิยม ที่ยากจะปฏิเสธยิ่งเข้าไปทุกที โดยถ้าจำต้องปล่อยกระแสแห่งความไม่อาย หรือความหน้าด้านทั้งหลาย ทั้งปวง สามารถดำเนินต่อไปได้ด้วยดี จนต่างฝ่ายต่างพร้อมที่จะ ด้าน ไปชนิดถ้วนทั่วทุกตัวคนแล้วไซร้ ปัญหา ก็คือว่า...แล้วจะอยู่กันยังไงต่อไป??? ไม่ว่าบ้านนี้-เมืองนี้ หรือบ้านไหน-เมืองไหนก็เถอะ หนีไม่พ้นต้องกลายเป็น เมืองบาป อยู่แล้วแน่ๆ!!! ด้วยเหตุเพราะความไม่อาย ไม่ละอายต่อบาป หรือด้วยเหตุเพราะ ไร้หิริ-โอตตัปปะ นั่นแล...
ดังนั้น...อย่างน้อยที่สุด ความพยายามที่จะรักษา มาตรฐาน ของแท้แต่ดั้งเดิม ในเรื่อง ความละอายต่อบาป จึงย่อมมิใช่เป็นแค่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เผลอๆ...อาจต้องถือเป็นเรื่องใหญ่-เรื่องโต ระดับถือเป็น วาระแห่งชาติ เอาเลยก็ยังได้ โดยเฉพาะถ้าหากผู้ที่มีอำนาจ มีบทบาท ในการบริหาร-ปกครอง ผู้ที่ถือเป็นแบบอย่าง ตัวอย่าง ให้กับบรรดา ลูกปู ทั้งหลายจนหนีไม่พ้นต้องเดินโขยกเขยกตาม แม่ปู ไปตามสภาพ ดันกลายเป็นผู้ที่ไม่คิดจะละอายต่อบาปซะอย่าง คิดจะทำอะไรต่อมิอะไรไปตามความปรารถนา-ต้องการ ของ ตัวกูเอง ทั้งที่รู้ทั้งรู้ว่าเป็นสิ่งที่ไม่น่าจะถูกต้อง ไม่เป็นไปตาม ครรลอง-คลองธรรม หรือถือเป็น บาป สำหรับบรรดาผู้ที่มีอำนาจ มีบทบาททั้งหลาย...
เพราะอย่างที่ อภิมหาบุรุษ ท่าน มหาตมะ คานธี ท่านได้แจกแจงเอาไว้ถึง บาป 7 ประการ ของบรรดาผู้ที่มีบทบาท อำนาจ ให้เห็นกันจะจะไปแล้วนั่นแหละว่า ได้แก่ บรรดาผู้ที่ 1.เล่นการเมืองโดยไม่มีหลักการ 2.หาความสำราญโดยไม่ยั้งคิด 3.ร่ำรวยเป็นอกนิษฐ์โดยไม่ต้องทำงาน 4.มีความรู้มหาศาลแต่ประพฤติไม่ดี 5.ค้าขายโดยไม่มีหลักศีล-หลักธรรม 6.วิทยาศาสตร์เลิศล้ำแต่ไม่มีคุณธรรมแห่งมนุษย์ 7.บูชาสูงสุดแต่ไม่เสียสละ ดังนั้น...ใครที่เข้าข่าย น่าจะอยู่ในข่ายเหล่านี้ ถ้ายังไม่คิดจะอาย บรรดาผู้ที่ยังคงหลงเหลือหิริ-โอตตัปปะทั้งหลาย ก็คงต้องเพียรพยายามหาทางทำให้อาย ให้รู้สึกสำนึกขึ้นมามั่งให้จงได้!!!
ส่วนจะไปถึงขั้นต้องเอาปี๊บคลุมกบาล หรือต้องเผ่นออกไปทาง ช่องทางธรรมชาติ หรือไม่? อย่างไร? อันนั้น...คงต้องไปว่ากันอีกที แต่เอาเป็นว่า...อย่างน้อยก็อาจพอช่วยให้ มาตรฐาน ของแท้แต่ดั้งเดิม ในเรื่อง ความละอายต่อบาป ไม่ถึงกับต้องสูญหาย ต้องละลายคลายจางไปจากบ้านนี้-เมืองนี้ จนไม่เหลืออะไรไว้เลย เพราะอย่างที่ อภิมหาพระ-ท่านพุทธทาสภิกขุ ท่านได้เตือนแล้ว เตือนอีก ถึง อันตราย ของสิ่งที่เรียกว่า บาป ไว้แล้วนั่นแหละว่า... “เป็นบาป-ต่อเมื่อสำนึกบาปเมื่อยังไม่สำนึก บาปก็ยังเป็นเหมือนน้ำผึ้ง น้ำตาล ไปก่อน แต่ครั้นสำนึกเมื่อใด...นรกก็ผุดขึ้นในใจ อย่างกะระดมกันมา เขาก็เครียดครัดทั้งหลับและตื่นเป็นธรรมดา อย่าทำเล่นกับบาปเลย...เพราะมันต้องสำนึกขึ้นมาวันใด-วันหนึ่งแน่นอน”.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
วิกฤตในคราวนี้...สามัคคีคือพลัง
ด้วยความรักและความห่วงใยบ้านเมือง เมื่อเราติดตามสถานการณ์ของบ้านเมืองเรา ก็จะเห็นว่าบ้านเมืองเรากำลังเผชิญกับวิกฤตทั้งศึกนอกและศึกในที่พวกเราต้องสามัคคีและร่วมมือกันในการฝ่าวิกฤตครั้งนี้
สงคราม...ที่กำลัง'เปลี่ยนโลก'
ตั้งแต่ สงครามรัสเซีย-ยูเครน กำลังอุตลุด ชุลมุน พระสันตะปาปาองค์ก่อน คือ พระสันตะปาปาฟรานซิส ท่านก็เคยสรุปเอาไว้แล้วตั้งแต่นั้นว่า...สิ่งที่เรียกว่า สงครามโลกครั้งที่ 3
ทีม 'วปอ.61' ของ 'หนู'
ศึกชิงเก้าอี้ "ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ" หรือ "ผบ.ตร." คนที่ 16 แตะไม้ต่อมือจาก ผบ.ต่าย-พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ที่จะเกษียณอายุราชการวันที่ 30 กันยายน 2569
คำตอบ...อยู่ที่'พระสยามเทวาธิราช'!!!
พวก กูรู-กูรู้ หรือบรรดาผู้เชี่ยวชาญบางราย...เขาถึงกับมองความเป็นไปของโลก ที่กำลังทรหวลปั่นป่วนคลั่ง หรือกำลังเต็มไปด้วยข้อขัดแย้งต่างๆ นานา จนก่อให้เกิด สงคราม อยู่ในทุกวันนี้ ว่าอาจนำมาซึ่งฉากสถานการณ์ที่เลวร้ายเสียยิ่งกว่าครั้งที่เคยเกิด อภิมหาวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ หรือที่เรียกๆ
แคนดิเดต 'ผบ.ตร.'
ควันหลงช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา "สีกากี" ได้รับเสียงชื่นชมจากผู้ที่มาเล่นสงกรานต์ร่วมประเพณีปีใหม่ไทย ตามสถานที่ทั่วไป และผู้คนที่พบเห็นภาพ "ตำรวจ" ใช้ปืนฉีดน้ำร่วมเล่นสงกรานต์กับประชาชน

