คนธรรมศาสตร์มอง ‘ทักษะอะไร’ มีไว้ไม่ตกงาน

ปัจจุบันสถานการณ์สังคมและโลกกำลังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน โดยเฉพาะจากการที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามามีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างมากในชีวิตมนุษย์ ซึ่งส่งผลให้โลกของการทำงานเปลี่ยนแปลงแบบพลิกฝ่ามือ โดยงานวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาซูเซตส์ (MIT) ที่เผยแพร่เมื่อ พ.ย. 2568 ชี้ว่า AI สามารถทำงานแทนมนุษย์ได้แล้วถึง 11.7% ของตลาดแรงงานทั้งหมดในสหรัฐอเมริกา

นอกจากนี้ ปี 2568 ยังได้กลายเป็นอีกปีที่สร้างปรากฏการณ์เลิกจ้างคนมหาศาลทั่วโลก อย่างบริษัทในสหรัฐฯ มีการเลย์ออฟพนักงานแล้วกว่า 1.17 ล้านตำแหน่ง โดยสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2563 ซึ่งแม้แต่บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Amazon ยังมีการปลดพนักงานถึง 1.4 หมื่น – 3 หมื่นคน เพื่อลดโครงสร้างองค์กร และสนับสนุนการใช้ AI หรือ Nissan เอง ก็มีแผนจะลดจำนวนพนักงานราว 2 หมื่นตำแหน่งทั่วโลก คลื่นเลิกจ้างเหล่านี้ยังมาพร้อมกับการลดตำแหน่งงานระดับเริ่มต้นอีกด้วย


เนื่องในบรรยากาศวันรับปริญญาของบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ในปี 2569 นี้  คนธรรมศาสตร์หลายช่วงวัย  (Generation) ตั้งแต่ Gen Alpha ไปจนถึง Gen Baby boomer จึงขอมอบถ้อยความกำลังใจ รวมถึงเช็กลิสต์ทักษะจำเป็นที่ต้องเตรียมตัวให้พร้อมก่อนเข้าสู่โลกการทำงาน เพื่อเป็นของขวัญให้กับบัณฑิตทั่วประเทศที่กำลังจะผลัดใบไปสู่ชีวิตการทำงาน

ศ. (พิเศษ) นรนิติ เศรษฐบุตร

เริ่มกันที่ Gen Baby boomer อย่าง ศ. (พิเศษ) นรนิติ เศรษฐบุตร อดีตนายกสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่กลั่นกรองประสบการณ์การเรียนรู้ด้วยถ้อยความกระชับว่า การเข้าสู่ชีวิตการทำงาน ไม่ใช่การต้องหยุดเรียนรู้ หากแต่เป็นการเรียนรู้ในขณะที่ประกอบอาชีพไปด้วย ฉะนั้น สิ่งสำคัญคืออย่าหยุดที่จะเรียนรู้ และจงหมั่นทบทวน ขวนขวายความรู้อยู่เสมอ นอกจากนี้ อีกสิ่งที่ควรต้องเตรียมก็คือ ทักษะในการแก้ไขปัญหา อันถือเป็นทักษะที่สำคัญที่สุดไม่ว่าจะสำหรับชีวิตส่วนตัว หรือชีวิตการทำงาน ในการทำงานมีทั้งความล้มเหลวและความสำเร็จ เมื่อล้มเหลวก็อย่าได้ท้อ ให้ใช้ความล้มเหลวเป็นครูหาทางแก้ไขเพื่อไปสู่ความสำเร็จ

“บัณฑิตปัจจุบันถือเป็นอนาคตของชาติ กล่าวคืออนาคตของประเทศอยู่ในมือของเขาเหล่านี้ เพราะฉะนั้นก็ขอให้มีการนำความรู้ที่ได้มาและความตั้งใจไปใช้ในการทำงาน และไม่ใช่แค่เพื่อครอบครัวหรือตัวเอง แต่เพื่อผู้อื่น หรือสังคมและประเทศด้วย เพราะสิ่งเหล่านี้สามารถไปด้วยกันได้” อาจารย์นรนิติ กล่าวเสริม

ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์

ต่อมาที่ Gen X ทาง ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บอกว่า จากการที่ AI เข้ามามีอิทธิพลอย่างมากต่อชีวิตของทุกคนในปัจจุบัน และจะเข้าไปเปลี่ยนรูปแบบงานในทุกอาชีพ ทักษะที่ทุกคนควรจะมีคือ การปรับตัวให้เท่าทันกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว รวมถึงรู้จักนำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ต่องานหรือหน้าที่ความรับผิดชอบ และที่สำคัญคือการใช้ให้ถูกต้องเหมาะสม มีจริยธรรม รวมถึงเกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม โดยสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้สามารถอยู่รอดในตลาดแรงงานได้ในอนาคต

ไม่เพียงเท่านั้น ถึงแม้ทักษะด้านการใช้เทคโนโลยีอย่าง AI จะเป็นสิ่งสำคัญ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ทักษะพื้นฐาน อย่างการคิดแบบมีเหตุมีผล การวิเคราะห์และแยกแยะ การมีวินัย การเคารพตัวเองและผู้อื่น การทำงานร่วมกับคนอื่น ก็มีความสำคัญอย่างยิ่งและจะขาดไปไม่ได้ เพื่อเป็นทั้งหลักยึดในการทำงาน และหลักยึดในการดำเนิน    ชีวิตต่อไปหลังจากนี้

ในส่วน Gen Y ผศ. ดร.สุภมาส สุชาตานนท์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บอกว่า 3 สิ่งที่ต้อง เตรียมตัวเพื่อเข้าสู่โลกการทำงาน คือ 1. การมีใจสู้พร้อมรับทุกความผิดหวังที่เจอ 2. อย่าหยุดเรียนรู้ และพัฒนาตัวเอง แต่ให้เป็นนักเรียนของโลกใบนี้ไปตลอดชีวิต (Live Long Learning) และ 3. ขอให้ทุกคนเปิดใจยอมรับความแตกต่าง มีความเข้าอกเข้าใจ และให้เกียรติผู้อื่นอยู่เสมอ เพราะโลกในการทำงานจะมีคนหลากหลายทั้งในแง่อายุ และความคิด

ผศ. ดร.สุภมาส สุชาตานนท์

เมื่อมีสิ่งที่ต้องเตรียมแล้ว ผศ. ดร.สุภมาส มองว่า มีอีก 3 สิ่งที่ควรทิ้งไปด้วย ได้แก่ 1. ความคิดที่ตายตัว และเป็นสูตรสำเร็จ เพราะในชีวิตจริงไม่มีเฉลยท้ายบทเหมือนในห้องเรียน แต่เต็มไปด้วยทางเลือก และคำตอบนับไม่ถ้วน ซึ่งจะต้องตัดสินใจตามบริบทที่เกิดขึ้นขณะนั้น 2. ทิ้งการละเลยสุขภาพทั้งกายและใจ เพราะสุขภาพเป็นต้นทุนสำคัญในการทำงานที่นำกลับมาได้ยากหากไม่มีการดูแลตอนอยู่ในช่วงวัยที่ยังทำได้ และ 3. ทิ้งการปล่อยโอกาส โดยถ้าเจอโอกาสดีๆ เข้ามาในชีวิตอย่าปล่อยให้หลุดมือ และอย่ากลัวที่จะเปิดรับสิ่งใหม่ๆเข้ามา หรือคิดว่ายังไม่เก่งพอ แต่ให้ทำให้ตัวเองดีพอจะรับโอกาส หรือสามารถสร้างโอกาสให้ตัวเองและผู้อื่นได้

บัณฑิตปีนี้ที่เป็น Gen Z คิดอย่างไร  ดลยวัต สร้อยสนธิ์ นักศึกษาคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บอกว่า ปฏิเสธไม่ได้ว่าโลกปัจจุบันคือยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง ความไม่แน่นอน ความตึงเครียดและความขัดแย้ง (Disruptive Era) จากสถานการณ์ของภูมิรัฐศาสตร์ และระบบเศรษฐกิจทั่วโลก จากสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ บัณฑิตในยุคปัจจุบันจึงถือเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญที่จะควบคุม หรือกำหนดสถานการณ์ของโลกหลังจากนี้ต่อไป

ดังนั้น จึงอยากให้ขอเสนอให้บัณฑิตมีการเตรียมตัวใน 5 เรื่องก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน ด้วยแนวคิด GRAD+ โดย G คือ Good Principle หรือการมีหลักการที่ดีและมั่นคง รวมถึงรู้จักรักและเคารพตัวเอง ส่วน R คือ Resilience หรือการล้มแล้วลุกได้ แม้เจอความผิดหวังและเสียใจ ขณะที่ A คือ Accept หรือการยอมรับความแตกต่างหลากหลายอื่นๆ นอกจากกรอบความคิดเดิมของตัวเอง และ D คือ Delight หรือ ความสุขและความปีติ โดยมองโลกในแง่บวกอย่างสมเหตุสมผลและอยู่ในความเป็นจริง และสุดท้าย + คือ การยึด 4 เรื่องต่อไปไม่ให้เปลี่ยนแปลง เพื่อจะร่วมสร้างสังคมและโลกที่ดีไปด้วยกัน

สริตา ชนกนำชัย

Gen Z อีกราย  สริตา ชนกนำชัย บัณฑิตคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เกียรตินิยมอันดับ 1 ผู้ได้รับรางวัลเรียนดีทุนภูมิพล ซึ่งเข้าสู่โลกการทำงานแล้ว ได้สื่อสารถึงเพื่อนบัณฑิตว่า อยากให้บัณฑิตทุกคนเตรียมสภาพใจให้พร้อมรับสิ่งที่จะต้องเจอในโลกการทำงาน เนื่องจากไม่ว่าตอนเรียนจะมีการเตรียมตัว และเรียนรู้มามากขนาดไหน แต่เมื่อเข้าสู่การทำงานจริงจะพบแต่ความท้าทาย สิ่งที่อาจทำให้ผิดหวัง ความเหนื่อยล้า และความเสียใจ รวมถึงสภาพแวดล้อมจะแตก ต่างจากการเรียนในมหาวิทยาลัยอย่างสิ้นเชิง

“แม้ด้วยสถานการณ์ภายนอกต่างๆ ที่เกิดขึ้นและมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเศรษฐกิจหรือสังคม แต่อยากบอกบัณฑิตทุกคนว่าอย่ากดดันตัวเองมากเกินไป และทำสิ่งที่ตัวเองควบคุมได้ให้ดีที่สุด อย่าไปกังวลกับสิ่งที่ควบคุมไม่ได้มากนัก” สริตา กล่าวให้กำลังใจบัณฑิตทุกคน

ชินวีร์ วิเศษสรรค์

ปิดท้ายด้วยน้องเล็กสุดอย่าง Gen Alpha ชินวีร์ วิเศษสรรค์ หรือ น้องชิน นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 5 และประธานคณะกรรมการนักเรียน โรงเรียนสาธิตแห่ง  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ได้สะท้อนความคาดหวังถึงบัณฑิตจบใหม่ว่า คาดหวังว่าบัณฑิตที่กำลังก้าวเข้าสู่โลกการทำงานในปัจจุบัน ซึ่งเต็มไปด้วยความสดใหม่ของความรู้ แนวคิด และอุดมคติ จะนำสิ่งเหล่านี้ไปใช้การทำงาน สร้างอิทธิพลเชิงบวก และขับเคลื่อนสังคมไปข้างหน้า ซึ่งจะเป็นอนาคตให้กับคนรุ่นต่อไปในอนาคต

“ขอเป็นกำลังใจให้บัณฑิตจบใหม่ทั่วประเทศ และอยากให้เชื่อมั่นในตัวเอง รวมถึงเปิดพื้นที่ให้กับการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ เพราะโลกน่าจะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมากในอนาคตจากเทคโนโลยี และปัจจัยต่างๆ และในฐานะคนรุ่นถัดไปการได้เห็นพี่ๆ บัณฑิตเติบโต เรียนรู้ และปรับตัวกับโลกจะเป็นอีกแรงบันดาล จะบทเรียนสำหรับการเรียนรู้ได้อย่างดีในอนาคต” ชินวีร์ กล่าว

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อย่าติดกับดักกรงขังประสบการณ์! 'นักวิชาการ' ชี้บริบทการเมืองเปลี่ยน ให้โอกาสรัฐบาลใหม่ทำงานก่อนตัดสิน

อย่าติดกับดักกรงขังประสบการณ์! ‘เชษฐา’ ชี้ให้โอกาสรัฐบาลใหม่ทำงาน บริบทการเมืองเปลี่ยน ไม่ซ้ำรอยอดีต ระบบตรวจสอบพัฒนาทุกมิติ แนะรอดูผลงานก่อนตัดสิน

นักวิชาการมธ. ระบุไม่มีกลไกเอาผิดกกต.แบบเห็นผล เพราะรธน.60 ไม่ดี ป.ป.ช.มาจากสว.เหมือนกัน

ศ. ดร.สามชาย ศรีสันต์ ประธานบริหารหลักสูตรบัณฑิตศึกษา วิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผ

นักวิชาการ มธ. ชำแหละปรากฏการณ์ ‘เงินเฟ้อทางการเมือง’

นักวิชาการธรรมศาสตร์ เชื่ออัตราซื้อเสียง 7,500 บาทเป็นไปได้ โดยเฉพาะพื้นที่ผู้สมัครย้ายพรรค ต้องสร้างแรงจูงใจด้วยเงินแลกกับภาพลักษณ์-ข้อสงสัยโหวตเตอร์ คาดยิ่งใกล้เลือกตั้งราคาจะสูงขึ้นอีก เกิดเป็นสถาน

มธ. เดินเกมนานาชาติ ดันแผนปฏิรูปกำลังคน ปักหมุด Hub สังคมศาสตร์โลก

ม.ธรรมศาสตร์ รุกสร้างความร่วมมือ “มหาวิทยาลัยนานาชาติ” หวังทลายพรมแดนความรู้ เปิดโอกาสแลกเปลี่ยนนักศึกษา พัฒนาหลักสูตร D

นักวิชาการ มธ. วิเคราะห์กระแสเลือกตั้ง ชี้ผลโพล ‘คนกรุงเกือบครึ่งยังลังเล’ พบได้ไม่บ่อย

นักวิชาการธรรมศาสตร์ ระบุพบไม่บ่อย กรณีโพลสะท้อนกระแสการเมือง “คนกรุง” เกือบครึ่งยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเลือกใคร-พรรคใด เชื่อจุดตัดสำคัญอยู่

ยังไม่ใช่เวลาเจรจาสันติภาพ นักวิชาการ มธ. ชี้ต้องปกป้องอธิปไตยก่อน แนะวิธีสื่อสารเชิงรุกสู้กัมพูชา

นักวิชาการธรรมศาสตร์ ระบุขณะนี้ยังไม่ใช่ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการพูดคุยเจรจาสันติภาพกับกัมพูชา แต่ปลายทางคือต้องเจรจาบนโต๊ะ ชี้ไทยต้องปกป้องอธิปไตยไปจนสถานการณ์กลับสู่ปกติก่อนแล้ว