นักวิชาการมธ. ระบุไม่มีกลไกเอาผิดกกต.แบบเห็นผล เพราะรธน.60 ไม่ดี ป.ป.ช.มาจากสว.เหมือนกัน

3 ก.พ.2569- ​ ศ. ดร.สามชาย ศรีสันต์ ประธานบริหารหลักสูตรบัณฑิตศึกษา วิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า การทำหน้าที่จัดการเลือกตั้งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่มีที่มาจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ทั้งการเลือกตั้งในปี 2562 และปี 2566 สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาและข้อผิดพลาดในการดำเนินการมาโดยตลอด อาทิ การประกาศผลการเลือกตั้งที่ล่าช้า ข้อผิดพลาดในการนับคะแนน จำนวนบัตรไม่ตรงกับจำนวนผู้มาลงคะแนน ฯลฯ ซึ่งการเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2569 ที่ผ่านมา ก็เป็นอีกครั้งที่สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพการทำงานของ กกต. ซึ่งในการเลือกตั้งใหญ่วันที่ 8 ก.พ. 2569 ก็มีโอกาสที่จะเกิดปัญหาในลักษณะเดียวกันนี้ขึ้นอีก และถึงแม้ กกต. จะมีข้อผิดพลาดจากการจัดการเลือกตั้งหลายครั้งในหลายประเด็น แต่ในปัจจุบันกลับไม่มีกลไกใดที่จะเอาผิด กกต. แบบที่เห็นผลจริงได้ เพราะรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ไม่ให้สิทธิ์กับประชาชนในการเข้าชื่อถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและองค์กรอิสระได้

รศ. ดร.สามชาย กล่าวว่า แม้ว่าประชาชนจะมีช่องทางร้องเรียนต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ไต่สวนการกระทำของ กกต. ได้ และหากพบว่ามีมูลความผิด ป.ป.ช. ก็จะส่งเรื่องให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิจารณาดำเนินคดี แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ป.ป.ช. และ กกต. มีที่มาจากแม่เดียวกันคือวุฒิสภา (สว.) ซึ่งเป็นผู้ให้ความเห็นชอบผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่ง ป.ป.ช. และ กกต. ขณะเดียวกันรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 บัญญัติให้ผู้ทำหน้าที่ไต่สวนการกระทำผิดของ สว. ก็คือ ป.ป.ช. ส่วนคดีการทุจริตการได้มาซึ่ง สว. ให้เป็นหน้าที่ของ กกต. ในการสืบสวนชี้มูล ทั้งหมดนี้ถือว่าเป็นสายตระกูลสีเดียวกัน และไม่ยึดโยงอยู่กับประชาชน

“เมื่อกระบวนการมีปัญหาตั้งแต่ผู้ที่ทำหน้าที่คัดเลือกองค์กรอิสระ การได้มาซึ่งองค์กรอิสระก็ย่อมมีปัญหาด้วย นำไปสู่การตรวจสอบหรือเอาผิดองค์กรอิสระที่ทำได้ยาก ซึ่งแตกต่างกับรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ที่เปิดช่องให้ประชาชนสามารถเข้าชื่อถอดถอนองค์กรอิสระผ่านกลไก สว. ได้ โดย สว. ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ส่วน สว. ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 เป็นการเลือกตั้งและแต่งตั้งผสมกัน ซึ่งมีความยึดโยงกับประชาชนมากกว่า” รศ. ดร.สามชาย กล่าว

รศ. ดร.สามชาย กล่าวต่อไปว่า แม้ว่าจะยังมีช่องทางอื่นในการเอาผิด กกต. เช่น การฟ้องร้องเรื่องปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา ก็จำเป็นต้องมีหลักฐานต่างๆ ที่ชี้ชัดตามกฎหมายด้วยว่าความผิดพลาดที่เกิดขึ้นเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ แต่ก็ต้องเป็นผู้เสียหายไปยื่นฟ้องเอง ซึ่งนอกเหนือจากกระบวนการเหล่านี้แล้ว ไม่มีกระบวนการใดที่ประชาชนจะสามารถคานอำนาจของ กกต. รวมถึงองค์กรอิสระได้เลย

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวว่า สำหรับการแก้ปัญหาในกรณีนี้ สิ่งที่ประชาชนสามารถทำได้คือการออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งให้มากที่สุด เพื่อเป็นกลไกทางสังคมที่จะกดดันไปยัง กกต. ไม่ให้การกระทำที่ผิดพลาด คลาดเคลื่อน หรือจงใจกระทำผิดพลาดจนส่งผลต่อคะแนนทำให้ได้คนที่ประชาชนไม่ได้เลือกมาเป็น ส.ส. เชื่อว่าหากประชาชนมาลงคะแนนอย่างท่วมท้นและเทคะแนนให้พรรคการเมืองและตัวผู้สมัครอย่างเป็นเอกฉันท์ โอกาสที่ความผิดพลาดบกพร่องจนส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนลำดับของผู้จะมาดำรงตำแหน่งก็น้อยลง และคงมีความละอายต่อบาปผุดขึ้นในมโนสำนึกขึ้นบ้างหากจะทำอะไร

ทั้งนี้ ส่วนตัวคาดว่าการเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ. 2569 จะมีประชาชนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งมากกว่าปี 2566 เนื่องจากประชาชนน่าจะได้บทเรียนจากการเลือกตั้งในอดีตมาแล้ว ที่สำคัญคือความตระหนักว่าระบบโครงสร้างทางการเมืองในปัจจุบันเป็นปัญหา ที่ผ่านมาจำนวนผู้มาใช้สิทธิในปี 2566 จึงอาจยังไม่มากพอที่จะทำให้ตัวแทนของประชาชนที่ได้รับเสียงมากที่สุดสามารถเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลและเปลี่ยนโครงสร้างทางการเมืองที่มันบิดเบี้ยวได้

นอกจากนี้ ในวันที่ 8 ก.พ. นี้ ยังมีสิ่งสำคัญอีกเรื่องคือการออกเสียงประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อให้นำไปสู่การแก้ไขกลไกต่างๆ ในการเอาผิด กกต. ถ่วงดุลอำนาจกันในบรรดาองค์กรอิสระ ซึ่งอาจจะอาศัยเทียบเคียงกับกลไกภายใต้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ที่วางกลไกในเรื่องนี้ไว้ค่อนข้างดีแล้ว ทั้งที่มาของ สว. และองค์กรอิสระ รวมถึงกระบวนตรวจสอบ และการเข้าชื่อถอดถอนองค์อิสระที่มีการคานอำนาจกัน โดยที่ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมในฐานะที่เป็นเจ้าของอำนาจ

“นับตั้งแต่ประเทศไทยเคยมีองค์กรอิสระอย่าง กกต. คิดว่า กกต. ชุดนี้น่าจะเป็น กกต. ชุดที่ถูกครหา และขาดความเชื่อมั่นศรัทธาจากประชาชนมากที่สุด ทางออกคือจะต้องทำให้ที่มาขององค์กรอิสระยึดโยงกับประชาชน คือมีประชาชนเป็นแม่ผู้ให้กำเนิด ไม่ใช่ออกมาจากแม่ในตระกูลสีเดียวกัน การเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ. นี้ จึงเหมือนเป็นความหวัง ส่วนตัวคิดว่าสิ่งที่จะช่วยให้บ้านเมืองสงบโดยไม่มีเหตุรุนแรงคือการมาร่วมกันพิจารณาแนวทางการอยู่ร่วมกันใหม่ ซึ่งก็คือจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยการประนีประนอมในเชิงโครงสร้างระหว่างฝั่งผู้มีอำนาจกับประชาชน เพื่อให้อยู่ร่วมกันได้ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งการได้มาของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี่แหละที่จะเป็น Great Compromise ของประเทศ ” รศ. ดร.สามชาย กล่าว.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

มธ. จัดเสวนา 'วันรพี' ถอดบทเรียนพระกรณียกิจ 'พระองค์ภา' พร้อมข้อเสนอพัฒนา 'กระบวนการยุติธรรม'

ม.ธรรมศาสตร์ จัดเสวนาถอดบทเรียนพระกรณียกิจ “พระองค์ภา” เพื่อนำไปสู่การพัฒนากระบวนการยุติธรรมไทย นักวิชากา

เปิดงานวิจัย 'มธ.' ออกแบบโรงเรียน รับมือเหตุกราดยิง

เปิดงานวิจัย 'ธรรมศาสตร์' ออกแบบโรงเรียนเพื่อป้องกันเหตุกราดยิง 'รองอธิการบดี มธ.' ชงรัฐบรรจุแผนซ้อมเผชิญเหตุก่อการร้ายเข้าไปในหลักสูตรเหมือนซ้อมหนีไฟ

'ไอติม' กาหัว 'กกต.' แจงเส้นเงินนักการเมืองท้องถิ่นซุ้ม 'สุขสมรวย'

'ไอติม' ให้เวลา กกต. 1-2 วัน แจงเส้นเงิน 8 แสนของ 'ญานี' นักการเมืองท้องถิ่นซุ้ม 'สุขสมรวย' โอนเข้ากระเป๋าพนักงานสอบสวน กกต. ช่วงเลือก สว. จี้ เร่งชี้แจง-ส่งศาลฟันฮั้ว เตือนอย่าละเว้นปฏิบัติหน้าที่

ชำแหละ 'อาชีพ-สายสัมพันธ์' สว.อำนาจเจริญ 'ยิ่งชีพ' งงหนัก 'สมพาน' ขายก๋วยเตี๋ยวอะไร

‘ไอลอว์‘ แฉประวัติอาชีพ-สายสัมพันธ์ สว.อำนาจเจริญ พบฝากเลี้ยง จ่อเปิดชื่อผู้ช่วย-สว. 3 ทั้งหมดหลังจบเวที ด้าน ‘ยิ่งชีพ’ งงสรุป ‘สมพาน’ ขายก๋วยเตี๋ยวอะไรกันแน่

มธ.โชว์โมเดลบำบัดผู้เสพยาบ้า 9 วัน ใช้สมุนไพร-แพทย์แผนไทย ชงรัฐขยายผล

การปรับนโยบาย “เปลี่ยนผู้เสพเป็นผู้ป่วย” ช่วงปี 2564 ในมุมหนึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เสพเข้ารับการบำบัดรักษาอย่างถูกต้อง พร้อมกลั