'ควายปลัก'ทะเลน้อยพัทลุงเอกลักษณ์หนึ่งเดียว ที่นับวันจะลดจำนวนหากไม่ได้แก้ไข

พัทลุงเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีสัดส่วนความยากจนสูงในภาคใต้และติดอันดับต้นๆ ของประเทศ โดยข้อมูลในช่วงต้นปี 2026 ระบุว่าพัทลุงมีสัดส่วนคนจนสูงเป็นอันดับ 7 ของประเทศ  หรือมีสัดส่วนคนจนอยู่ที่ประมาณ 15.74% ซึ่งอยู่ในกลุ่ม 10 จังหวัดที่มีคนจนมากที่สุดในไทยกระจุกตัวมากในอำเภอเมือง  และอำเภอควนขนุน


หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.)หนึ่งในหน่วยงานในสังกัดกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)จึงได้ร่วมมือกับบ มหาวิทยาลัยกว่างซี แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งลงนามบันทึกความเช้าใจ MOU  เมื่อปี 2567  เพื่อขจัดความยากจนในบางพื้นที่ของไทย จึงได้จัดทัศนศึกษาสัญจรเมื่อวันที่ 26-27 เมษายน 2569 เพื่อศึกษาปัญหาความยากจนของจังหวัดพัทลุง  โดยก่อนหน้านี้ มีการจัดตั้งศูนย์วิจัยแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีไทย-จีน : ระบบการเลี้ยงควายปลักในพื้นที่มรดกทางการเกษตรโลก ซึ่งมีมหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตพัทลุง เป็นหน่วยงานวิจัยหลักแก้ปัญหาควายปลักทะเลน้อย

“ทะเลน้อย”  ได้รับการยกย่องให้เป็น”พื้นที่มรดกทางการเกษตรโลก ” ที่มีความสำคัญระหว่างประเทศแห่งแรกของประเทศไทย และเป็นลำดับที่ 948 ในทะเบียนพื้นที่ชุ่มน้ำตามอนุสัญญาแรมซาร์  และ  ณ ทะเลน้อยแห่งนี้ มีอาชีพการเลี้ยง”ควายปลัก”   อันเป็นมรดกทางภูมิปัญญา ได้รับการสืบทอดวิถีชีวิตดั้งเดิมไม่ต่ำกว่า200 ปี เป็นอัตลักษณ์โดดเด่นหนึ่งเดียวในประเทศไทย

ต้องยอมรับว่า นับวันประชากรควายในประเทศไทยซึ่งในอดีตมีบทบาทสำคัญในอาชีพทำนา นับวันจะลดจำนวนลงไปเรื่อยๆ  เนื่องจาก มีเครื่องจักรเข้ามาแทนที่แรงงานควายในการทำนา  มีตัวเลขรายงานว่าในปี 2541 ประเทศไทยมีจำนวนควายทั้งหมด 5.7 ล้านตัว แต่ปัจจุบันเหลือเพียง 1.7 ล้านตัว  อยู่ในภาคใต้ 3หมื่นตัว  และอยู่ในพัทลุง 4,000 ตัว มีเกษตรกรผู้เลี้ยงประมาณ 200 ราย ในจำนวนนี้ เป็นควายที่เลี้ยงในทะเลน้อยประมาณ 2,000-3,000 ตัวหรือประมาณ 109 คอกกระจายอยู่ในพื้นที่ทะเลน้อย

 การเลี้ยงควายในทะเลน้อยของพัทลุงเรียกว่า ระบบการเลี้ยงแบบ”ควายปลัก ”  หรือบางคนเรียก”ควายน้ำ”(swamp buffalo)  เพราะพฤติกรรมการการปรับตัวที่โดดเด่นของควายทะเลน้อยคือ การแทะเล็มพืชอาหารใต้น้ำในฤดูน้ำหลาก รวมถึงการต้องว่ายน้ำเป็นระยะทางยาวไกล ๆ เพื่อไปยังแหล่งอาหาร บางตัวสามารถดำน้ำได้นานเพื่อหาอาหาร โดยวิถีการเลี้ยงยังคงอาศัยวิถีธรรมชาติพึ่งพิงทุ่งหญ้าธรรมชาติเป็นหลัก  ซึ่งจะมีการปล่อยอิสระให้อยู่ในพื้นที่แทะเล็มประมาณ8 – 9 เดือนต่อปี ตราบจนถึงช่วงฤดูน้ำหลาก (3-4เดือน) จึงจะกลับมายังคอกซึ่งกระจายอยู่ทั่วไปในทะเลน้อย ดังนั้นควายทะเลน้อยจึงมีพฤติกรรมคล้ายสัตว์ป่าไม่คุ้นชินกับคนทั่วไป หลายปีที่ผ่านมา ควายปลักกลายเป็นส่วนหนึ่งของการท่องเที่ยวทะเลน้อย นักท่องเที่ยวมักอยากจะเข้ามาดูวิถีชีวิตของควายปลักพร้อมๆกับชมดอกบัวสะพรั่งในทะเลน้อย

ควายแต่ละฝูงในทุ่งทะเลน้อยล้วนมีเจ้าของที่เป็นเครือญาติกัน เป็นแหล่งรายได้ของเกษตรกรผู้เลี้ยงและชุมชน แต่หลังจากมีการประกาศจัดตั้งพื้นที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย ปี พ.ศ 2518 ทำให้การใช้พื้นที่ทำนาในทะเลน้อยไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้เหมือนเดิม พื้นที่ทำนาลดลง  และยังมีการสร้างประตูกั้นน้ำทะเลที่คลองปากระวะซึ่งเชื่อมต่อกับอ่าวไทยซึ่งเป็นทางไหลเข้าออกของน้ำตามฤดูกาล ส่งผลให้ระบบนิเวศน์เปลี่ยนแปลงทำให้พื้นที่นาไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้อีกต่อไป  และเครื่องจักรทางการเกษตรเข้ามาใช้แทนแรงงานควาย ทำให้บทบาทของควายในการทำนาลดลง  การเลี้ยงควายจึงเป็นไปเพื่อ การขายเพื่อการบริโภคเป็นส่วนใหญ่

จะเห็นได้ว่า จำนวนควายปลักทะเลน้อยที่มีประมาณ 2,000-3,000 ตัว นั้นไม่ถือว่ามาก ในมุมของนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยทักษิณ ที่ได้รับการสนับสนุนจากบพท.เองก็สนับสนุนให้ชาวบ้าน  เลี้ยงควายปลักเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ และยึดถือเป็นอาชีพหลักจริงจัง ไม่ใช่อาชีพเสริมจากการทำนา เพราะเกษตรกรให้ความสำคัญการเลี้ยงควายมากในแง่ของการสร้างรายได้ที่ดีและการเป็นเงินออม การสานต่ออาชีพบรรพบุรุษ การเลี้ยงเป็นอาชีพหลักและการอนุรักษ์ ตามลำดับ รายได้จากการขายจะอยู่ในช่วง 20,000 –  140,000 บาทต่อปี โดยส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 20,000-40,000 บาทต่อปี  ควายทะเลน้อยขึ้นชื่อเนื่องจากเป็นแหล่งเลี้ยงขนาดใหญ่และมีมานาน จะมีผู้ซื้อหรือนายหน้าติดต่อเข้ามาเอง โดยพื้นที่ที่มีการนําควายทะเลน้อยไปชําแหละขายได้แก่ สงขลา ปัตตานี พัทลุง นครศรีธรรมราช ตรัง สตูล สุราษฎร์ธานี กระบี่ พังงา (ส่งขายภูเก็ต)


นอกจากนี้พบว่าในระยะหลังควายทะเลน้อยถูกส่งต่อไปยังประเทศเวียดนามกับจีน นอกเหนือจากการนําไปบริโภค แล้วพบว่ายังมีการนําไปเลี้ยงและฝึก เพื่อการแสดงสำหรับนักท่องเที่ยวในพื้นที่อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานีอีกด้วย  โดยทั่วไปเกษตรกรจะทำการจําหน่ายควายเพื่อชําแหละที่มีอายุตั้งแต่ 3-5 ปี โดยราคาอยู่ที่ประมาณ 15,000-20,000 บาท ต่อตัว  แต่ในช่วงหลังพบว่าราคาควายต่อตัวตกต่ำเป็นอย่างมาก

 เมื่อควายทะเลน้อยเป็นสัตว์เศรษฐกิจ สร้างรายได้ให้เกษตรกรผู้เลี้ยง แต่การขยายพันธุ์ควายทะเลน้อยนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย แม้ว่าปัจจุบันจะมีวิทยาการเรื่องการผสมเทียมตัวอ่อนในวัว หรือควาย  แต่การผสมเทียมควายเพื่อให้ติดลูกนั้นถือว่ายากมาก  แตกต่างจากการผสมเทียมวัวที่มีโอกาสติดลูกสูงกว่ามาก  ฝูงควายปลัก ที่เกษตรกรเลี้ยงส่วนใหญ่เป็นควายที่ได้รับมรดกตกทอดมาจากบรรพบุรุษหรือได้จากฝูงควายที่เลี้ยงอยู่ในทะเลน้อย  ดังนั้นการคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์ก็คัดเลือกจากฝูงเดิม  หรือมีการนําเข้าจากนอกฝูงค่อนข้างน้อย  การนําเข้าส่วนใหญ่ก็เป็นควายจากกลุ่มอื่น ๆ ในพื้นที่ทะเลน้อย ทำให้เกิดปัญหาเลือดชิด ลูกควายรุ่นๆต่อๆมา จะไม่ได้มีคุณภาพเท่าที่ควร ปัญหาเลือดชิด จึงเป็นโจทย์ที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมทั้งมหาวิทยาลัยทักษิณ พยายามหาทางแก้ไขมาโดยตลอด  แต่ยังถือว่าไม่บรรลุเป้าหมายเท่าไหรนัก

อาหารควาย เป็นอีกปัญหาที่รอการแก้ไข  นักวิจัยจาก ม.ทักษิณ  พบว่าควายได้รับส่วนใหญ่เป็นอาหารหยาบอย่างเดียวไม่มีการเสริมอาหารข้น โดยควายจะแทะเล็มพวกหญ้าและวัชพืชน้ำอื่น ๆ ที่ขึ้นอยู่หนาแน่นในพื้นที่ทะเลน้อย เช่น หญ้าแพรก และหญ้าชันกาด (หญ้าครุน) หญ้าข้าวผี หญ้าหวาย กระจูดหนู หญ้าไทร หญ้าปล้องบางรายมีการจัดหาเสบียงอาหารสัตว์ได้แก่ หญ้า ฟาง เพื่อใช้ในกรณีที่ขาดแคลน ฤดูกาลที่มีปัญหาการขาดแคลนอาหารคือ ฤดูน้ำหลากเมื่อเทียบกับฤดูแล้ง

อีกปัญหาคือพื้นที่แทะเล็มหญ้าอาหารของควายลดลง เพราะมีการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ของพื้นที่ ทำให้พื้นที่แทะเล็มลดลง  และในช่วงหน้าแล้ง แต่เดิมมีการปล่อยควายไปเล็มหญ้าได้ไกลๆ แต่ความแห้งแล้งที่เพิ่มมากขึ้นจากปัญหาโลกร้อน ทำให้ควายอาจเข้าไปหาอาหารพื้นที่อื่นที่มีเจ้าของปลูกพืชชนิดอื่น ซึ่งก่อให้ความขัดแย้ง  และการปัญหาการรุกรานชอง จอกหูหนูยักษ์ที่มีการแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบกับสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อการเลี้ยงควายและการคมนาคมทางน้ำในพื้นที่  

ปัญหาขาดการสร้างคุณค่า การอนุรักษ์ และการถ่ายทอดระบบการเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม การขาดแคลนเกษตรกรรุ่นใหม่และการขาดการถ่ายทอดความรู้  ขาดการส่งเสริมและการแลกเปลี่ยนคุณค่าทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงกับระบบนิเวศการเกษตรกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเลี้ยงควายในพื้นที่ชุ่มน้ำทะเลน้อย โดยการสร้างโอกาสในการพัฒนามูลค่าทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้องกับการเลี้ยงควายในพื้นที่ทะเลน้อย ผ่านการส่งเสริมและแลกเปลี่ยนข้อมูลหรือประสบการณ์ในด้านต่าง ๆ ฯลฯ

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยกว่างซี ประเทศจีน

การจัดตั้งศูนย์วิจัยแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีไทย-จีน : ระบบการเลี้ยงควายปลักในพื้นที่มรดกทางการเกษตรโลก จึงมีเป้าหมายที่สำคัญในการทำงานเพื่อยกระดับกลไกความร่วมมือที่เกิดจากการบูรณาการภาคีเครือข่ายทั้งกลไกของภาครัฐ ภาคชุมชน ภาคประชาสังคม ภาคเอกชน มหาวิทยาลัย  เพื่อขจัดปัญหาความยากจนระดับพื้นที่การจัดตั้งศูนย์ระบบการเลี้ยงควายปลักในพื้นที่มรดกทางการเกษตรโลก (GIAHS) ในพื้นที่ชุ่มน้ำทะเลน้อย ศูนย์ฯ จึงมีความคาดหวัง ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากจีน โดยเฉพาะในเรื่องการย้ายฝากตัวอ่อน  ตลอดจนเรื่องการนำเทคโนโลยีชีวภาพเพื่อการปรับปรุงพันธุ์   เทคโนโลยีการเลี้ยงควายเพื่อการผลิตน้ำนม/การแปรรูปน้ำนม และเทคโนโลยีการควบคุมและกําจัดจอกหูหนูยักษ์

หลังจากฟังรายงานปัญหาจากนักวิจัย ม.ทักษิณแล้ว นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยกว่างซี ให้ข้อแนะนำว่า ปัญหาขยายพันธุ์และเลือดชิดของควายทะเลน้อย ควรแก้โดยการนำเข้าควายจากต่างประเทศเข้ามาผสมพันธุ์ ซึ่งเกษตรกรจีนเคยประสบปัญหานี้มาก่อน จึงมีการนำเข้าควายจากปากีสถาน มาผสมกับพันธุ์พื้นเมืองของจีน ซึ่งทำให้ได้ควายที่มีน้ำหนักดีตัวใหญ่ขึ้น และแก้ปัญหาเลือดชิดได้  นอกจากนี้ น้ำนมควายเป็นอีกมูลค่าจากควายที่ควรได้รับการส่งเสริม ประเทศจีนเคยประสบปัญหาคนไม่นิยมดื่มน้ำนมควาย ทำให้มีการรณรงค์เรื่องนี้ และชี้ให้เห็นคุณค่าทางโภชนาการของน้ำนมควายที่มีสารอาหารมาก ในที่สุด ก็ทำให้ประชาชนยอมรับและหันมาบริโภคน้ำนมควายกันมากขึ้น  ทำให้เกษตรกรที่เลี้ยงควายสามารถขายน้ำนมควายเป็นการสร้างรายได้อีกทาง นอกเหนือจากการขายเพื่อการบริโภคอย่างเดียว.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

คีย์แมนโอลิมปิคไทย บุกให้กำลังใจนักกีฬาในหมู่บ้าน ก่อนลุยเอเชียนบีช2026ที่จีน

เมื่อวันที่ 21 เม.ย.69 เวลา 14.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) นายกองเอก ชัยภักดิ์ ศิริวัฒน์ รองประธานคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทยฯ พร้อมด้วย นายธนา ไชยประสิทธิ์ รองประธานและเลขาธิการคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทยฯ และ พลเรือเอก อธินาถ ปะจายะกฤตย์ ได้เดินทางไปเยี่ยมเยียนและให้กำลังใจนักกีฬาไทย ณ หมู่บ้านนักกีฬา (Mangrove Tree Resort World Sanya Bay) เมืองซานย่า ประเทศจีน ในโอกาสเข้าร่วมการแข่งขันมหกรรมกีฬาเอเชียนบีชเกมส์ ครั้งที่ 6 "ซานย่าเกมส์ 2026"

รองนายกฯ 'สุชาติ' สั่งเร่งพัฒนาแหล่งมรดกธรณีภูเขาทอง จ.พัทลุง เชื่อมท่องเที่ยวธรรมชาติ-วัฒนธรรม สร้างเศรษฐกิจชุมชน

นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สั่งการให้อธิบดีกรมทรัพยากรธรณีลงพื้นที่ติดตามและเร่งผลักดันการพัฒนาแหล่งมรดกธรณีภูเขาทอง จังหวัดพัทลุง เพื่อเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและวัฒนธรรมของพื้นที่

'เอเชี่ยนบีช'ครั้งที่6ที่จีน แข่งปลายเม.ย.นี้ไทยส่ง16กีฬา เป้าหมาย15เหรียญทอง

ศึก "เอเชี่ยนบีชเกมส์" ครั้งที่ 6 ที่จีน ปลายเม.ย.นี้ ทัพไทยเคาะแล้วส่ง 16 กีฬาบู๊ลุยสู่เป้าหมาย 15 ทอง "บิ๊กแนต" นายกองเอกชัยภักดิ์ ศิริวัฒน์ นำผู้บริหารสมาคมฯถกนโยบายบอร์ดกองทุนพัฒนากีฬาชาติ ปรับวิธีโอนเบี้ยเลี้ยงตรงถึงนักกีฬาที่จะทดลองในกีฬาเยาวชนแห่งชาติ และ เอเชี่ยนบีชเกมส์ ชี้เป็นวิธีแก้ปัญหาไม่ตรงจุด ย้ำที่ผ่านมาปัญหาคือการจ่ายเบี้ยเลี้ยงล่าช้า ทำให้ทุกสมาคมขาดสภาพคล่อง หวั่นเป็นการสร้างปัญหาใหม่ เพราะยังไม่มีความชัดเจนทั้งระบบการจ่ายเงิน การบริหารค่าอาหาร ค่าที่พัก และค่าฝึกซ้อม