คณะเศษสร้าง ปี 3 เรียนรู้เศรษฐกิจหมุนเวียน จากนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำ จ.บุรีรัมย์

อาสาสมัครร่วมปลูกหญ้าแห้ว อาหารโปรดนกกระเรียน

ปัญหาน้ำท่วมฉับพลันและการขาดแคลนน้ำในบางพื้นที่ รวมถึงความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ เป็นสัญญาณเตือนถึงวิกฤตภาวะโลกร้อนที่ทวีความรุนแรงขึ้น การป้องกันทางธรรมชาติ เช่น พื้นที่ชุ่มน้ำ มีบทบาทสำคัญในการรักษาสมดุลระบบนิเวศและบรรเทาวิกฤตสิ่งแวดล้อม สำหรับประเทศไทย พื้นที่ชุ่มน้ำมีกางระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาค อย่างใน จ.บุรีรัมย์ มีการแก้ปัญหาเรื่องน้ำแล้งจากการพัฒนาระบบจัดการน้ำได้ทำให้ปัญหานี้คลี่คลายลง หนึ่งในแนวทางสำคัญ คือการฟื้นฟูและอนุรักษ์ พื้นที่ชุ่มน้ำ อย่างพื้นที่อ่างเก็บน้ำห้วยตลาด หรืออ่างเก็บน้ำห้วยจรเข้มาก เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ที่คอยกักเก็บน้ำที่ช่วยเกื้อหนุนทั้งการอุปโภค การประปา การเกษตร และระบบนิเวศ การฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำ ยังเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพและสร้างความมั่นคงทางน้ำให้กับชุมชน

แนวทางที่มีการลงมือทำอย่างเป็นรูปธรรมนี้ ทางกลุ่มธุรกิจ TCP จึงได้จัดกิจกรรม TCP Spirit “คณะเศษสร้าง ปี 3” ภายใต้แนวคิด เฮียนธรรมชาติหมุนเวียน เบิ่งนกกระเรียนฟื้นคืน นำอาสาสมัครจำนวน 50 คน ลงพื้นที่ศูนย์เรียนรู้พื้นที่ชุ่มน้ำและนกกระเรียนพันธุ์ไทย ชุมชนบ้านสวายสอและชุมชนบ้านหัวสะพาน  จ.บุรีรัมย์  

อาสาสมัครลงมือฝัดข้าว

เพื่อเรียนรู้เศรษฐกิจหมุนเวียนในพื้นที่ชุ่มน้ำและการทำเกษตรอินทรี แบ่งเป็น 3 วิชาหลักๆ ประกอบด้วย วิชาที่ 1 วัฏจักรน้ำ วัฏจักรชีวิต ที่ศูนย์เรียนรู้พื้นที่ชุ่มน้ำและนกกระเรียนพันธุ์ไทย กับการเรียนรู้วิถีชีวิตของนกกระเรียนที่เปรียบเสมือนตัวบ่งชี้ความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ชุ่มน้ำ โดยพื้นที่ชุ่มน้ำ ณ เขตห้ามล่าสัตว์ป่าอ่างเก็บน้ำห้วยจรเข้มากและอ่างเก็บน้ำสนามบิน ได้ถูกฟื้นฟูจากพื้นที่ที่ไม่ถูกใช้งานจนกลายเป็นระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำที่สำคัญใน จ.บุรีรัมย์ จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2524 ได้รับการคัดเลือกเป็นพื้นที่ปล่อยนกกระเรียนคืนสู่ธรรมชาติ จัดตั้งเป็นศูนย์เรียนรู้พื้นที่ชุ่มน้ำและนกกระเรียนพันธุ์ไทย เนื่องจากเป็นแหล่งอาศัยและอาหารที่มั่นคงตลอดปี โดยได้ความร่วมมือของชุมชนช่วยปกป้องฟื้นฟู และสร้างความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ให้ปลอดสารเคมีจากการทำเกษตร นกกระเรียนพันธุ์ไทยหรือนกชนิดอื่นๆ จะสามารถขยายพันธุ์ได้เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังได้รู้จักวิธีการปลูกหญ้าแห้วทรงกระเทียม ซึ่งเป็นแหล่งอาหารทดแทนของนกกระเรียน

นกกระเรียนพันธุ์ไทย ในพื้นที่ชุ่มน้ำอ่างเก็บน้ำห้วยจรเข้มาก

วิชาที่ 2 เกษตรอินทรีย์ วิถีวงกลม  ที่เถียงนาเชฟเทเบิล ชุมชนบ้านสวายสอ แหล่งทำเกษตรอินทรีย์และยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวในชุมชนบ้านสวายสอ อ.เมือง ที่มีผลิตภัณฑ์ข้าวจากนาอินทรีย์ ภายใต้ชื่อ ข้าวสารัช ข้าวที่เกิดจากความร่วมมือร่วมใจของชุมชนในการผลิตเพื่อความคงอยู่ของระบบนิเวศที่เป็นถิ่นอาศัยของนกกระเรียนพันธุ์ไทย และสมดุลของธรรมชาติ โดยจะมีฐานการเรียนรู้ให้อาสาสมัครได้ลองลงมือทำจริง อาทิ การเพาะข้าว ดำนา การฝัดข้าว และการแยกฟาง ซึ่งเป็นกระบวนการสั้นๆ ที่ทำให้เข้าใจวิถีการทำนามากยิ่งขึ้น

วิชาที่ 3 เส้นทางสายไหม สู่ใยเศรษฐกิจหมุนเวียน ที่ชุมชนบ้านหัวสะพาน อ.พุทไธสง ซึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่มีอาชีพปลูกหม่อน เลี้ยงไหม และทอผ้าไหม โดยมีการปลูกหม่อนที่ใช้ปุ๋ยหมักและปุ๋ยอินทรีย์ ทำให้สามารถรักษาคุณภาพของดิน หนอนไหมที่เหลือจากการสาวไหมก็สามารถนำไปแปรรูปเป็นอาหารทางเลือกได้ โดยจะมีการเรียนรู้ตั้งแต่การศึกษาต้นหม่อน การย้อมไหม เป็นต้น

สราวุฒิ อยู่วิทยา

สราวุฒิ อยู่วิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ TCP กล่าวว่า คณะเศษสร้าง ปี 3 ในปีนี้ เป็นการเรียนรู้วัฏจักรทางชีวภาพ จะแตกต่างจาก 2 ปีที่ผ่าน ที่เป็นการเรียนของวัฏจักรวัสดุต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ดังนั้นการเรียนรู้แบบลงมือทำจริงในพื้นที่จ.บุรีรัมย์ ที่ตั้งใจพา อาสารุ่นใหม่มาทำความเข้าใจเกี่ยวกับระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน ซึ่งเข้ามาแทนที่ระบบเศรษฐกิจแบบเส้นตรง เพื่อแก้ไขปัญหาทรัพยากรธรรมชาติ โดยเน้นการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดและเหลือทิ้งให้น้อยที่สุด กิจกรรมนี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้อาสาได้นำความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในชุมชน พร้อมทั้งส่งต่อพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงให้กับคนรอบข้างและสังคม เพื่อร่วมกันรักษาและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมให้โลก

ดร.เพชร มโนปวิตร

ดร.เพชร มโนปวิตร นักวิทยาศาสตร์ด้านการอนุรักษ์ และครูใหญ่คณะเศษสร้าง กล่าวเสริมว่า หากนึกถึงเศรษฐกิจหมุนเวียน ส่วนใหญ่จะเน้นไปทางทรัพยากรด้านวัตถุดิบ ดังนั้นเมื่อมองในมุมของโมเดลเศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน(BCG) ที่จ.บุรีรัมย์ ถือว่าเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ดีมาก เพราะสามารถสะท้อนให้เห็นภาพของเกษตรอินทรีและความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งมีเชื่อมโยงกันเพราะปัญหาใหญ่ของโลก 1 ใน 3 คือ วิกฤตปัญหาดินเสื่อมโทรม ที่ส่งผลต่อการกักเก็บคาร์บอน การอุ้มน้ำ และการทำเกษตร นอกจากนี้ยังทำให้เข้าใจการทำเกษตรอินทรี ที่ต่อยอดในการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ ส่งต่อไปถึงพื้นที่ชุ่มน้ำที่ได้รับประโยชน์ เพราะไม่มีสารเคมี และเป็นแหล่งอาศัยของนกต่างๆ และยังสามารถเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของนกกระเรียนหลักจากที่เคยสูญหายไปจากประเทศไทยกว่า 50 ปี ซึ่งเป็นความเข้มแข็งของชุมชนในพื้นที่ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้คนรุ่นใหม่หรืออาสาสมัครที่เข้าร่วมกิจกรรมได้สัมผัสประสบการณ์และเห็นถึงผลจากการลงมือทำได้อย่างชัดเจน

ณัฐวัฒน์  แปวกระโทก

ด้าน ณัฐวัฒน์  แปวกระโทก เจ้าหน้าที่วิจัยภาคสนาม ศูนย์เรียนรู้พื้นที่ชุ่มน้ำและนกกระเรียนพันธุ์ไทย กล่าวว่า ตลอดระยะกว่า 10 ปี ที่โครงการปล่อยนกกระเรียนได้ดำเนินการในพื้นที่ชุ่มน้ำอ่างเก็บน้ำห้วยจรเข้มาก มีบางช่วงที่ประสบกับปัญหาน้ำแล้งในปี 2563 ฤดูฝนแต่ฝนไม่ตกก็มีผลต่อการขยายพันธุ์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบของภาวะโลกร้อน หลังจากนั้นเมื่อมีสภาพฝนฟ้าตกตามฤดู มีน้ำในหนองน้ำ นกกระเรียนก็กลับมาขยายพันธุ์ ซึ่งสิ่งสำคัญคือ ชุมชนที่มีส่วนร่วมในการทำเกษตรอินทรีย์ ที่ส่งผลต่อระบบนิเวศของนกกระเรียนโดยตรง เพราะหากแหล่งน้ำมีสารเคมี แหล่งอาหารไม่มั่นคง นกกระเรียนก็อาจจะสูญพันธุ์ไปเลยในไทย

“ปัจจุบันชาวบ้านยังสามารถนำประโยชน์จากนกกระเรียนไปต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ในเชิงสัญลักษณ์ และการทำท่องเที่ยวดูนก เพราะเป็นพื้นที่แห่งเดียวในไทยที่เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของนกกระเรียนพันธุ์ไทย โดยมีจำนวนนกกระเรียนที่ปล่อยคืนสู่ธรรมชาติแล้ว 166 ตัว สามารถติดตามได้ 120 ตัว(อัตราการรอดชีวิต)   และเกิดการขยายพันธุ์ในธรรมชาติกว่า 75 ตัว  ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตามก็มีการเพาะพันธุ์จากในสวนสัตว์ โดยปี 2568 ก็จะมีแผนที่ปล่อยนกกระเรียนคืนสู่ธรรมชาติจำนวน 8 ตัว ขึ้นอยู่กับว่าจะมีความร่วมมือกับเวียดนามในการส่งไปขยายพันธุ์ที่ประเทศเวียดนาม เนื่องจากพบวิกฤตนกกระเรียนใกล้สูญพันธุ์ ดังนั้นแหล่งที่อยู่อาศัยที่อุดมสมบูรณ์ แหล่งอาหารมั่นคงจึงเป็นส่วนสำคัญ” ณัฐวัฒน์  กล่าว

. พื้นที่ชุ่มน้ำอ่างเก็บน้ำห้วยจรเข้มาก

ทองพูน อุ่นจิตต์ เจ้าของเถียงนาเชฟเทเบิล ชุมชนบ้านสวายสอ กล่าวว่า ในช่วงแรกจองการทำเกษตรอินทรีย์ชาวบ้านในชุมชนก็ยังไม่มีความเข้าใจ แต่พอมีโครงการปล่อยนกกระเรียนคืนถิ่น ก็มีหน่วยงานเข้ามาให้องค์ความรู้เกี่ยวการทำเกษตรอินทรีย์อย่างต่อเนื่อง และสร้างความเข้าใจว่านกกระเรียนไม่ใช่ศัตรูที่จะมากินข้าวเป็นอาหารหลัก แต่กลับมาช่วยกำจัดศัตรูของข้าวแทน อย่าง ปลา ปู และแมลงในข้าว อีกทั้งการทำเกษตรอินทรีย์ยังสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้กับแหล่งน้ำ จึงได้เกิดการต่อยอดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร เป็นพื้นที่การเรียนรู้หรือมาทานอาหารพื้นถิ่นซึ่งเป็นวัตถุดิบที่มีในพื้นที่ และยังนำเรื่องราวของนกกระเรียนมาสร้างเป็นแบรนด์ข้าวออแกนิกสารัช ช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชน

นาข้าวอินทรี ชุมชนบ้านสวายสอ

ศิริมงคล คชภัคดี พนักงานบริษัทเอกชน เล่าว่า ตั้งแต่สมัยเรียนอยู่มัธยม มีความสนใจเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมจากการเข้าค่ายที่ได้ไปอยู่ร่วมกับชาวบ้านและธรรมชาติ ได้เรียนรู้วิถีชีวิตที่แตกต่างจากการการใช้ชีวิตในเมือง และยังเป็นอาสาสมัครอยู่ที่กลุ่มใบไม้ ซึ่งเป็นกลุ่มที่อนุรักษ์ด้านสิ่งแวดล้อม ในอ.บ้านนา จ.นครนายก โดยจะมีการจัดกิจกรรมต่างๆ ที่สอดแทรกเรื่องราวของสิ่งแวดล้อม อย่าง คอนเสิร์ตที่การแต่งเพลงเนื้อหาบอกเล่าเรื่องราวของธรรมชาติ และการมาร่วมกิจกรรมลงพื้นที่ในวิชาต่างๆ ของคณะเศษสร้างทำให้เปลี่ยนความเชื่อเรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ไม่ใช่แค่วัตถุดิบ แต่สิ่งที่เกิดจากวัตถุดิบธรรมชาติก็สามารถจะเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้ รวมไปถึงพื้นที่ชุ่มน้ำที่เป็นระบบนิเวศที่สำคัญของนกกระเรียน และที่สำคัญคือ การเห็นถึงความเข้มแข็งของคนในพื้นที่และทุกภาคส่วนที่ให้ความสำคัญของสิ่งแวดล้อม.

อาสาสมัครเรียนรู้การย้อมไหม
บรรยากาศกิจกรรมคณะเศษสร้างปี 3 

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ยิ้มสู้! 'นายกฯอนุทิน' โพสต์ภาพพร้อม 4 ขุนพลคู่ใจ 'สีหศักดิ์-เอกนิติ-ศุภจี-ซาบีดา'

นายกฯ โพสต์ภาพร่วมเฟมกับนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รมว.การคลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ และนางสาวซาบีดา

ชัดแล้ว! 'กล้าธรรม' ฝ่ายค้าน ‘อนุทิน’ ชี้ทุกพรรคต้องทำได้หลายหน้าที่ ย้ำ 'ภท.' ก็เคยเป็น

‘อนุทิน’ บอก ทุกพรรคต้องทำได้หลายหน้าที่หลัง “กล้าธรรม” ออกตัวเป็นฝ่ายค้าน ลั่น ”ภูมิใจไทย“ ก็เคยเป็น ยก คำวินิจฉัย ศาลรธน. ตั้งรัฐมนตรีมีหลักเกณฑ์อยู่แล้ว ขอเพลย์เซฟไว้ก่อน

IRPC เร่งเครื่องกลยุทธ์ 4R 'สร้างทุน สร้างพลัง สร้างคน สร้างอนาคต'

IRPC กางแผนดำเนินงานเชิงรุกภายใต้วินัยทางการเงิน จัดสรรเงินลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ สร้างเสถียรภาพทางการเงินและผลตอบแทนระยะยาว เร่งกลยุทธ์ 4R ยกระดับธุรกิจหลัก ขยายแหล่งรายได้ใหม่ รองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ    

‘เอกา โกลบอล’กางแผนรับมือเศรษฐกิจปี69ผันผวน

‘เอกา โกลบอล’ ประกาศยุทธศาสตร์รับมือความผันผวนเศรษฐกิจปี 69 เตรียมทุ่มงบลงทุนกว่า 100 ล้านบาท ขยายกำลังการผลิตและตั้งศูนย์ R&D ในไทย มุ่งสู่การเป็นองค์กรเศรษฐกิจหมุนเวียน ชี้อินเดียยังเป็นโอกาสของตลาดใหม่ที่เติบโตแรงกว่า 16%

TCMA ชูศักยภาพโค-โพรเซสซิ่งหนุนเป้าหมาย NDC 3.0

TCMA เดินหน้าหนุนอุตฯปูนซีเมนต์ไทยสู่เป้าหมาย Net Zero 2050 ชูศักยภาพกระบวนการเผาร่วมในเตา Co-Processing in Cement Kiln ควบคู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมบทเรียนจากประเทศเม็กซิโก เสริมสร้างความร่วมมือระดับสากล ขับเคลื่อน NDC 3.0 ของไทยอย่างเป็นรูปธรรม