
ท่ามกลางแสงแดดร้อนระอุในฟาร์มเลี้ยงวัวของมหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตกาญจนบุรี กลุ่มเยาวชนกำลังตั้งใจฟังวิทยากรอธิบายถึงระบบนิเวศในคอกสัตว์อย่างใกล้ชิด ภาพนี้สะท้อนการเรียนรู้นอกห้องเรียนที่เกิดขึ้นจริงใน “ค่ายเยาวชนวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมเพาเวอร์กรีน ครั้งที่ 21”
ค่ายดังกล่าวจัดโดยบริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ร่วมกับคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ภายใต้แนวคิด “One Health: The Science of Survival – อยู่ดี มีภูมิ” มุ่งพัฒนาทักษะการคิดเชิงวิทยาศาสตร์ของเยาวชนไทย เพื่อรับมือและแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบและยั่งยืน โดยมีเยาวชนจากทั่วประเทศเข้าร่วมจำนวน 50 คน ระหว่างวันที่ 27 เมษายน – 3 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา

รัฐพล สุคันธี ผู้อำนวยการสายอาวุโส–สื่อสารองค์กร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เยาวชนเป็นกลุ่มสำคัญที่จะต้องรับมือกับปัญหาสิ่งแวดล้อมในอนาคต เพราะฉะนั้นจึงต้องเตรียมความพร้อมให้มีทั้งทักษะ ความรู้ และความยืดหยุ่นในการรับมือกับโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันในเวทีโลกเริ่มเปิดพื้นที่ให้เยาวชนเข้ามามีบทบาทมากขึ้น มีการสร้างเครือข่าย และเปิดโอกาสให้เยาวชนได้เสนอความคิดเห็นด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งในประเทศไทยก็เริ่มมีแนวทางในลักษณะเดียวกัน
“การพัฒนาศักยภาพคนคือหัวใจสำคัญ เพราะแม้เราจะควบคุมปัจจัยอื่นได้ยาก แต่ถ้าปลูกฝังทัศนคติและทักษะตั้งแต่ต้น จะทำให้เยาวชนเติบโตเป็นกำลังสำคัญของสังคม โดยตลอด 21 ปีที่ผ่านมา ค่ายพาวเวอร์กรีน มีเยาวชนจำนวนมากที่เข้าร่วมค่ายและเติบโตไปเป็นแกนนำด้านสิ่งแวดล้อม เช่น การทำงานร่วมกับชุมชนในการจัดการขยะ การสร้างรายได้จากการรีไซเคิล การอนุรักษ์ธรรมชาติผ่านกิจกรรมต่าง ๆ และมาเป็นรุ่นพี่จากค่ายนี้จำนวน 1,300 คน ในการเป็นเครือข่ายถึฃรุ่นน้อง สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่าการพัฒนาเยาวชนสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมได้จริง”รัฐพลกล่าว
ธีมค่ายเพาเวอร์กรีนปีนี้ รัฐพล กล่าวว่า เป็นการออกแบบการเรียนรู้ให้เยาวชนเข้าใจความเชื่อมโยงของโลกอย่างเป็นระบบ ใช้วิทยาศาสตร์และข้อมูลวิเคราะห์ปัญหาและออกแบบแนวทางแก้ไขได้จริง พร้อมเสริมทั้ง ภูมิความรู้ และภูมิคุ้มกัน ผ่านเส้นทาง 5Cs เริ่มจากการเชื่อมโยงองค์ความรู้(Connect) เพื่อเข้าใจแนวคิด One Health และความสัมพันธ์ของมนุษย์ สัตว์ และสิ่งแวดล้อม ต่อด้วยการเผชิญสถานการณ์จริง (Confront) ในประเด็นสำคัญ เช่น โรคอุบัติใหม่ ความปลอดภัยทางอาหาร และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จากนั้นฝึกใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และข้อมูล (Crack) เพื่อวิเคราะห์ปัญหา ก่อนบูรณาการความรู้สู่การลงมือแก้ไขผ่านโครงงาน (Create) และพัฒนาทักษะการสื่อสาร (Communicate) เพื่อถ่ายทอดความรู้สู่สังคมและขยายผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“สิ่งสำคัญที่สุดที่โครงการมอบให้คือเมล็ดพันธุ์ แห่งจิตสำนึกรักษ์สิ่งแวดล้อมในตัวเยาวชน ที่จะเติบโตและขยายผลต่อไปในสังคม แม้วันหนึ่งค่ายจะสิ้นสุด แต่ความรู้และแนวคิดจะยังคงอยู่ ความสำเร็จจึงไม่ใช่ผลลัพธ์แบบเดียวกันสำหรับทุกคน หากแต่คือการที่แต่ละคนพัฒนาและเปลี่ยนแปลงตัวเองในทางที่ดีขึ้น และสามารถนำความรู้ไปใช้หรือปรับพฤติกรรมของตนเองได้จริง”
ผศ. อรันย์ ศรีรัตนา ทาบูกานอน รองคณบดีฝ่ายการศึกษาและวิเทศสัมพันธ์ คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะประธานโครงการค่ายเพาเวอร์กรีน ครั้งที่ 21 กล่าวว่า เยาวชนในโลกปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียง “อนาคต” แต่คือกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเป้าหมายระดับโลก โดยเฉพาะภารกิจอย่างการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ศูนย์ภายในปี 2050 แม้คนรุ่นปัจจุบันอาจไม่ได้อยู่เห็นผลลัพธ์สุดท้าย แต่เยาวชนรุ่นนี้จะเป็นผู้สานต่อและผลักดันให้เกิดขึ้นจริง นี่จึงเป็นเหตุผลที่การพัฒนาเยาวชนต้องได้รับความสำคัญอย่างจริงจัง

“ แนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมได้เปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย จากการเน้น การอนุรักษ์ สู่การจัดการทรัพยากรและขยะตามหลัก 3Rs ก่อนจะขยายไปสู่ประเด็นโลกร้อน และพัฒนาเป็นแนวคิดความยั่งยืน ที่เชื่อมโยงมิติสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคมเข้าด้วยกัน จนนำไปสู่กรอบคิด One Health ซึ่งเป็นธีมหลักของค่ายในปีนี้” ผศ. อรันย์ กล่าว
สำหรับแนวคิด One Health ผศ. อรันย์ กล่าวว่า สิ่งแวดล้อมไม่สามารถดำรงอยู่ได้โดยลำพัง แต่ต้องเชื่อมโยงกับสุขภาพของมนุษย์และสัตว์ เป็นการมองระบบแบบองค์รวมที่ทุกส่วนสัมพันธ์กันอย่างแยกไม่ออก จึงต้องอาศัยการคิดเชิงระบบ เพื่อทำความเข้าใจปัญหา เช่น มลพิษในดินและน้ำที่ส่งผลต่อสัตว์ และย้อนกลับมากระทบต่อมนุษย์ หรือการรับมือโรคระบาดที่ต้องอาศัยความร่วมมือข้ามสาขา ทั้งนักสิ่งแวดล้อม สัตวแพทย์ และแพทย์ และมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเยาวชนยุคใหม่ เพราะการแก้ปัญหาในอนาคตไม่อาจแยกศาสตร์ออกจากกันได้อีกต่อไป แต่ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันและการสื่อสารข้ามสาขาอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นทักษะสำคัญที่ค่ายมุ่งปลูกฝัง
ผศ. อรันย์ กล่าวต่อว่า ในด้านการพัฒนาเยาวชน ค่ายให้ความสำคัญ ในการให้ทุนความรู้มุ่งสร้างทักษะแบบ T-shaped skills คือมีความเชี่ยวชาญลึกในสาขาของตนเอง ควบคู่กับความรู้กว้างในศาสตร์อื่น เพื่อให้สามารถบูรณาการองค์ความรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนทักษะการปรับตัวประกอบด้วยการคิดเชิงวิพากษ์ (critical thinking) ความสามารถในการปรับตัว (adaptability) และความยืดหยุ่นทางจิตใจ (resilience) เพื่อให้เยาวชนสามารถรับมือกับโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว
“อีกหนึ่งกลไกสำคัญคือเครือข่ายศิษย์เก่า ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง แม้ค่ายจะรับผู้เข้าร่วมได้เพียงปีละประมาณ 50 คน แต่เยาวชนเหล่านี้จะขยายผลความรู้และสร้างการเปลี่ยนแปลงในวงกว้างต่อไป เพราะค่ายแห่งนี้ไม่ได้มุ่งเพียงการให้ความรู้ด้านสิ่งแวดล้อม หากแต่เป็นการสร้างคนรุ่นใหม่ ที่มีทั้งความเข้าใจเชิงระบบ ทักษะการคิด และความสามารถในการปรับตัว พร้อมเชื่อมโยงองค์ความรู้สู่การลงมือปฏิบัติจริง เพื่อร่วมขับเคลื่อนสังคมไปสู่ความยั่งยืนในอนาคต”ผศ. อรันย์ กล่าว

กมลชนก น้อยแน่ง นักเรียนชั้นม.5 จากโรงเรียนวิทยาศาตร์จุฬาภรณ์ราชวิทยาลัย จังหวัดปทุมธานี เล่าว่า ก่อนหน้านี้ไม่รู้จักค่ายนี้มาก่อน แต่มีอาจารย์ที่สอนโครงงานส่งข้อมูลมาในกลุ่ม บอกว่าเป็นโครงการที่ดีและมีรุ่นพี่เคยเข้าร่วม หนูจึงสนใจ เพราะส่วนตัวชอบด้านสิ่งแวดล้อมอยู่แล้ว และไม่รู้จักคำว่า วันเฮลธ์ แต่เมื่อได้เรียนรู้ก็เข้าใจมากขึ้นว่า คน สัตว์ และสิ่งแวดล้อมเชื่อมโยงกัน หากส่วนหนึ่งได้รับผลกระทบ อีกส่วนก็จะได้รับผลกระทบตามไปด้วย
กมลชนก เล่าต่อว่า กิจกรรมที่ชอบที่สุดคือการไปดูฟาร์มวัว เพราะได้เห็นระบบนิเวศจริงและทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อน ๆ ทำให้เห็นชัดว่า หากสัตว์ป่วย จะส่งผลต่อระบบนิเวศและกระทบต่อเกษตรกรทั้งด้านรายได้และสุขภาพจิต และการมาต่ายยังได้สร้างเครือข่ายใหม่ ๆ ทั้งรุ่นพี่และเพื่อนจากต่างโรงเรียน ได้แลกเปลี่ยนความรู้ ภาษา และวิถีชีวิต ซึ่งมองว่าสามารถนำมาพัฒนาต่อยอดได้จริง
ปริยากร ชูผล นักเรียนชั้นม.6 โรงเรียนราชโบริกานุเคราะห์ จ.ราชบุรี เล่าว่า ก่อนเข้าค่ายไม่เคยรู้จักแนวคิด วันเฮลธ์ มาก่อน แต่เมื่อได้เรียนรู้จึงเข้าใจว่า สุขภาพของคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อมเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด กิจกรรมที่ประทับใจที่สุดคือการลงพื้นที่จริง โดยเฉพาะการเห็นสถานการณ์โรคไข้มาลาเรีย ทำให้ตระหนักถึงความรุนแรงของปัญหาและความจำเป็นของความร่วมมือในการแก้ไข และมีความฝันอยากเป็นแพทย์ และตั้งใจนำความรู้ไปต่อยอดในโรงเรียน ผ่านการรณรงค์คัดแยกขยะและให้ความรู้เรื่องผลกระทบจากขยะและสารเคมี และจะใช้ TikTok เป็นช่องทางสื่อสารเรื่องสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และการเรียนต่อ พร้อมทั้งช่วยรณรงค์การคัดแยกขยะในครอบครัวและชุมชนผู้สูงอายุ เพื่อลดความเสี่ยงของโรค
ศรัณย์ นราประเสริฐกุล-หมอเน๋ง ศิลปินดาราและสัตวแพทย์ ได้เข้าร่วมกับค่ายพาวเวอร์กรีน กล่าวว่า กิจกรรมในปีนี้เป็นการเชื่อมโยงสุขภาพของคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน ซึ่งสอดคล้องกับเทรนด์ปัจจุบันที่ผู้คนหันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น ทั้งในมิติของร่างกายและจิตใจ ซึ่งการหยิบประเด็นสุขภาพมาเป็นแกนหลักของโครงการ เป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ยุคสมัย ขณะเดียวกันยังเปิดโอกาสให้น้อง ๆ ที่กำลังค้นหาตัวเอง ได้เห็นภาพจริงของสายอาชีพด้านสุขภาพ โดยเฉพาะสัตวแพทย์ที่มีบทบาทมากกว่าการรักษาสัตว์เลี้ยงในคลินิก

“ตลอดระยะเวลาของการเข้าค่าย น้องๆได้ลงพื้นที่สัมผัสประสบการณ์จริง ทั้งการออกหน่วยเคลื่อนที่เพื่อตรวจคัดกรองโรคมาลาเรีย ซึ่งเป็นภาพที่หาได้ยากสำหรับคนเมือง รวมถึงการเรียนรู้ด้านสัตวแพทย์ในมิติที่หลากหลาย ตั้งแต่งานคลินิก ไปจนถึงงานปศุสัตว์ เช่น การดูแลวัว การจัดการฟาร์ม และการทำความเข้าใจสายพันธุ์ หลายคนอาจคิดว่าสัตวแพทย์คือการรักษาหมาแมวในโรงพยาบาล แต่จริง ๆ แล้วมีบทบาทในระดับประเทศด้วย โดยเฉพาะเรื่องปศุสัตว์ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจ”หมอเน๋ง กล่าว
หมอเน๋ง กล่าวต่อว่า การจัดกิจกรรมลักษณะนี้ไม่เพียงสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชน แต่ยังมีส่วนช่วยเติมเต็มความต้องการของวงการสัตวแพทย์ไทย ที่ยังขาดแคลนบุคลากร แม้ว่าความต้องการจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากการเติบโตของตลาดสัตว์เลี้ยงที่มีความต้องการสัตวแพทย์เพิ่มขึ้นมาก แต่จำนวนบัณฑิตที่จบออกมายังไม่เพียงพอ ถ้ามีน้อง ๆ สนใจมากขึ้น วงการก็จะเติบโตและพัฒนาได้มากขึ้น
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
จุดพลังสร้างสรรค์วัยโจ๋ สร้างภูมิคุ้มกันสื่อร้าย ให้ท้ายสื่อดี
กองทุนสื่อฯ ชวนเยาวชนขับเคลื่อนสื่อสร้างสรรค์ ผลิตคลิปสั้นส่งประกวดในโครงการ "ค่ายเยาวชนไทยรู้เท่าทันสื่อ" ชิงเงินรางวัลหลักแสน ขณะที่ รมว.วัฒนธรรมฯ หนุนรู้เท่าทัน ผลักดันเป็นพื้นที่ศึกษาเรียนรู้ร่วมกัน

