
พลังของเยาวชน เป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนสร้างเปลี่ยนแปลงของสังคม การพัฒนาเพื่อให้เกิดความยั่งยืนจึงต้องอาศัยกำลังของคนรุ่นใหม่ ในการมีส่วนร่วมอย่างมาก ในการเปิดตัวโครงการ “Better Futures Project 2026: อนาคตใกล้ฉัน” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 ของบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา ซึ่งผนึกความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ United Nations Development Programme กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการอุดมศึกษาฯ และพันธมิตรจากทั้งภาครัฐ เอกชน และเครือข่ายภาคสังคม
โครงการนี้ถูกออกแบบให้เป็น “แพลตฟอร์ม” ที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ระดับสากลจาก SDGs ทั้ง 10 เป้าหมาย จากทั้งหมด 17 เป้าหมายขององค์การสหประชาชาติ เข้ากับวิถีชีวิตของผู้คนในสังคมประจำวัน พร้อมนำกรณีศึกษาจากภาคธุรกิจทั้งในและต่างประเทศที่ให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม มาผสานสู่กระบวนการเรียนรู้ที่นำไปสู่การสร้างต้นแบบและผลลัพธ์ที่จับต้องได้
โดยมีหัวใจสำคัญในการผลักดัน GEN S หรือ Gen Sustainability ให้ก้าวสู่การเป็นFuture Makers ผ่านแนวคิด Youth-led Solutions เปิดพื้นที่ให้เยาวชนไทยทั่วประเทศทุกระดับชั้น ตั้งแต่ประถมศึกษา มัธยมศึกษา อาชีวศึกษา ไปจนถึงมหาวิทยาลัย ได้ร่วมวิเคราะห์ปัญหาในบริบทพื้นที่ ออกแบบแนวทางแก้ไข พัฒนาต้นแบบ (Prototype) และนำเสนอผลงานต่อภาคธุรกิจและพันธมิตร เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกที่เกิดขึ้นได้จริง

Better Futures Project 2026 เตรียมเดินหน้า Roadshow ครอบคลุม 5 ภูมิภาคทั่วประเทศไทย ดังนี้ภาคกลางและกรุงเทพฯ – ชีวิตเมือง กินอยู่ดี ธุรกิจดี เมืองสะอาด พบกันที่เซ็นทรัล พาร์ค วันที่ 14-15 พ.ค. 69, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ – ชุมชนเข้มแข็ง วัฒนธรรมต่อยอดได้ น้ำต้องพอใช้ พบกันที่เซ็นทรัล ขอนแก่นภารัตน์ ศรีวรรณวิทย์-อุทัยวรรณ อนุชิตานุกูลน เปิดรับสมัครวันนี้ – 2 มิ.ย. 69 และจัดกิจกรรม 14-15 มิ.ย. 69
ภาคตะวันออก – อุตสาหกรรมเติบโต ชุมชนอยู่ดี และป่าชายเลนต้องรอด พบกันที่เซ็นทรัล ระยอง เปิดรับสมัครวันนี้ – 8 มิ.ย. 69 และจัดกิจกรรม 19-20 มิ.ย. 69, ภาคใต้ – ทะเลสวย ท่องเที่ยวยั่งยืน และชุมชนอยู่ร่วมกัน พบกันที่ซ็นทรัล ภูเก็ต เปิดรับสมัครวันนี้ – 29 มิ.ย. 69 และจัดกิจกรรม 10-11 ก.ค. 69 และภาคเหนือ – อากาศดี ป่าต้องอยู่ และการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ พบกันที่เซ็นทรัล เชียงใหม่ เปิดรับสมัครวันนี้ – 27 ก.ค. 69 และจัดกิจกรรม 7-8 ส.ค. 69
นภารัตน์ ศรีวรรณวิทย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงินและกรรมการผู้จัดการใหญ่กลุ่มงานการเงิน การบัญชีและกลุ่มธุรกิจโรงแรมและสำนักงาน บมจ.เซ็นทรัลพัฒนา กล่าวว่า ความยั่งยืน ไม่ใช่เพียงเป้าหมายทางธุรกิจ แต่เป็นหัวใจสำคัญของการเติบโตในโลกปัจจุบัน ตลอดกว่า 20 ปีที่ผ่านมา บริษัทเดินหน้าลงทุนและพัฒนานวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการใช้เครื่องมือทางการเงินเพื่อขับเคลื่อนธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยได้จัดตั้ง เซ็นทรัลพัฒนา กรีน โกรท (Central Pattana Green Growth) เพื่อลงทุนด้านพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม พร้อมตั้งเป้าลดการปล่อยคาร์บอน

นภารัตน์ กล่าวต่อว่า โดยติดตั้งโซลาร์รูฟแล้วมากกว่า 35 โครงการ ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงระดมทุนผ่าน Green Bond และ Sustainability-Linked Bond เพื่อนำไปพัฒนาอาคารสีเขียว ระบบจัดการพลังงาน และโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้โครงการเซ็นทรัลนครสวรรค์และเซ็นทรัลจันทบุรีได้รับมาตรฐานอาคารเขียวระดับสากล ขณะเดียวกันก็ผลักดันโครงการด้านเยาวชนอย่างต่อเนื่อง ร่วมกับภาครัฐและกระทรวงศึกษาธิการ เปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้สร้างสรรค์สื่อและพัฒนาแนวคิดด้านความยั่งยืน โดยปีนี้ได้ต่อยอดสู่เวทีที่เปิดโอกาสให้เยาวชนจากทั่วประเทศนำเสนอไอเดียและลงมือทำจริง เพื่อร่วมขับเคลื่อนอนาคตที่ยั่งยืนไปพร้อมกัน
อุทัยวรรณ อนุชิตานุกูล กรรมการผู้จัดการ ฝ่ายบริหารความเป็นเลิศและการพัฒนาอย่างยั่งยืน บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา โครงการได้พัฒนาอย่างต่อเนื่อง จากช่วงแรกที่มุ่งสร้างการรับรู้เรื่องความยั่งยืน เพื่อให้ผู้คนเข้าใจและเริ่มลงมือทำได้ในชีวิตประจำวัน ก่อนจะต่อยอดสู่การเปิดพื้นที่ให้เยาวชนเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น โดยในปีที่ผ่านมา โครงการได้ร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการ ชวนเด็กและเยาวชนมาเป็นผู้สื่อสารเรื่องสิ่งแวดล้อม ผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์คอนเทนต์และคัฟเวอร์เพลงเกี่ยวกับการรีไซเคิล ซึ่งช่วยให้เข้าถึงคนรุ่นใหม่จำนวนมากผ่านแพลตฟอร์มอย่าง TikTok และ Instagram

อุทัยวรรณ กล่าวต่อว่า ผลตอบรับที่ดีสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของเยาวชนในการเป็นพลังสำคัญในการสร้างการเปลี่ยนแปลง และการวัดผล ช่วงแรกโครงการเน้นการสร้างการรับรู้และขยายการเข้าถึงจากจุดเริ่มต้นเพียงสาขาเดียวไปสู่หลายพื้นที่ ขณะที่ปีที่ผ่านมา มีการประเมินผ่านจำนวนผลงานที่ส่งเข้าร่วมและยอดเข้าถึงบนสื่อออนไลน์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนว่าผู้คนให้ความสนใจและมีส่วนร่วมกับประเด็นความยั่งยืนมากขึ้น จึงต่อยอดสู่โครงการปีนี้ ที่เปิดโอกาสให้เยาวชนเสนอแนวคิดแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ของตนเอง ทั้งเรื่องฝุ่น น้ำ หรือปัญหาในชุมชน โดยเน้นแนวทางที่ใกล้ตัวและสามารถนำไปใช้ได้จริง และหากภาครัฐมีนโยบายสนับสนุนและกระบวนการอนุมัติด้านพลังงานสะอาดที่รวดเร็วขึ้น ก็จะช่วยผลักดันการใช้พลังงานและโซลาร์เซลล์ให้ขยายตัวได้เร็วขึ้นเช่นกัน
รศ. ดร.พิชญ รัชฎาวงศ์ รองผู้อำนวยการ สถาบันวิจัยพลังงานจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวเสริมว่า สถานการณ์สิ่งแวดล้อมของไทยในวันนี้เห็นผลกระทบชัดเจนกว่าช่วง 10 ปีก่อน ทั้งปัญหาฝุ่น PM2.5 อากาศร้อนจัด น้ำท่วม และดินถล่ม ซึ่งแม้จะเป็นคนละปัญหา แต่ล้วนเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและส่งผลต่อทุกคน ซึ่งภาคการศึกษาและงานวิจัยจึงพยายามหาแนวทางรับมือกับปัญหาเหล่านี้ โดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ลงพื้นที่หลายจังหวัด เช่น เชียงใหม่ เพื่อติดตั้งเซนเซอร์และทำงานร่วมกับชุมชนในการติดตามปัญหาฝุ่นควัน อย่างไรก็ตาม การทำงานของภาควิชาการเพียงลำพังอาจไม่เพียงพอ จึงต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคเอกชนและเครือข่ายต่าง ๆ เพื่อขยายผลและสร้างความต่อเนื่องในการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน
รศ. ดร.พิชญ ยกตัวอย่างปัญหาฝุ่นที่รุนแรงขึ้น ผู้คนต้องใช้ชีวิตในอาคารมากขึ้น จึงเกิดโจทย์ใหม่เรื่องคุณภาพอากาศภายในอาคาร ทั้งสารระเหย ระบบฟอกอากาศ และค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน ซึ่งเชื่อมโยงไปถึงการใช้พลังงานทางเลือกอย่างโซลาร์เซลล์ สะท้อนให้เห็นว่าการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมจำเป็นต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของหลายภาคส่วน นอกจากนี้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยยังเปิดตัว Chula X หลักสูตร Certificate Program ที่เปิดโอกาสให้นักเรียน คนทำงาน และผู้สนใจ เข้ามาเรียนรู้เรื่องพลังงาน เทคโนโลยี และการใช้ชีวิตในยุค AI เพื่อสร้างความตระหนักรู้และพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคต
รสริน ศุภศศิน ตัวแทนเยาวชนภาคกลางที่สมัครเข้าร่วมโครงการนี้ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เล่าว่า ได้ตีโจทย์อนาคตใกล้ฉัน คือการที่คนธรรมดาทุกคนสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ ได้ในชีวิตประจำวัน เพราะหลายครั้งเรื่องความยั่งยืนอาจถูกมองว่าเป็นเรื่องไกลตัวหรือเข้าถึงยาก จึงอยากให้ผู้คนเปิดใจและเห็นว่าการดูแลสิ่งแวดล้อมหรือการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืนสามารถเริ่มต้นได้ง่าย ๆ และทำได้จริงในชีวิตประจำวัน

รสริน เล่าต่อว่า ได้พัฒนาโปรเจกต์เกี่ยวกับการลดอาหารเหลือทิ้ง ภายใต้แนวคิด Wild Surprise Box ซึ่งเป็นการนำอาหารส่วนเกินมาจัดเป็นกล่องในราคาที่เข้าถึงได้ง่าย เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถซื้อได้ในราคาประหยัด ขณะเดียวกันร้านค้าก็สามารถบริหารจัดการอาหารส่วนเกินได้ดีขึ้น โดยต้องการทำให้เรื่องการลด Food Waste กลายเป็นเรื่องที่เข้าถึงง่ายและสนุกสำหรับผู้บริโภค แต่หลังจากได้ลงพื้นที่และพูดคุยกับทีมงาน รวมถึงศึกษารูปแบบการจัดการอาหารส่วนเกินของทางเซ็นทรัล ซึ่งมีระบบนำอาหารส่วนเกินไปแบ่งปันให้พนักงานอยู่แล้ว
“จึงทำให้เกิดแนวคิดใหม่ในการพัฒนาโครงการ ในชื่อ One Green Choice ที่มุ่งเน้นเรื่อง Responsible Consumption หรือการบริโภคอย่างรับผิดชอบ ผ่านระบบเว็บไซต์ที่ให้รางวัล ชาเลนจ์ และกิจกรรมสะสมแต้มสำหรับผู้ใช้งาน เพื่อกระตุ้นให้ผู้คนรู้สึกว่าการรักษ์โลกและการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืนเป็นเรื่องสนุก เข้าถึงง่าย และสามารถทำต่อเนื่องได้ในชีวิตประจำวัน ผ่านรูปแบบคล้ายเกมหรือกิจกรรมท้าทายที่ช่วยสร้างแรงจูงใจให้ผู้คนอยากมีส่วนร่วมมากขึ้น” รสริน เล่า
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'Talent Everywhere' ปฏิรูปวงการดนตรีไทย ปั้นเด็กไทย 500 คนสู่เส้นทางศิลปินมืออาชีพ
ปลุกปั้นศิลปินยุคใหม่! วงการดนตรีไทยเดินหน้าติดจรวด ทะยานสู่ Soft Power เต็มสูบ

