เปิดวิสัยทัศน์'อนุชา ทีรคานนท์' พร้อมนำหัตถศิลป์ไทยเติบโตอย่างยั่งยืน

ผศ.ดร.อนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย ให้สัมภาษณ์พิเศษหลังเข้าดำรงตำแหน่ง CEO สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT  อย่างเป็นทางการครั้งแรก พร้อมสืบสาน สร้างสรรค์ ส่งเสริม งานศิลปหัตถกรรมไทยทุกมิติให้ก้าวไกลอย่างยั่งยืน สอดคล้องเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน SDGs ของสหประชาชาติ  โดยการรักษางานศิลปหัตถกรรมที่ใกล้สูญหาย การมุ่งเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน การยกระดับงานคราฟต์ผ่านเครือข่ายพันธมิตร และการสร้างองค์กรแห่งความสุข

ผศ.ดร.อนุชา ทีรคานนท์ คลุกคลีอยู่ในวงการศิลปวัฒนธรรมไทยประเพณีและศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยมายาวนาน ผลงานเป็นที่ยอมรับ มีประสบการณ์ทำงานในบทบาทผู้อำนวยการสถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กว่า 20 ปี  เป็นอดีตคณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ มธ.  เป็นคณะกรรมการผ้าไทยใส่สนุก โครงการตามแนวพระดำริฯ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา  เป็นหนึ่งในผู้ผลักดันศิลปะการแสดงโขน เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมมวลมนุษยชาติของยูเนสโก  

วันนี้ในบทบาทแม่ทัพ SACIT กางนโยบายส่งเสริมหัตถกรรมไทยในปี 2568  ผศ.ดร.อนุชา  กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่รุ่มรวยมรดกศิลปหัตถกรรมในอาเซียน ไม่ว่า soft skill หรือ hard skill ที่ต้องใช้เทคนิคสั่งสมมานานนับ 100 ปี รวมทั้งงานคราฟต์ใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นตาม พัฒนาการผู้คนในสังคม  SACIT จึงมีภารกิจหลักๆ  สืบสาน สร้างสรรค์ ส่งเสริม เพื่อยกระดับงานศิลปหัตถกรรมในทุกมิติ อันดับแรก การสืบสาน ไทยมีมรดกงานคราฟต์ที่ยิ่งใหญ่น่าเสียดายหากจะสูญหายไป เจนเนอเรชั่นใหม่ๆ รู้จักน้อย   โดยจะหยิบยกงานคราฟต์ที่ถูกหลงลืม มีการสืบทอดน้อย  เหลือครูผู้สร้างสรรค์น้อยราย ด้วยแนวคิด “หัตถศิลป์ที่คิดถึง” เน้นสร้างความตระหนักถึงกลุ่มงานหัตถศิลป์ประเภทเครื่องรัก-เครื่องมุก งานหัตถศิลป์ล้านนาประเภทเครื่องเขิน ส่งเสริมการถ่ายทอดองค์ความรู้ วัตถุดิบ ทักษะเชิงช่างหัตถกรรม สร้างผู้ผลิตงาน  เป็นการอนุรักษ์เพื่อต่อยอด  ให้มีที่ยืนในปัจจุบัน

“ ปัจจุบันมีงานหัตถศิลป์ที่ล่อแหลมต่อการสูญหายไป อย่างงานคร่ำหัตถศิลป์ชั้นสูง เด็กและเยาวชนรุ่นใหม่ไม่รู้จัก ส่วนใหญ่จัดเก็บและแสดงในพิพิธภัณฑ์เป็นการตกแต่งลวดลายบนพื้นโลหะประเภทเหล็ก เหลือผู้สืบทอดน้อยมาก เป็นงานฝีมือที่ใช้ทักษะชั้นสูงและความอดทน  แม้กระทั่งงานเครื่องถมเหลือคนทำน้อย วัตถุดิบที่ใช้ราคาสูงไม่ว่าจะเงินหรือทอง มีโอกาสสูญหายไปในอนาคตอันใกล้ แต่ปีนี้เน้นงานเครื่องรัก  ต้องใช้ยางรัก วัตถุดิบจากธรรมชาตินำมาใช้ปิดพื้นผิวเครื่องไม้ โลหะ จักสาน เพื่อให้เกิดผิวที่เรียบมัน ก่อนต่อยอดงานหัตถศิลป์ไทยประเภทอื่นๆ  รวมถึงเครื่องเขิน หัวโขน รวมถึงเครื่องมุกที่ต้องฝังบนพื้นรักเท่านั้น   ปัจจุบันยางรักหายากทุกที เสี่ยงขาดแคลน  แม้จะใช้วัสดุทดแทนแต่คุณสมบัติสู้ธรรมชาติไม่ได้ ต้องเร่งหาหนทางสงวนรักษาไว้ เป็นที่มางานประชุมวิชาการด้านศิลปหัตถกรรมครั้งที่ 1 “SACIT Symposium 2025” ภายใต้แนวคิด “Crafting Sustainability across ASEAN and Beyond” จะรวมนักวิชาการ ช่างฝีมือ ครูช่าง และเครือข่ายต่างประเทศร่วมแลกเปลี่ยน ระหว่างวันที่ 8 – 9 ส.ค.2568 ณ สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน)  เพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางศิลปหัตถกรรมอาเซียน  ทั้งลาว กัมพูชา เมียนมาร์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ญี่ปุ่น จีน ต่างมีมรดกวัฒนธรรมงานรัก ต่างเพียงเทคนิค “ ผศ.ดร.อนุชา กล่าว

ในอนาคต ผอ.SACIT บอกด้วยว่า จะประสานความร่วมมือกับหลายภาคส่วนกรมป่าไม้ กรมอุทยาน สถาบันการศึกษาแก้ปัญหาขาดแคลนยางรัก รวมถึงฟื้นฟูและสนับสนุนการปลูก-เก็บเกี่ยว อนุรักษ์พันธุ์พืชที่ให้ยางรักซึ่งแต่ละภาคในไทย มีพืชที่ให้ยางรักต่างกัน  โดย SACIT เห็นถึงโอกาสของการผลักดันกลุ่มพืชพันธุ์ไม้ที่ให้ยางรักสู่การเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศไทยต่อไป ซึ่งไม่สามารถบรรลุผลสำเร็จได้ในปีงบประมาณเดียว แต่ต้องใช้เวลา 10 ปี ขึ้นไป รณรงค์การสืบสานวัตถุดิบสำคัญอย่างยางรักให้คงอยู่คู่แผ่นดินไทย ขณะที่การสร้างสรรค์ เป็นการทำให้งานคราฟต์มีความร่วมสมัย ใม่ใช่มองว่าปู่ย่าตายายใช้อย่างเดียว เช่น ซองบุหรี่ถักทอจากเตยปาหนันในอดีต นำดีไซน์เข้ามากลายเป็นกระเป๋าชิคๆ มีความร่วมสมัย  คนในเจนต่างๆ ใช้ได้ในชีวิตประจำวัน ทั้งการออกแบบรูปลักษณ์ สี ลวดลาย การคัดเลือกนำวัสดุมาใช้ให้เหมาะสม SACIT จะสร้างสรรค์ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคและคำนึงถึงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม

วิสัยทัศน์ด้านการส่งเสริม CEO SACIT บอกว่า แนวคิดดำเนินการตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ สร้างการรับรู้งานศิลปหัตถกรรม ถ่ายทอดองค์ความรู้ และจัดการวัฒนธรรมศิลปหัตถกรรม กระตุ้นให้ผู้คนในทุกเจเนอเรชั่นเกิดความชื่นชอบและใช้ผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรมไทยเพิ่มมากขึ้น ตลอดจนส่งเสริมด้านการตลาดผ่านการขยายช่องทางการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรมให้แพร่หลาย และเพิ่มโอกาสทางการตลาดทั้งในและต่างประเทศ 

ทั้งนี้ การขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ผศ.ดร.อนุชา ระบุจะส่งเสริมและขยายโอกาสให้กลุ่มคนหลากหลายสามารถเข้าถึงกระบวนการผลิต และการบริโภคงานคราฟต์ ทั้งมิติสังคมและเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบางที่มีศักยภาพ เช่น กลุ่มผู้ต้องขัง กลุ่มผู้สูงอายุในพื้นที่จังหวัดอยุธยา และบริเวณใกล้เคียง งานคราฟต์จะช่วยให้ผู้สูอายุใช้เวลาอย่างมีคุณภาพ นอกจากครูช่างฯสอนแล้ว จะหาตลาดให้ด้วย  รวมถึงส่งเสริมกลุ่มครูช่างฯ และ สมาชิก SACIT ในกลุ่ม 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เปิดโอกาสให้นำเอาองค์ความรู้ ไปประกอบอาชีพในอนาคตได้สร้างอาชีพ

เปิดตลาดศิลปหัตถกรรมไทยในตะวันออกกลาง เป็นยุทธศาสตร์เชิงรุกปี 2568  ผศ.ดร.อนุชา เผยว่า SACIT มีตลาดเป้าหมายใหม่เป็นกลุ่มประเทศศักยภาพในภูมิภาคตะวันออกกลาง อาทิ ซาอุดีอาระเบีย บาห์เรน คูเวต โอมาน การตาร์ สหรัฐอาหรับอิมิเรตส์ และเยเมน เริ่มลุยโครงการ “SACIT for Middle East” มีแผนออกงานโรดโชว์ในเดือนพฤษภาคมนี้ สร้างการรับรู้ถึงเสน่ห์ของผลิตภัณฑ์หัตถศิลป์ไทย อีกทั้งงานหัตถศิลป์ไทยสามารถปรับประยุกต์ให้เข้ากับรสนิยมชาวตะวันออกกลาง   อาทิ งานเครื่องปั้นดินเผาที่มีเอกลักษณ์ และงานศิลป์ชั้นสูงอย่างเครื่องเบญจรงค์ ที่มีส่วนผสมของทองคำ ตอบโจทย์ต่อรสนิยมของกลุ่มคนที่มีรายได้สูงในตลาดตะวันออกกลางที่ให้คุณค่ากับงานคราฟต์ที่มีความประณีต โปรเจ็คนี้จะมีการศึกษาคุณลักษณะ-แนวโน้มความต้องการของตลาดตลอดจนข้อจำกัดต่างๆ ข้อควรทำ ไม่ควรทำ รสนิยมในการใช้สี  ลวดลายที่จะปรากฎบนงานหัตถกรรม  ในการนำเข้าสินค้าในตลาดตะวันออกกลาง เพื่อนำข้อมูลจากการสังเกตการณ์มาประกอบข้อมูลจากการวิจัยเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ และขยายผลไปยังตลาดอื่นๆ ต่อไป

ส่วนกลยุทธ์ยกระดับงานคราฟต์ไทยผ่านเครือข่ายพันธมิตร  ผอ. SACIT กล่าวว่า จะร่วมกับหน่วยงานภาครัฐทั้งในและต่างประเทศ อาทิ กระทรวงต่างประเทศหารือร่วมกับสถานทูตไทยในต่างประเทศ โดยมีแผนร่วมงาน Thai Festival 2025 เป็นโอกาสนำงานหัตถศิลป์ไทยที่มีอัตลักษณ์ทรงคุณค่า มีความเป็นสากลให้ชาวต่างชาติได้รู้จัก ถือเป็นการอัพเดทเทรนด์  เดือนเมษายนนี้ ร่วม Thai Festival 2025 ที่กรุงปารีส  รวมถึงจะเป็นครั้งแรกเข้าร่วมงาน London Craft Week 2025  เพิ่มพูนมูลค่า สร้างรายได้สู่เศรษฐกิจไทยได้ในอนาคต อีกทั้งให้ความสำคัญกับการเจรจาการค้าเพื่อจับคู่ธุรกิจ  อย่างบริษัท Omiya (โอมิยะ) แบรนด์กิโมโน “OMIYA Co., Ltd” ขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการเจรจา โดยกำลังศึกษาถึงทิศทาง-ลักษณะการดำเนินความร่วมมือกับโอมิยะ ซึ่ง SACIT จะจัดหาวัตถุดิบผ้าทอมือที่เหมาะสมสำหรับตัดชุดกิโมโน อาจจะมีการอบรมเชิงปฏิบัติช่างทอของไทย เพื่อผลิตวัตถุดิบให้ได้มาตรฐานตรงเป้าหมาย   โดยมีชุมชนทอผ้าย้อมครามบ้านดอยกอย จ.สกลนคร และกลุ่มทอผ้าไหม ผ้าทอลายลูกแก้ว ผ้าหางกระรอก ซึ่งล้วนงดงามและประณีตจากมรดกภูมิปัญญาอีสาน มีศักยภาพ รวมถึงจะผลักดันกลุ่มงานเครื่องประดับ หรือของใช้อื่น ๆ ที่เป็นงานศิลปหัตถกรรมไทย ประเภทเครื่องจักสานที่สามารถนำไปใช้ร่วมกับวัฒนธรรมการแต่งกายชุดกิโมโน  อาทิ กระเป๋าใบเล็ก กระเป๋าย่านลิเภา หรือตะกร้าต่าง ๆ สินค้าตาม Seasonal  ตลอดจนจะทำงานร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรระดับโลกอย่างยูเนสโกอีกด้วย

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

SACIT จัดเต็มงานคราฟต์ไทยร่วมสมัย ครบวงจร ที่ “Crafts Bangkok 2026”

สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT เตรียมเปิดมหกรรมงานคราฟต์ครั้งยิ่งใหญ่แห่งปี “Crafts Bangkok 2026” เวทีสำคัญในการยกระดับศิลปหัตถกรรมไทยสู่สากล ครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาวัตถุดิบต้นทาง การสร้างสรรค์งานหัตถกรรมร่วมสมัย ไปจนถึงการต่อยอดสู่ตลาดสากล

SACIT ร่วมส่งต่อคุณค่า 'ชุดไทยพระราชนิยม-หัตถศิลป์ไทย' สู่เวทีโลก ณ กรุงเฮก นำองค์ความรู้ ภูมิปัญญา สร้างภาพลักษณ์ประเทศไทยในสายตานานาชาติอย่างสง่างาม

สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT เดินหน้าร่วมขับเคลื่อน “ชุดไทยพระราชนิยม” สู่เวทีนานาชาติ ในฐานะมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่าของชาติ ผ่านการเข้าร่วมจัดแสดงและสาธิต ภายใต้โครงการ “ชุดไทย: มรดกภูมิปัญญาผ้าไทยและศิลปหัตถกรรมไทยสู่เวทีสากล”