
“ปชน.” กางรายละเอียด 4 ข้อสงสัย ป.ป.ช.อุ้ม “ศักดิ์สยาม” ซัดดำเนินการบกพร่อง-ใช้ดุลพินิจผิดพลาด-ปกปิดข้อมูล-ละเว้นตรวจสอบ วัดใจประธานรัฐสภาจะใช้เวลาพิจารณานานเท่าไหร่ ดักทางอย่าปัดตกคำร้อง
เมื่อวันที่ 7 มิ.ย. 2569 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ และนายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) แถลงชี้แจงรายละเอียดกรณีพรรคร่วมฝ่ายค้านและ สว.ยื่นเรื่องต่อประธานรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 236 เกี่ยวกับข้อกล่าวหาว่าสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กรณีการยกคำร้องคดีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
นายปกรณ์วุฒิกล่าวว่า เคยอภิปรายไม่ไว้วางใจนายศักดิ์สยามในคดีซุกหุ้น หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่นในปี 2565 และเมื่อ ป.ป.ช.มีมติยกคำร้องก็มี 3 ข้อสงสัยในพฤติการณ์ของ ป.ป.ช. ได้แก่ 1.การยุติเรื่องการยื่นบัญชีทรัพย์สินเท็จ แต่เอกสารการแถลงของ ป.ป.ช.เมื่อวันที่ 23 เม.ย.กล่าวถึงการยุติเรื่องการปกปิดบัญชีทรัพย์สิน โดยอ้างถึงเพียงแค่กรณีการถือหุ้นห้างหุ้นส่วนเพียงเท่านั้น แล้วคำร้องที่ตนเองให้ตรวจสอบเรื่องหนี้สินของนายศักดิ์สยามที่มีต่อ หจก.แห่งนี้ ป.ป.ช.ได้ตรวจสอบหรือไม่ แล้วผลการพิจารณาเป็นอย่างไร
นายปกรณ์วุฒิกล่าวว่า 2.เอกสารชี้แจงของ ป.ป.ช.ได้กล่าวถึงความผิดในลักษณะการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ซึ่งตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ป.ป.ช. มาตรา 126 (2) เรื่องการขัดกันแห่งผลประโยชน์ หากตีความตามกฎหมายคือ แค่ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทที่เข้ารับคู่สัญญารัฐในหน่วยงานที่กำกับดูแลเกินที่กำหนดหรือเกิน 5% ก็ผิดแล้ว แต่ประเด็นคือ ป.ป.ช.ไปวินิจฉัยกรณีนายศักดิ์สยามไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับห้างฯ ได้อย่างไร ในเมื่อไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับข้อกฎหมาย
นายปกรณ์วุฒิกล่าวอีกว่า การตีความของ ป.ป.ช.ในลักษณะนี้มีปัญหาแน่นอน เพราะพบเอกสารฉบับหนึ่งที่ ป.ป.ช.เคยทำอินโฟกราฟิกอธิบายเกี่ยวกับมาตรา 126 (2) พบว่ามีความแตกต่างจากกรณีของนายศักดิ์สยามคือการถือหุ้น เป็นไปได้ว่า ป.ป.ช.ไม่ได้ไปวินิจฉัยเลยว่าตกลงแล้วนายศักดิ์สยามยังถือหุ้นอยู่ ณ วันที่เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีหรือไม่ แต่กลับไปไต่สวนว่านายศักดิ์สยามได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนหรือไม่ ซึ่งไม่เกี่ยวข้องใดๆ กับข้อกฎหมายป.ป.ช. มาตรา 126 (2) แม้แต่นิดเดียว
"ป.ป.ช.บอกว่าการเป็นรัฐมนตรีไม่ได้มีอำนาจเข้าไปแทรกแซงหรือเข้าไปเกี่ยวข้องกับงบประมาณ เพราะการตั้งงบประมาณของส่วนราชการ แต่ในเอกสารฉบับดังกล่าว ป.ป.ช.บอกว่าคนที่ในเอกสารยกตัวอย่างคือนายกฯ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ มีอำนาจกำกับดูแลสั่งการเกี่ยวกับการบริหารกระทรวงคมนาคม ผ่าน รมว.คมนาคมถือว่ามีความผิด ขณะที่นายศักดิ์สยามเป็น รมว.คมนาคมในขณะนั้น และอาจถือหุ้นในบริษัทที่เป็นคู่สัญญากับกระทรวงคมนาคมเอง ป.ป.ช.กลับตีความว่านายศักดิ์สยามไม่ได้มีอำนาจในการเข้าไปแทรกแซงและเข้าไปเป็นคู่สัญญาของรัฐกับห้างฯ แห่งนี้ นี่จึงเป็นปัญหาที่ผมอยากตั้งคำถามว่า ป.ป.ช.ใช้มาตรฐานไหนในการวินิจฉัย” นายปกรณ์วุฒิกล่าว
นายปกรณ์วุฒิกล่าวต่อว่า 3.นับตั้งแต่ที่ไปยื่นคำร้องครั้งแรกกับพรรคร่วมฝ่ายค้านในขณะนั้น ไม่เคยได้รับจดหมายเรียกให้ไปให้ถ้อยคำหรือข้อมูลใดๆ กับ ป.ป.ช.เลยแม้แต่ครั้งเดียว รวมถึงไม่เคยได้รับการแจ้งความคืบหน้าคำร้อง และไม่มีการยุติเรื่องหรือคำร้องใดๆ ก็ไม่เคยได้รับการแจ้งให้ทราบเลย นี่จึงเป็นปัญหาในการเลือกปฏิบัติของ ป.ป.ช.ว่าจะรับฟังข้อมูลจากฝ่ายใด หรือไต่สวนไปในทิศทางใด และเป็นปัญหาความโปร่งใสของ ป.ป.ช.ที่ไม่มีการเปิดเผยให้สาธารณะทราบในระหว่างกระบวนการและจบกระบวนการ แม้กระทั่งตัวผู้ร้องเองก็ไม่เคยได้รับแจ้งใดๆ เลยทั้งสิ้น
ด้านนายพริษฐ์กล่าวว่า ข้อพิรุธที่สังเกตเห็นว่า ป.ป.ช. ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบในกรณีของนายศักดิ์สยามแบ่งเป็น 4 ข้อ ได้แก่ 1.ป.ป.ช.ดำเนินการตรวจสอบด้วยกระบวนการที่บกพร่อง โดย ป.ป.ช.แบ่งการตรวจสอบออกเป็น 2 เส้นทางหลัก คือเส้นทางที่หนึ่ง ตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินโดยใช้เวลาประมาณ 3 ปี ก่อนยุติการตรวจสอบในเดือน ก.ย. 2568 ส่วนเส้นทางที่สองคือ การตรวจสอบข้อกล่าวหาเกี่ยวกับความผิดทางอาญา โดยใช้เวลาประมาณ 3 ปี 5 เดือน และยุติการตรวจสอบในเดือน ก.พ. 2569
นายพริษฐ์กล่าวต่อว่า การตรวจบัญชีทรัพย์สินตามกฎหมายของ ป.ป.ช.นั้นจะแบ่งเป็น 3 ระดับ คือการตรวจสอบแบบปกติ การตรวจสอบแบบยืนยัน และการตรวจสอบตรวจสอบเชิงลึก ซึ่งกรณีของนายศักดิ์สยามเชื่อว่าสังคมมองว่าควรต้องตรวจสอบเชิงลึก เพราะพฤติการณ์ที่ปรากฏในกระบวนการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญนั้น ชัดเจนว่ามีพฤติกรรมที่น่าสงสัยในการซุกหุ้น หรือการถือครองทรัพย์สินแทนกัน แต่สิ่งที่เราค้นพบคือ ป.ป.ช.ไม่ได้ตรวจสอบเชิงลึก ป.ป.ช.ตรวจสอบเพียงแค่ระดับหนึ่งและระดับสอง จึงเกิดข้อสงสัยว่าทำไม ป.ป.ช.จึงไม่ตรวจสอบเชิงลึก เป็นเพราะใครไม่อนุมัติให้ตรวจสอบ
นายพริษฐ์กล่าวต่อว่า ขณะที่เส้นทางที่สองก็แบ่งออกเป็นสองส่วน คือ ป.ป.ช.ต้องตรวจสอบเบื้องต้นตาม พ.ร.บ.ป.ป.ช.มาตรา 49 ซึ่งหากตรวจสอบเบื้องต้นแล้วไม่มีข้อมูลหรือรายละเอียดที่ไม่เพียงพอ ป.ป.ช.สามารถมีมติไม่รับเรื่องไว้พิจารณาได้ แต่หากพบว่ามีพยานหลักฐานหรือข้อเท็จจริงที่เพียงพอ ป.ป.ช.ต้องดำเนินการไต่สวนต่อไป ซึ่งกรณีนายศักดิ์สยามหลังจาก ป.ป.ช.ตรวจสอบเบื้องต้นแล้ว กลับมีข้อสรุปว่าคดีดังกล่าวนั้นมีข้อมูลหรือรายละเอียดไม่เพียงพอ จึงได้ยุติการตรวจสอบยกคำร้องและไม่ดำเนินการไต่สวน รวมถึงนายปกรณ์วุฒิในฐานะผู้ร้องก็ไม่เคยถูกเรียกเข้าไปให้ข้อมูลเพิ่มเติม อีกทั้งในแถลงการณ์ของ ป.ป.ช.ก็ไม่ปรากฏว่าเคยตรวจสอบเรื่องนิติกรรมอำพรางถึงข้อมูลที่เราตั้งข้อสงสัย
“มีคำถามว่าทำไม ป.ป.ช.จึงยุติการตรวจสอบหลังการตรวจสอบเบื้องต้นเพียงเท่านั้น ทำไมจึงไม่มีการดำเนินการไต่สวน เป็นเพราะใคร เป็นเพราะเจ้าหน้าที่ไม่ได้เสนอให้ไต่สวน หรือส่งเรื่องไปแล้วแต่คณะกรรมการ ป.ป.ช.ไม่ตัดสินใจให้อนุมัติการไต่สวน สำหรับข้อสงสัยที่หนึ่งนั้นพวกผมถือว่า ป.ป.ช.ไปไม่สุดซอย”
นายพริษฐ์กล่าวอีกว่า 2.ใช้ดุลพินิจวินิจฉัยผิดพลาดอย่างชัดแจ้ง ซึ่งข้อเท็จจริงที่ ป.ป.ช.ควรใช้พิจารณาคดีนี้ควรเป็นข้อเท็จจริงเดียวกับศาลรัฐธรรมนูญ เพราะมีข้อเท็จจริงที่หนักแน่น เช่น การโอนหุ้นและเส้นทางการเงิน 3.มีพฤติกรรมที่ปกปิดข้อมูลเกี่ยวกับการตรวจสอบ เช่น ไม่แจ้งให้ผู้ร้องทราบในการยุติเรื่องต่างๆ หรือการเปิดเผยต่อสาธารณะ และ 4.ป.ป.ช.ละเว้นการตรวจสอบในข้อหาอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยเรายังไม่เห็น ป.ป.ช.วินิจฉัยความผิดเรื่องการขัดกันแห่งผลประโยชน์หรือไม่
นายพริษฐ์กล่าวต่อว่า หลังจากนี้จะเป็นหน้าที่ของประธานรัฐสภาวินิจฉัยว่า ข้อกล่าวหาดังกล่าวมีเหตุอันควรสงสัยเพียงพอให้ส่งเรื่องต่อไปยังประธานศาลฎีกาหรือไม่ แต่ขณะนี้สิ่งที่ประธานรัฐสภาสามารถทำได้เลยคือ ให้ความชัดเจนในสองเรื่อง ได้แก่ 1.ความชัดเจนเรื่องหลักเกณฑ์ที่ใช้ในการพิจารณา และความชัดเจนเรื่องกรอบเวลาที่จะใช้พิจารณา เชื่อว่าหากประธานรัฐสภาพิจารณาด้วยเหตุผลจากข้อเท็จจริงและหลักฐานที่ปรากฏ รวมถึงความสงสัยที่ประชาชนมีต่อกรณีดังกล่าว ประธานรัฐสภาควรสรุปได้เร็ว แต่หากประธานรัฐสภาปัดตกคำร้องดังกล่าว คิดว่าประธานรัฐสภาจะตอบสังคมยากว่า ทำไมไม่สงสัยในประเด็นที่สังคมวงกว้างเขาสงสัยกัน ทั้งนี้เรื่องกรอบเวลาเป็นช่องโหว่อย่างหนึ่ง ที่ปัจจุบันไม่ได้มีระเบียบหรือประกาศของสภาที่กำหนดกรอบเวลาชัดเจน
“หวังว่าประธานรัฐสภาพิจารณาจากข้อเท็จจริงจะไม่ปัดตกคำร้อง เพราะไม่ควรมีเหตุผลอะไรที่จะไม่ส่งเรื่องต่อไปยังประธานศาลฎีกา แต่หากเป็นเช่นนั้นจริงแล้ว เราเห็นว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของประธานรัฐสภา เราก็สามารถยื่นร้องประธานรัฐสภาว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามมาตรา 157 ได้”.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
‘อนุทิน’สั่ง‘เอกนิติ’ ต่ออายุ‘ไทยพลัส’
“อนุทิน” สั่ง “เอกนิติ” ขยาย “ไทยช่วยไทยพลัส” ต่อ 1 หรือ 2 เดือน ตามงบที่เหลือ พ่อค้า-แม่ค้าเชียร์ลั่น อยากให้ขยายไปถึงสิ้นปีเป็นของขวัญปีใหม่ให้ประชาชน เผยถ้าโครงการจบตลาดเงียบแน่นอน
สยบข่าวตี‘ศุภจี’ นำ เข้าข้าวโพด เป็นเรื่องเอกชน
รัฐบาลแจงข่าวบิดเบือน “ศุภจี” ไม่เคยลงนามนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์สหรัฐ ย้ำเป็นข้อตกลงระหว่างเอกชน การนำเข้าต้องเป็นไปตามเงื่อนไขรัฐ-คุมผลกระทบเกษตรกรไทย
14ก.ย.คุมเข้มกกต. เตรียมตร.1กองร้อยอารักขาแถลงเย็นไม่ระบุมติ-ชื่อ
“อนุทิน” มั่นใจ ปชช.ยังเชื่อมั่นรัฐบาลนี้บริหารประเทศ ย้อน “สนธิ” ทำเพื่อความสะใจ ผลที่ได้ประชาชนเดือดร้อน กับ “เนวิน” มองตาก็รู้ใจ ขณะที่ กกต.คุมเข้มวันลงมติฮั้ว สว. 14 ก.ย. จัดตำรวจ 1 กองร้อยรับมือมวลชน จ่อแถลงผลช่วงเย็น คาดไม่เปิดเผยคะแนน-ชื่อคนผิด “ไอติม” ลั่นหากไม่ส่งฟ้องศาล 229 คน ไม่จบแน่
‘ชวน’แฉหนี้บุญคุณทำพัง
“ชวน” เตือนองค์กรอิสระ จะให้ประวัติซ้ำรอยหรือ ชี้หนี้บุญคุณที่นักการเมืองทำไว้ ทำให้องค์กรเหล่านี้ลังเลใจ ลำบากใจ เพราะครั้นจะไม่ปฏิบัติตามก็ถูกกดดัน แฉการเมืองส่งคนตัวเองเข้าแทรกแซงหมด
'พริษฐ์' ขู่ กกต. หากยกคำร้องฮั้ว สว. 229 ราย ไม่จบแน่ 'ม.157' รออยู่
‘พริษฐ์’ ลั่นหาก 14 ก.ย.นี้ กกต. ไม่ส่งฟ้องศาล 229 คนเอี่ยวฮั้วสว.ไม่จบง่าย ลั่น เจอกันเวทีสภาขอตอบคำถามให้ได้ ชวนคิดเอกสารพยานกลับคำให้การหลุดหรือปล่อยแซะ หลายคนพูดเรื่องเหนือดวงแต่กลัวบางสีอยู่เหนือกฎหมาย
ฝ่ายค้านลุยยื่นซักฟอก ก.ย.นี้ ล็อกเป้าถล่ม 'อนุทิน-ไชยชนก'
“พริษฐ์” ยันฝ่ายค้านยื่นซักฟอกภายใน ก.ย.นี้ ล็อกเป้า “อนุทิน–ไชยชนก” ถลกโกงสอบท้องถิ่น–ฮั้ว สว.–AI Passport แย้ม มีเรื่องใหม่ที่ไม่เคยเปิด อุบโยง “คนที่บุรีรัมย์” ลั่น หากมีหลักฐานว่ารับใช้ใคร ก็ต้องอภิปรายด้วย

